‘ปชน.’ปากกล้าขาสั่น-ท้า‘ชูวิทย์’ ‘ไอซ์‘อยากเห็นหลักฐานเทา อย่าใช้วิธีพูดโจมตีรายวัน

‘ปชน.’ปากกล้าขาสั่น-ท้า‘ชูวิทย์’ ‘ไอซ์‘อยากเห็นหลักฐานเทา อย่าใช้วิธีพูดโจมตีรายวัน

วันเสาร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

‘ปชน.’ปากกล้าขาสั่น-ท้า‘ชูวิทย์’

‘ไอซ์’อยากเห็นหลักฐานเทา

อย่าใช้วิธีพูดโจมตีรายวัน

‘พท.’โวรักษาที่มั่นภาคเหนือ

‘มาร์ค’ลุยใต้-ดึงจีนเที่ยวไทย

 

แกนนำพรรคประชาชน “หัวหน้าเท้ง-ไอซ์” ดาหน้าปากกล้าขาสั่น ประกาศท้าทาย “ชูวิทย์” แน่จริงเปิดหลักฐานผู้สมัครสีเทาออกมาเลย อย่าใช้วิธีพูดโจมตีรายวัน อ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการหาเสียง ฉวยโอกาสปลุก “ไม่เลือกเรา เทามาแน่” สู้กระสุนหมื่นล้านยึดรัฐสภาไทย ด้าน “อภิสิทธิ์” ทัวร์กระบี่ชาวบ้านต้อนรับอบอุ่น ลั่นถ้าเป็นรัฐบาลจะลุยปราบสแกมเมอร์


เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ลานกินซ่า อ.รังสิต จ.ปทุมธานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนตอนหนึ่งว่า หากเราดูการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา การลงคะแนนแบบแบ่งเขตใช้คะแนนเสียงประมาณ 3-4หมื่นคะแนนก็สามารถชนะเลือกตั้งได้ สส.1คน หากเป็นแบบบัญชีรายชื่ออาจจะต้องใช้คะแนนเสียงถึง 3-4แสนคะแนนต่อ สส.1คน เท่ากับว่า สส.แบบแบ่งเขตมีน้ำหนักมากกว่าบัญชีรายชื่อถึง10เท่า เพราะฉะนั้นใครที่เห็นด้วยกับนโยบายของอดีตพรรคก้าวไกลและแบ่งครึ่งใจกาบัญชีรายชื่อแค่ 1ใบ อาจจะไม่เพียงพอในการตั้งรัฐบาลประชาชน ดังนั้น เราจึงแบ่งคาราวานรถแห่ 8สาย77จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อบอกกับประชาชนว่า ถ้าเห็นด้วยกับพรรคประชาชน ต้องกาให้พรรคประชาชนทั้ง 2ใบ ไม่เช่นนั้นจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มองในมุมบวก แต่อย่างไรก็ตามทุกวินาทีก่อนเข้าคูหาเราไม่ประมาท ผลโพลความนิยมนำ เชื่อว่าทุกคะแนนมีความหมายทุกเขต ตอนนี้โจทย์ของเราคือต้องมี สส.ให้มากที่สุด ทุกเก้าอี้ในสภาหมายถึงความมั่นคงมากยิ่งขึ้นในการตั้งรัฐบาล

ด้าน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวบนรถแห่ก่อนออกเดินทางว่า รถคาราวานสาย “ลูกน้ำเค็ม” มีแผนการเดินทางไปหาเสียงในเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งจะเดินทางผ่านทั้งสิ้น 47เขต โดยทางพรรคประชาชนมุ่งหวังว่าจะสามารถรักษาเขตเดิมได้ครบทุกเขต และเพิ่มเติมเขตใหม่ให้ได้มากที่สุด

‘เท้ง’สวน’ชูวิทย์’ผู้สมัครคุณสมบัติครบ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ออกมาเปิดโปง ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ว่าตัวคุณสมบัติของผู้สมัคร สส. ที่จังหวัดแพร่ ได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายแล้วว่า ไม่มีการส่งผลอะไรที่จะขัดต่อคุณสมบัติการลงสมัคร สส. ตนไม่ขอขยายความเพิ่ม แต่อยากจะฝากถึง นายชูวิทย์ ว่ามีข้อมูลอะไรก็เปิดเลย อย่ามาพูดรายวันแบบนี้ ที่ผ่านมา พรรคประชาชน เราแสดงออกโดยตลอด ว่าถ้าเจอข้อมูลข้อเท็จจริง เราพร้อมจัดการทันที เพราะฉะนั้น ไม่ได้คิดว่า มีผลกระทบอะไรต่อการหาเสียง เมื่อถามว่า มีโอกาสจะฟ้องกลับหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ก็รอข้อมูลที่เขาเปิด ตอนนี้ยังไม่เปิดข้อมูล

อย่ารับเงินทุนเทาเข้ามายึดรัฐสภา

เมื่อถามว่า ช่วงโค้งสุดท้ายมีกระแสเรื่องกระสุนการเมือง มีข่าวจาก ผู้ว่าแบงก์ชาติ เกี่ยวกับการถอนเงิน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจการเลือกตั้งครั้งนี้ เราพบว่า มีจำนวนยอดเงินในการเอาไปซื้อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าลองคำนวณออกมา คูณต่อจำนวนเขต 400 เขต พบว่าเงินแค่หลักหมื่นล้านบาท สามารถซื้อประเทศได้แล้ว เราเห็นว่า ในเรื่องของทุนเทาจริงๆโอ้โฮ น่าจะเป็นหลักหลายแสนล้านทั่วโลก ไม่รู้มูลค่าความเสียหายเท่าไหร่ที่ไหลทะลักเข้ามาสู่ในประเทศไทยในปัจจุบันด้วย แล้วเราก็รู้ว่า เงินทุนเทาตอนนี้มีส่วนที่จะพัวพันกับการเมืองไทยเพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวล ถ้าคนไทยทุกคนไม่อยากเห็นสีเทาเข้ามาครอบครอง ยึดประเทศ โดยเฉพาะเข้ามายึดรัฐสภาที่เป็นศูนย์รวมอำนาจของประชาชน ครั้งนี้อย่ากาให้คนซื้อเสียงในหมู่บ้าน ในชุมชนของคุณ อยากได้การเมืองที่ดีกว่าก็เลือกพรรคปชน.

ไม่เลือกเรา เทามาแน่-ปลุกคนไทย

เมื่อถามว่า อีกฝั่งจะปลูกกระแสชาตินิยม หรือไม่เรื่องกระแสชาตินิยม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า ประชาชนที่ติดตามกันดีเบตมาทุกเวที ได้เห็นจุดยืนมาแต่ละพรรค คงไม่คิดว่า จะส่งผลกระทบอะไรในภาพรวมในเรื่องคะแนนความนิยม หรือจุดยืนทางการเมือง แต่สิ่งที่ตนกังวลมากกว่า ช่วงเวลาไม่ถึง 10วันที่เหลือ คือ การเลือกตั้งจะดำเนินการได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ถ้า กกต.เตรียมการตั้งแต่วันนี้ สามารถทำได้ เมื่อถามว่า อีกฝั่งหนึ่งใช้แคมเปญ ไม่เลือกเรา เขามาแน่ นายณัฐพงษ์ ย้อนทันทีว่า ถ้าไม่เลือกเรา ไม่เลือกพรรคประชาชน เทามาแน่นอน

‘ขวัญรัตน์’ผู้สมัคร แพร่โพสต์แจงยิบ

จากกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาเปิดเผยข้อมูลโจมตี ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน จ.แพร่ล่าสุด น.ส.ขวัญรัตน์ พนมขวัญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ เขต 1 พรรคประชาชน หมายเลขผู้สมัคร 4 ขอชี้แจงต่อกรณีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับประวัติการพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ดังนี้ เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันให้ดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป และต่อมา เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566 นายโชคชัย พนมขวัญ ก็ได้มีคำสั่งให้ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 48 โสฬส (2) แห่งพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ. 2496 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 กล่าวคือ ดิฉันพ้นจากตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ จากการที่ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง ดิฉันมิได้พ้นจากตำแหน่งเพราะกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่าทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการแต่อย่างใด

อายุไม่ครบ35ปี-ไม่ใช่ทุจริตต่อหน้าที่

นอกจากนี้ การที่ดิฉันได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ในขณะที่อายุยังไม่ครบ 35 ปีบริบูรณ์ในวันที่แต่งตั้ง ก็ไม่ใช่การกระทำทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่า ทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติมิชอบในวงราชการ เพราะดิฉันเป็นผู้รับคำสั่งแต่งตั้ง และถ้าจะมีประเด็นว่า ดิฉันขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่ง ก็มิใช่การใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งของดิฉันในการแต่งตั้งแต่ประการใด เมื่อพิจารณารัฐธรรมนูญฯ มาตรา 98 (ที่กำหนดลักษณะต้องห้ามสมัครสส.เป็นลักษณะต้องห้ามเฉพาะกรณีเคยถูกสั่งให้ออกจากราชการเพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทำทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ เท่านั้น การออกจากตำแหน่งตามคำสั่งของผู้มีอำนาจแต่งตั้ง ก็ดี หรือพ้นเพราะขาดคุณสมบัติ ก็ดี ไม่เข้าข่ายลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คุณสมบัติยังครบลงสมัครชิงสส.ได้

ดิฉันขอชี้แจงประเด็นถัดไปว่า ต่อข้อเท็จจริงกรณีนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ได้มีคำสั่งแต่งตั้งดิฉันดังกล่าวข้างต้น ในเรื่องนี้ผู้ว่าฯแพร่ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามคำสั่งจังหวัดแพร่ ลับ ที่ 2260/2566 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ลงวันที่ 25กันยายน2566 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องกล่าวหาร้องเรียน นายโชคชัย พนมขวัญ ตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ กรณีออกคำสั่งแต่งตั้งรองนายกเทศมนตรีเมืองแพร่ โดยมิชอบด้วยกฎหมายและพิจารณาแล้วมีมติว่า เป็นกรณีกล่าวหาในเรื่องที่มิใช่ความผิดร้ายแรงและในการนี้ ต่อมา คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า พฤติการณ์การกระทำของนายโชคชัย ยังไม่ถือเป็นการประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย แต่เพื่อมิให้เกิดกรณีดังกล่าวขึ้นอีก จังหวัดแพร่จึงตักเตือนและกำชับ นายโชคชัย ดำเนินการแต่งตั้งรองนายกฯยึดกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ด้วยเหตุผลดังกล่าว เมื่อนายโชคชัย พนมขวัญ นายกเทศมนตรีเมืองแพร่ ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจ ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. และจังหวัดแพร่ แล้วว่า ไม่ได้ทุจริตหรือประพฤติมิชอบแต่อย่างใด ในทางเดียวกันนี้ ดิฉันซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่งตั้ง จะมีความผิดในข้อหาดังกล่าวได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ดิฉันจึงขอยืนยันว่าดิฉันยังมีสถานะผู้สมัคร สส.ทุกประการ ทุกคะแนนที่พี่น้องชาวแพร่จะมอบให้ดิฉัน จะไม่เสียเปล่า เหลือเวลาอีกเพียง 10วัน ก่อนถึงวันเลือกตั้ง ดิฉันจะตั้งใจรณรงค์หาเสียง ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าหวั่นไหวกับผู้ที่ปล่อยข่าวโจมตีโดยมีวัตถุประสงค์จะสกัดกั้นพรรคประชาชนจากการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลแห่งการเปลี่ยนแปลง เดินหน้าสู่ชัยชนะ8กุมภา กาส้ม2ใบ จัดตั้งรัฐบาลประชาชนด้วยกันค่ะ

‘ไอซ์’สวน’ชูวิทย์’ปชน.’มุ่งชนะลต.

น.ส.รักชนก ศรีนอก ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ออกมาแถลงข่าวและโพสต์โจมตีพรรคประชาชน โดยเชิดชู น.ส.รักชนก เป็นวีรสตรีประกันสังคม ว่า จริงๆ แล้ว พรรคประชาชนไม่ได้เชิดชูตนเป็นวีรสตรีอะไร และไม่ได้ใช้งานตนหนัก คำพูดที่มีคนเชิดชูมาเป็นคำพูดที่มาจากประชาชนทั้งนั้น ตนไม่ได้มองว่าพรรคใช้งานหนักคนเดียว พรรคประชาชนพยายามถึงที่สุดทุ่มเทแรงใจแรงกายของตัวเอง เพื่อที่จะทำให้พวกเราชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนที่มากที่สุด ดังนั้นเป็นความต้องการส่วนตัวของเราด้วย พรรคประชาชนไม่ได้มาจิกหัวใช้อะไร เราอยากจะชนะเลือกตั้งก็เลยใส่แรงเต็มที่

ท้าเปิดมาเลย-คนเลวสีเทาเราไม่เอาไว้

“สิ่งที่คุณชูวิทย์วิพากษ์วิจารณ์มาเอาแบบนี้แล้วกัน ถ้าใครไม่อยากอ่านก็กด Unfollow คุณชูวิทย์ แล้วกดเลิกติดตาม ไม่ต้องไปอ่านพูดตรงๆ เราก็ไม่อยากจะวิพากษ์วิจารณ์กับคุณชูวิทย์รุนแรงมาก แต่มันก็มีเส้นอยู่ว่าจะถึงจุดไหน แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเส้นนั้น ก็ขอวิพากษ์วิจารณ์ประมาณนี้” น.ส.รักชนก กล่าว

เมื่อถามว่า นายชูวิทย์ ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า หากพรรคประชาชนโจมตีให้ร้ายคนอื่นเป็นสีเทา จะออกมาแฉอีกเป็นคลิปเสียง น.ส.รักชนก กล่าวว่า “เออดี เอามาเปิดเลย คนเทาๆ คนเลวๆ คนชั่วๆ เราเองก็ไม่อยากให้อยู่ในพรรคต่อไปเหมือนกัน ถ้ามีหลักฐานไม่ต้องขู่ เปิดมาเลย อยากรู้เหมือนกันว่าใคร จะได้เอาออก”

เมื่อถามว่า การที่ นายชูวิทย์ ออกมากระทบกับพรรคประชาชนมากน้อยแค่ไหน น.ส.รักชนก กล่าวว่า ต้องถามประชาชนว่า คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ แต่เราคิดว่าประชาชนดูออกว่าอะไรเป็นอะไร การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นายชูวิทย์มาช่วยเราหาเสียงต่อต้านพรรคภูมิใจไทย ไม่เอาเรื่องกัญชา แต่รอบนี้ก็ยังบอกว่าเกลียดพรรคภูมิใจไทยเหมือนเดิม แต่ออกมาด่าทอพรรคส้มทุกวันๆ ถามหน่อยว่าตอนนี้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลมีกี่พรรคที่สามารถเป็นได้ มันก็มีแค่ 2 พรรคเท่านั้นแหละ คือ พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย การกระทำของนายชูวิทย์แบบนี้คือการหาเสียงทางอ้อมให้พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละ และสิ่งที่นายชูวิทย์ยืนยันกับการกระทำมันสอดคล้องกันหรือไม่ตนคิดว่าประชาชนตัดสินเองได้

ให้ใช้ชีวิตหายมะเร็งอย่างมีความสุข

เมื่อถามว่า เตรียมรับมือไว้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า “เปิดมาเลย อยากเปิด เปิดเลย เอาเลย เอาช่วงนี้แหละ ตอนที่กระแสกำลังพุ่ง พิธา กำลังกลับมา อยากทำอะไรทำ” ฝากบอกคุณชูวิทย์ว่าดีใจด้วยที่สามารถหายจากมะเร็งและกลับมามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงได้อยากให้คุณชูวิทย์ใช้ช่วงชีวิตที่กลับมาจากความตายได้ อยากให้ใช้อย่างมีความสุขและเป็นประโยชน์สาธารณะ”

‘อภิสิทธิ์’ลุยกระบี่ชาวบ้านต้อนรับอบอุ่น

ที่ตลาดสดคลองท่อม อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค และคณะแกนนำ เดินทางพบปะพี่น้องประชาชน ความผูกพันที่เหนียวแน่น ทันทีที่คณะเดินทางมาถึง บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านที่มาจับจ่ายใช้สอยต่างเข้ามาทักทายอย่างเป็นกันเอง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สะท้อนถึงความผูกพันอันยาวนานระหว่างคนในพื้นที่และพรรคประชาธิปัตย์

โดย นายอภิสิทธิ์ ได้เดินทักทายพร้อมรับฟังปัญหาปากท้องและข้อเสนอแนะจากชาวกระบี่อย่างใกล้ชิด เสียงเชียร์สนั่นตลาด “สาธุ ขอให้เป็นนายกฯ”ไฮไลท์สำคัญของจุดนี้ยังมีคุณยายอาวุโสท่านหนึ่ง ที่มารอรับคณะด้วยความตั้งใจ จับมือนายอภิสิทธิ์ พร้อมกล่าวอวยพรว่า”ขอให้ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีนะ” คำอวยพรดังกล่าวเรียกเสียงฮือฮาและเสียงเชียร์”สาธุ”ดังสนั่นจากผู้คนที่ส่งกำลังใจสนับสนุน

นายอภิสิทธิ์ ได้ย้ำถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานกับชาวกระบี่ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ต่อสู้ทางการเมืองร่วมกันมาหลายสิบปี แต่ปัญหาที่กัดกินประเทศไทยมาตลอดคือ การทุจริตคอร์รัปชั่น ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงเศรษฐกิจของชาติที่แทบไม่เติบโตในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จนเพื่อนบ้านเริ่มแซงหน้า หากต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง ต้องเริ่มจากการทำให้การเมืองไทยกลับมาสุจริตอีกครั้ง ปัญหาเกือบทุกปัญหา ย้อนกลับไปแล้วไปจบลงตรงที่เราไม่เอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอร์รัปชั่น

เป็นรบ.ปราบสแกมเมอร์-ดึงจีนเที่ยวไทย

นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า ส่วนของนโยบายปากท้องพรรคเสนอแนวทางเชิงรุกสำหรับชาวกระบี่ อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน ประชาธิปัตย์จะผลักดันกฎหมายปาล์มน้ำมันให้เป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพให้ส่งออกได้ดียิ่งขึ้น โดยต่อยอดจากนโยบายประกันรายได้ที่พรรคเคยทำสำเร็จมาแล้ว ขณะที่การท่องเที่ยว จะเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนที่กังวลเรื่องปัญหาทุนเทา และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นตัวฉุดรั้งไม่ให้นักท่องเที่ยวจีนกลับมาหลังโควิด หากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลต้องปราบปรามเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อให้ภาพลักษณ์ความปลอดภัยของไทยกลับมา จึงขอเชิญชวนพี่น้องชาวกระบี่ให้มาร่วมกันสร้างการเมืองที่สุจริตและเข้มแข็งในวันที่ 8 ก.พ.นี้ เพื่อนำพาเศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่และประเทศไทยให้กลับมาเดินหน้าอย่างมั่นคงอีกครั้ง

ปชป.ปราศรัยเวทีพังงาคึกตัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งในจังหวัดพังงาคึกคัก เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพังงา ทั้ง 2 เขต บริเวณใต้ต้นไทรใหญ่ ภายในสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์พังงา อำเภอเมืองพังงา ท่ามกลางประชาชนและผู้สนับสนุนจำนวนมากที่มาร่วมรับฟังอย่างเนืองแน่น

การปราศรัยครั้งนี้มีแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ร่วมเวทีได้แก่นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคภาคใต้ และ นางกันตวรรณ ตันเถียร รองเลขาธิการพรรค ร่วมขึ้นเวทีปราศรัย รวมถึงการปราศรัยของนายกุศล ทนังผล ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์4 และนายสรรเพชร ทิพย์มณเฑียร ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 4

ขณะที่บรรยากาศก่อนขึ้นเวทีปราศรัย เป็นไปอย่างอบอุ่น เมื่อนายอภิสิทธิ์เดินทางมาถึง ได้รับการต้อนรับจากแฟนคลับและผู้สนับสนุนที่แห่มอบช่อดอกดาวเรือง ดอกกุหลาบ รวมถึง สะตอสดๆ คล้องคอ ท่ามกลางเสียงเชียร์และกำลังใจจากประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ลั่นปชป.ยืนอยู่ข้างปชช.ตลอด

นายอภิสิทธิ์กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า“ประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองที่ยืนอยู่ข้างประชาชนมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาปกติหรือช่วงที่ประชาชนลำบาก เราไม่เคยทอดทิ้งพี่น้องชาวพังงา”

นายอภิสิทธิ์ยังบอกเล่าถึงผลงานของพรรคประชาธิปัตย์ตอกย้ำว่าจำได้ไหมว่ายางพาราขึ้นถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ตอนใครเป็นรัฐบาล พร้อมชูนโยบาย “ไทยหายจน ด้วยคนทำเป็น” มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เดินหน้ารับประกันรายได้เกษตรกร ลดค่าครองชีพ เพิ่มสวัสดิการทุกช่วงวัย พร้อมปฏิรูประบบราชการและเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตนจึงเชิญชวนชาวพังงา หากอยากจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง สิ่งแรกจะต้องทำให้เกิดความสุจริตก่อน โดยเริ่มต้นที่การเมือง พร้อมยืนยันว่า ประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของการเมืองสุจริต เพื่อทำให้เศรษฐกิจดี

ฉะพรรคไหนคุมคมนาคมทำใต้เสียโอกาส

“ในส่วนที่มีบางพรรคโจมตีว่าภาคใต้เสียโอกาสมานานนั้น ให้ย้อนกลับไปดูว่าที่ผ่านมาพรรคไหนที่เป็นรัฐบาลและคุมกระทรวงคมนาคม”นายอภิสิทธิ์ ย้ำ

ขณะที่การปราศรัยของผู้สมัครสส.ทั้ง 2 เขต ได้ตอกย้ำว่าในพื้นที่เริ่มมีการจดรายชื่อเตรียมการซื้อสิทธิ์ขายเสียงกันแล้ว ขอให้พี่น้องประชาชน ที่ถูกเขามองว่าเป็นนั้น ขอให้เป็นปลาที่กินเหยื่อแต่ไม่กินเบ็ด เลือกการเมืองสุจริต เลือกประชาธิปัตย์ทั้ง2ใบ

‘ยศชนัน’ลุยเชียงใหม่อ้อนเป็นนายกฯ

เวลา 09.00น.ที่ตลาดกลางธารเกษตร อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมแกนนำพรรค ลงพื้นที่ปราศรัยหาเสียงช่วยนายณัฏฐ์พัฒน์ รัฐผไท ผู้สมัครสส.เชียงใหม่ เขต 8 นายยงยุทธ์ ยาวิชัย ผู้สมัครสส.เชียงใหม่ เขต 9 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาฟังการปราศรัยเต็มพื้นที่ มอบดอกไม้ พวงมาลัยดาวเรือง พวงมาลัยแคบหมู และพวงมาลัยตะหลิว นายยศชนัน ปราศรัยว่า ”สวัสดีพ่อแม่พี่น้องเชียงใหม่ทุกท่าน ผมเดินสายไปตามจุดต่างๆของเชียงใหม่ เรามีความฝัน ความหวัง และเชียงใหม่คือบ้านเกิด คนเชียงใหม่คนนี้จะทำให้ดีที่สุดเพื่อนำประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า วันนี้เรามีความจำเป็นต้องเลือกให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้ง 10 เขต วันนี้แต่ละพรรคการเมืองตั้งพรรคขึ้นมา จุดประสงค์ วัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองคือการส่งมอบนโยบายให้พ่อแม่พี่น้อง และพรรคเพื่อไทยเราทำมาตลอดตั้งแต่พรรคไทยรักไทย วันนี้พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปแล้ว พลังประชาชนก็ถูกยุบไปแล้ว พรรคเพื่อไทยมาแต่จิตวิญญาณไม่เคยเปลี่ยน จิตวิญญาณของนโยบายพรรคเพื่อไทยตั้งแต่พรรคไทยรักไทยก็ก่อกำเนิดที่เชียงใหม่ ครั้งนี้ขอ 10 เขตเลยได้หรือไม่ ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลง ขอให้เป็นนายกฯคนที่ 33 จากเชียงใหม่“

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนเชียงใหม่ ที่จะทำให้มี 2 เรื่อง เรื่องแรกเรื่องอากาศ เรื่องนี้สำคัญอากาศของเชียงใหม่บางทีอากาศมาจากประเทศอื่น เรามีแนวทางต้องปลูกป่าทำเรื่องเครื่องมือการเกษตรให้พ่อแม่พี่น้อง ให้สามารถใช้เครื่องมือได้อย่างมีผลสำเร็จ รอบนี้เราจริงจัง เพราะเรื่องอากาศเป็นเรื่องลมหายใจของพ่อแม่พี่น้อง แต่ในขณะเดียวกันคนที่ทำเรื่องเกษตรต้องสามารถทำได้ ลดความเดือดร้อน นี่คือสิ่งที่เราจะส่งมอบให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวเชียงใหม่

นโยบายเงินล้าน9คนทุกวันคือการหาเงิน

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่เป็นหัวใจของพรรคเพื่อไทย นักการเมืองต้องลงพื้นที่ วันนี้ใครจะมาพูดว่านโยบายของเราดีหรือไม่ดี เราไม่สนใจ เพราะตนทำนโยบายให้กับพ่อแม่พี่น้องที่นั่งอยู่ตรงนี้ เราอาจจะโดนโจมตีว่าเราจะหาเงินมาจากไหน แต่ไม่ต้องห่วง เราหาเงินเป็น ซึ่งเป็นโครงการที่จะนำเงินเข้ามาในประเทศ นำนักธุรกิจเข้าสู่ระบบ นี่คือโครงการที่เราจะทำเรื่องการสร้างเศรษฐีเงินล้าน 9 คนทุกวัน หลายคนบอกเป็นเรื่องแจกเงิน แต่เป็นเรื่องดึงคนเข้าระบบ ซึ่งตนห่วงใยพี่น้อง อยากดึงคนเข้าระบบ แต่การดึงคนเข้าระบบต้องมีแรงจูงใจ และนี่คือสิ่งที่เราเลือกให้ การจะหาเงินทำรถไฟ ทำถนนเป็นหน้าที่ของนักการเมือง ต้องหาเงินเข้ามาในประเทศ นี่คือสิ่งที่เราจะทำ และนี่คือวิธีคิดที่เราทำมาตลอดของพรรคไทยรักไทย ส่งมอบมาพรรคเพื่อไทย ลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ ขยายโอกาส มั่นใจมากว่าจะสามารถรักษาแชมป์ในภาคเหนือไว้ได้ วันนี้เราพร้อมจริง ๆ ทั้งผู้สมัครทุกคนที่ลงพื้นที่ส่งมอบนโยบายต่าง ๆ เพื่อประชาชน ยืนยันว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ และพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ดูแลพี่น้องประชาชนภาคเหนือมาอย่างยาวนาน ไม่เคยขาดตกบกพร่อง และทำมาโดยตลอด

‘พล.อ.รังษี’แฉซื้ออเสียงพุ่งหัวละ5พัน

พล.อ.รังษี กิตติญาณทรัพย์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง ว่า ขณะนี้มีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดผ่านเวทีดีเบตเพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชน แต่สิ่งที่น่ากังวลคือพบความเคลื่อนไหวเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งอย่างหนัก โดยได้รับรายงานข่าวว่ามีการ “ซื้อเสียง” สูงถึงหัวละ 5,000 บาท ระบาดไปทุกภาคทั่วประเทศไทย ทั้งเหนือ อีสาน ใต้ และกรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เม็ดเงินมหาศาลที่นำมาใช้ทุ่มซื้อเสียงในครั้งนี้ อาจเป็นเงินที่มาจากธุรกิจสีเทาหรือกลุ่มสแกมเมอร์ที่มีเงินหมุนเวียนในไทยกว่า 2 แสนล้านบาท โดยรูปแบบการจ่ายเงินเป็นระบบแบ่งเป็นงวดๆ โดยจะจ่ายล่วงหน้าก่อน 2,000บาท พร้อมยึดบัตรประชาชนไว้ และให้นำมารับคืนก่อนวันเลือกตั้ง พร้อมรับเงินส่วนที่เหลืออีก 3,000บาท ถ้าคำนวณจากเป้าหมายที่ต้องการเสียงในสภา 250 เสียง คาดว่าจะมีเงินสะพัดกว่า 12,500 ล้านบาท ผมจึงอยากฝากเตือนประชาชนให้ตื่นรู้ หากรับเงินจากคนโกง ประเทศจะเข้าสู่หายนะ ท่านรับเงินได้แต่อย่าเลือก ให้เลือกพรรคที่นโยบายชัดเจนแทน เพราะประชาชนคือผู้ตัดสินอนาคตประเทศ

‘ต๋อง’ขันอาสาแก้ปัญหาฝั่งธนบุรี

นายวัฒนา ภู่โอบอ้อม หรือต๋อง ศิษย์ฉ่อย ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รมสช.) พร้อม นางสาวกัญญาวีร์ จารุสัมพันธ์กนก ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 32 (บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน และธนบุรี) เบอร์ 9 ลงพื้นที่พบปะประชาชนและพ่อค้าแม่ค้าย่านฝั่งธนบุรี บริเวณตลาดวังหลังและวัดอรุณราชวราราม ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น บรรยากาศการลงพื้นที่เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชน พ่อค้าแม่ค้า และแฟนคลับเข้ามาทักทายและขอถ่ายภาพร่วมกับ “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” อย่างต่อเนื่อง โดยประชาชนส่วนใหญ่ต่างกล่าวว่า ได้ติดตาม “ต๋อง ศิษย์ฉ่อย” มานานในฐานะนักกีฬาสนุกเกอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้คนไทย

นางสาวกัญญาวีร์ ระบุว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าปัญหาหลักที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะน้ำท่วมขังและทางเท้าชำรุดที่ส่งผลต่อการสัญจร ปัญหาการจราจรติดขัดในย่านชุมชนเก่า รวมถึงค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อ ขณะนี้ได้รวบรวมทุกเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่ และขออาสาเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันความตั้งใจเพื่อให้คุณภาพชีวิตของชาวฝั่งธนบุรีดีขึ้นกว่าเดิม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top