วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
กกต.ชงศาลฎีกาถอนชื่อผู้สมัครสส.
ฟันเพิ่ม28ราย
ขาดคุณสมบัติ‘ไม่ไปเลือกตั้ง’
คดีอาญาโทษจำคุกสูงสุด10ปี
หัวหน้าพรรคหนาวส่อโดนด้วย
มติ กกต.ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัคร สส.อีก 28 ราย เหตุอยู่ระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ไปเลือกตั้ง เล็งเอาผิดอาญา ทั้งผู้สมัคร-หัวหน้าพรรค “อนุทิน”ย้ำพรรคอันดับ 1 ชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาลก่อนไม่มีใครแย่ง หากถูกชวน ต้องดูรับเงื่อนไขได้หรือไม่ รับ MOA-MOU พรรคส้มเข้าท่าจะได้ไม่โดนเบี้ยวสัญญาลูกผู้ชายตอนหลัง ลั่นไม่ปิดประตูจับมือ“น้ำเงิน-แดง”ชี้ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร ไม่คิดแก้แค้น เหตุไร้ประโยชน์ ไม่หวั่นถูกเช็กบิลเขากระโดงด้าน’เท้ง-ณัฐพงษ์’มั่นใจปชน.จะได้กวาด สส.ทั้งแบบเขต-บัญชีรายชื่อรวมกันเกิน200ที่นั่ง พร้อมเชื่อจะได้ทะลุ20ล้านเสียงย้ำจุดยืนชัด ถ้าได้อันดับ2 ขอเป็นฝ่ายค้านทันที จะไม่จับมือพรรคอันดับ 3 หรือ 4 จัดตั้งรัฐบาลแข่ง ขณะที่ปชป.ยกทัพหาเสียงตรัง‘อภิสิทธิ์’ปลุกขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต ย้ำอย่าให้เงินมาครอบงำ
เมื่อเวลา11.35น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)และแคนดิเดตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีระบุพรรคภท.จะได้ สส.แบบแบ่งเขต 200 ที่นั่งและสส.บัญชีรายชื่อ 20ที่นั่งว่าตนไม่เคยปราศรัยแบบนี้ แต่เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ไปปราศรัยที่ จ.สุพรรณบุรี มีแต่บอกเป็นสำเนียงเหน่อแบบสุพรรณบุรีว่าพ่อก็หมา แม่ก็หมาลูกก็หมา หมากันทั้งบ้าน ไม่เคยพูดตัวเลขในการปราศรัย
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการประเมินหรือไม่ ตัวเลขล่าสุดของพรรค ภท.จะได้ สส.เท่าไหร่ นายอนุทิน กล่าวว่า เขาประเมินก็ต้องเล็งผลเลิศไว้ก่อนเพราะเรามีการติดตามรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร สส.เราทุกเขตทั่วประเทศ เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้มีพรรคการเมืองใดมาทาบทามร่วมรัฐบาลหรือไม่นายอนุทินร้องโอ้ยพร้อมระบุว่าเอาให้ผ่านวันอาทิตย์ที่ 8 ก.พ.ให้ได้ก่อนเถอะ
‘หนู’ลั่นรักษาระบบรัฐสภาให้มากสุด
เมื่อถามถึงกรณีนายกฯระบุพรรคภท.จะเป็นที่1ในขั้วหมายความว่าจะพยายามรวบรวมเสียงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราพยายามรักษากติกาทางระบอบรัฐสภาให้มากที่สุด ซึ่งกำหนดไว้ว่าเลือกเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย เป็นรัฐบาลก็ควรมีเสียงในสภาเกินกึ่งหนึ่ง ถ้าจะเป็นแกนนำรัฐบาลควรจะเป็นพรรคที่มีเสียงมากที่สุดในรัฐบาล ตรงไปตรงมาที่สุด ปฏิบัติมาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม
เมื่อถามว่าหลังปิดหีบเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. จะเห็นภาพการจับขั้วรัฐบาลได้เลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนว่ารอให้ตัวเลข จำนวน สส.ของแต่ละพรรคมันนิ่งก่อน ซึ่งกว่าจะนิ่งหลังจากปิดหีบ 17.00 น. ตัวเลขที่จะเห็นเป็นรูปเป็นร่างน่าจะมี 21.00-22.00 น.
ชี้พรรคอันดับ1จัดตั้งรัฐบาลก่อน ไม่มีแย่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการเลือกตั้งพรรคอันดับ1ควรจะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาลก่อน เมื่อจัดไม่ได้ก็เป็นสิทธิของพรรคอันดับ 2 เมื่อยังจัดไม่ได้อีกก็เป็นพรรคอันดับ 3มันไล่ตามลำดับอยู่แล้ว ไม่เคยมีนะใครจะมาแย่งคนแรกจัดมันมีกฎ กติกา มารยาทของมันอยู่
เมื่อถามอีกว่าหากพรรคประชาชนเป็นพรรคอันดับ 1พรรคภท.จะไม่จัดตั้งรัฐบาลแข่งใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคอันดับที่1สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก่อนอยู่แล้ว ลองดูการเลือกตั้งคราวที่ผ่านมา ทั้งปี 62 และปี 66 เป็นไปตามกลไก พรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังดำรงสภาพเป็นพรรคที่มี สส.ในสภาสูงสุดทุกครั้ง ปี 62 พรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำ ปี 66 พรรคเพื่อไทยเป็นแกน ส่วนปี 69“ก็”จากนั้นนายอนุทินได้หยุดพูดพร้อมกับพยักหน้า ก่อนกล่าวว่า มีแต่รัฐบาลของตนที่กำหนดวาระชัดเจน 4 เดือน มันก็เลยมีสภาพเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ในขั้วรัฐบาลของตน พรรค ภท.ก็มีจำนวนสมาชิกมาก เราอยู่ในกติกา ไม่มีอะไรผิดแปลกไปจากการฟอร์มรัฐบาลอื่นเลย
ถ้าปชน.จัดรบ.ได้ใครจะไปลอยแพ
เมื่อถามย้ำว่าหากพรรคปชน.มาเป็นอันดับ1อาจจะถูกพรรคการเมืองอันดับ2 3 และ 4 ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและลอยแพพรรคปชน.นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าเขาจัดได้ใครจะไปลอยแพเขาล่ะ ถ้าเขาจัดได้ สมมุติมาเป็นอันดับที่ 1 แล้วสามารถรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ การฟอร์มรัฐบาลมันก็จบตรงนั้น
เมื่อถามว่าในการจับขั้วรัฐบาลจะให้เวลาพรรคอันดับ 1 ในการจับขั้วรัฐบาลกี่วัน พรรคอื่นถึงจะตั้งรัฐบาลแข่งได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนก็เห็นทุกพรรคให้เวลาต่อกันและกันเสมอ อย่างคราวที่แล้วพอพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลต่อได้ก็มีสปิริตดีมาก ออกมาประกาศว่าเขาไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และให้ทางพรรค พท.ดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลต่อ
หากถูกปชน.ชวนต้องดูเงื่อนไข
ผู้สื่อข่าวถามว่าต้องรอให้พรรคอันดับ1ประกาศก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าตนไม่ทราบคำว่าต้องหมายความว่าอะไร เพราะไม่เคยเป็นพรรคอันดับ 1 ไม่ใช่เป็นตัวกำหนดหรือเดินเกม เมื่อถามว่าหากพรรค ปชน.เป็นอันดับ 1 พรรค ภท.จะไปโหวตแคนดิเดตนายกฯจากพรรค ปชน.ให้หรือไม่ นายอนุทิน ย้อนถามกลับว่า“เขาเรียกเราไหมล่ะ เขาเชิญเราไหมล่ะและหากเชิญก็ต้องมานั่งคุยกัน เรายังไม่รู้ใครเป็นพรรคอันดับ 1 อันดับ 2 แล้วเงื่อนไขมีหรือไม่ รับนโยบายของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่แบบพอตั้งรัฐบาลก็รับเงื่อนไข แต่พอผ่านไป 1 ปีแล้วเอาออกแบบนี้
“พรรคปชน.ก็ทำตัวอย่างที่ดีเหมือนกัน ถ้าทำอะไรกับพรรคปชน.เขาก็จะมี MOA หรือ MOU ซึ่งอย่าไปมองว่าเรื่องเยอะหรืออะไร มันก็ดี เหมือนมีคัมภีร์เอาไว้ให้เดินตาม เพราะบางที Gentleman agreement ถึงเวลาจริงๆ ก็จะมีเหตุนู่นเหตุนี่ อ้างไปเรื่อย ทำให้เกิดความไม่นิ่งทางการเมือง”นายอนุทิน กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากพรรคปชน.มาเชิญร่วมรัฐบาลพรรคภท.จะมี MOA กำกับเขาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เอาไว้รอก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไรก่อนผลการเลือกตั้งจะออกเพราะผลการเลือกตั้งมันถูกกำหนดโดยประชาชน เพราะฉะนั้น ไปพูดอะไรชี้นำ สำหรับตนการที่ไปพูดอะไรก่อนเท่ากับไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือไม่ให้ความเคารพต่อเสียงประชาชน ตนก็ระมัดระวังตรงนี้มากๆ ผู้สื่อข่าวต้องไม่ถามบ่อยเดี๋ยวเผลอ
อุบตอบมาอันดับ1จัดรบ.ง่ายเร็ว
เมื่อถามว่าหากพรรคภท.มาเป็นอันดับ1ทุกอย่างจะง่ายและเร็วใช่หรือไม่ นายอนุทินร้องหึพร้อมกับยิ้ม และไม่ตอบถาม เมื่อถามย้ำมีพรรคในใจที่จะจับมือร่วมรัฐบาลแล้วใช่หรือไม่นายอนุทินหัวเราะแต่ไม่ตอบคำถาม
เมื่อถามว่าถ้าพรรคภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะมีการทำ MOA กับพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อเป็นการป้องกัน ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มันจะต้องมีอะไรไว้เป็นถ้อยคำ
เมื่อถามอีกว่าการทำMOAจะเป็นการย้อนเกล็ดกับสิ่งที่เขาเคยทำกับเราตอนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่ามันคนละเรื่องกัน เพราะMOAนั้นเป็นการบอกกับเขาว่าอย่างไร เราก็อยู่ 4 เดือน แต่พอถึง 2เดือนกว่า เขามีเงินเงื่อนไขที่อยู่นอก MOAมา ซึ่งเราไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นได้ เขาก็บอกว่าอย่างนั้นให้เรายุบสภาไป ตนก็ยุบสภา เพราะมีคนบอกให้ตนยุบสภา เราเป็นเสียงข้างน้อย
ไม่ปิดประตู‘น้ำเงินจับมือแดง’
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ หลังการเลือกตั้งพรรคสีแดงกับพรรคสีน้ำเงินจะจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็กลับไปคำตอบเดิม ตนต้องรอผลการเลือกตั้งให้นิ่งเสียก่อน ยังมีเวลา รัฐบาลไม่จำเป็นจะต้องจัดภายในคืนวันที่ 8 ก.พ.หรือในสัปดาห์แรก ครั้งที่แล้วปี 66 ใช้เวลาการจัดตั้งรัฐบาล เกือบ2เดือนกว่าจะมีรัฐบาล เมื่อถามว่าจะให้คำมั่นกับพรรคกล้าธรรมอย่างไรหากได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเนื่องจากหลายพรรคประกาศไม่เอาพรรคกธ.นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้เราให้การเลือกตั้งดำเนินไปเสร็จสิ้นเรียบร้อยก่อน ทุกพรรคควรจะใช้เวลา บริหารจัดการพรรคตัวเอง ให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้มากที่สุด
ย้ำไม่มีมิตรแท้และศัตรูที่ถาวร
เมื่อถามว่ากับพรรคพท.จะลืมเรื่องราวในอดีตที่เขาทำกับเราตอนนั้นแล้วกลับมาจับมือกันหรือไม่นายอนุทินกล่าวว่า ตนเป็นคนที่มีอุปนิสัย คือคนที่ทำอะไรดีไว้ก็ไม่ค่อยลืม คนที่ทำไม่ดีกับเราก็ลืมๆลืมง่ายเพราะเราอยากเจอหน้าใครเราอยากจะยิ้มและยกมือไหว้ และไม่อยากคิดอะไรให้ขุ่นข้องหมองใจ
เมื่อถามอีกว่าคำว่าการเมืองไม่มี มิตรแท้และศัตรูที่ถาวรใช้ได้กับนายกฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ศัตรูถาวรตนมีอยู่แล้ว แต่ตนจะแสดงออกหรือเปล่า แล้วมันมีประโยชน์อะไรในการไปทำ ตั้งแต่ที่ตนเป็นนายกฯมา 4 เดือน มีไหมก็มีอำนาจมีไหม ก็มี คิดแก้แค้นเช็คบิลอะไรใคร ก็สามารถทำได้หมด แต่มันไม่มีประโยชน์ เพราะเราจะทุกข์ไปด้วย เราไปทำอะไรเขาเราก็ต้องระมัดระวังว่าเขาจะสวนกลับมา ทุกคนมีมือมีเท้าเท่ากัน ดีที่สุดคือ คิดแต่เรื่องดีๆ ทุกคนก็มีเรื่องดีๆ ต่อกัน ไอ้เรื่องที่ไม่ดีอย่างไรก็ไม่ลืม ก็อย่าไปเอามันขึ้นมาเป็นประเด็น เมื่อถามว่าพรรคพท.มาง้อหรือยัง นายอนุทินหัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า“อุ้ย ทำไมต้องง้อ”
ผู้สื่อข่าวถามว่า ลงพื้นที่อ่านใจประชาชนได้หรือไม่ว่าประชาชนจะให้ผ่านโปรหรือไม่ในการทำงานช่วง 3-4เดือนที่ผ่านมา นายอนุทินกล่าวว่าตนก็ถามทุกเวทีจะให้ผ่านโปรหรือเปล่าซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ตบมือและส่งเสียงกรี๊ด ให้กับตนและตนก็ยังเสียงแหบอยู่ตอนนี้
ยันกาบัตรที่บุรีรัมย์ก่อนตะเวน3จว.
เมื่อถามว่าวันเลือกตั้งจะมีวอร์รูมที่ไหนหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า ตนต้องไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ จ.บุรีรัมย์ และวางแผนไว้ว่าจะขับรถตระเวนไปดูพื้นที่เลือกตั้ง ทั้งบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ตนเดินทางไปหาลูกบ้านบ่อยอยู่แล้ว พอถึงเวลาอันควร สอบถามจากเขตอื่นๆ แล้วค่อยตัดสินใจ ว่าจะนอนค้างบุรีรัมย์ หรือจะกลับมาที่กรุงเทพฯผู้สื่อข่าวไม่ต้องตาม เพราะอาจจะกลับกรุงเทพฯเมื่อถามว่าจะไม่มาลุ้นหรือจับขั้วที่กรุงเทพฯหรืออย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ที่จ.บุรีรัมย์ อยู่ในบ้านก็รู้สึกโล่งใจ ปลอดภัยดี เมื่อถามอีกว่าถ้ามีการจับมือหรือจับขั้วจะต้องไปหาที่จ.บุรีรัมย์ใช่หรือไม่นายอนุทินไม่ตอบคำถามเพียงแค่หัวเราะในลำคอ
เมื่อถามย้ำว่าแต่การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาเนื่องจากต้องรักษาการตำแหน่งนายกฯด้วยจะรู้สึกกดดันหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เราทำในสิ่งที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วก็ต้องทำ ไม่ใช่ในฐานะนายกฯก็ทำหมดแล้ว ไม่มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ
ไม่ห่วงโดนเช็คบิลปมที่เขากระโดง
เมื่อถามว่าหากได้กลับมาเป็นนายกฯอีกรอบกังวลหรือไม่ว่าจะถูกเช็คบินเรื่องทั้งเรื่องเขากระโดงและเรื่องฮั้วสว.หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องเขากระโดงการรถไฟแห่งประเทศไทยกำลังฟ้องอยู่ อยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอนและตามกฎหมาย ไม่มีการชี้นำ ไม่มีการกดดัน หรือแทรกแซงใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเป็นหน้าที่ของการรถไฟฯถ้าเขาคิดว่าทรัพย์สินนี้เป็นของเขา แล้วเขาคิดว่าถ้ามีใครมาบุกรุก เขาก็ต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวถามว่าการรถไฟฯได้ส่งเรื่องมาที่กระทรวงมหาดไทยแล้วหรือยัง นายอนุทิน กล่าวว่า คนที่จะทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีคำสั่งศาลสั่งมา ต้องฟ้องศาลให้เรียบร้อย กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทยไม่สามารถที่จะไปเพิกถอนที่ดินของใครได้ถ้าไม่มีคำสั่งศาล มาเมื่อไหร่ เขาก็ดำเนินการทันทีอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย
เดินตลาดเช้าพระนั่งเกล้านนทบุรี
ก่อนหน้านี้ ช่วงเช้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้า และแคนดิเดตนายกรัฐมในตรี พรรคภูมิใจไทย ลงพื้นที่หาเสียงตลาดนัดเช้าพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เพื่อช่วยผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 1เขต 2 เขต 3และเขต8 พรรคภูมิใจไทยหาเสียง โดยเดินทักทายพ่อค้า แม่ค้าที่ขายของในตลาดและประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของช่วงเช้า ซึ่งตลอดทางบรรดาพ่อค้าแม่ค้าสอบถามถึงโครงการคนละครึ่งพลัสซึ่งนายอนุทินกล่าวว่า“100 เปอร์เซ็นต์”ช่วงหนึ่งนายอนุทินได้สอบถามแม่ค้าว่า“ได้คนละครึ่งพลัสไหม” แม่ค้าจึง บอกว่า“ได้รับแล้ว”นายอนุทินจึงกล่าวว่า“ให้รอเฟส 2”
โต้‘ธนาธร’คนสั่งการเมืองมีแต่ปชช.
นายอนุทินให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ยอมให้พรรคประชาชนตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่เคยรับรู้เรื่องพวกนี้ และไม่ทราบว่า ใบสั่งจะมาจากใคร ใบสั่งใครจะเป็นรัฐบาล ใครจะเป็น สส.มาจากประชาชน ไม่มีใครสั่งได้ ตอนเลือกตั้งใครจะเดินเข้าสภาฯคือประชาชนสั่งอย่างเดียว โหวตเตอร์สั่งอย่างเดียว
“ดังนั้น ในเมื่อมาจากประชาชนก็ไม่ต้องเกรงกลัวใบสั่งอะไรทั้งสิ้น และจริงๆแล้ว คำถามและคำตอบจบในตัวเอง คนที่เลือกสส.มาคือใคร คือประชาชนหรือเปล่า ดังนั้น สส. ที่ถูกเลือกมาโดยประชาชนก็ต้องฟังประชาชน นี่คือใบสั่ง อย่าไปกังวลครับ ไม่มีหรอกใบสั่ง ตนเล่นการเมืองมา 22-23 ปีแล้วไม่เคยเจอใบสั่งสักใบ”นายอนุทิน ย้ำ
‘ศุภมาส’ย้ำเลือก‘หนู’ได้ทีมไทยแลนด์
ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม่ทัพทีมกทม.พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ถึงโค้งสุดท้ายการหาเสียงเลือกตั้ง ของพรรคภูมิใจไทยว่าตอนนี้ลงพื้นที่ไปทุกอย่างก็ดูดีไปหมด ภูมิใจไทยเราก็มีความมั่นใจว่าเราจะปักธงที่กรุงเทพฯได้รวมไปถึงพื้นที่ทั่วประเทศว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน สัปดาห์นี้คงจะเน้นย้ำว่านโยบายที่เราได้พูดไปใครจะเป็นคนมาทำ
“พรรคเราได้พูดแล้วว่าถ้าเลือกนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกฯก็จะมีทีมไทยแลนด์ทั้ง3คนมาเป็นรัฐมนตรีด้านการเงินการคลังและเศรษฐกิจอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ทำหน้าที่ถือไม้เรียวกำกับการเงินการคลัง ด้านนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ได้ไปประชุมเวทีโลกเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับประเทศไทย ไม่ให้ถูกเอาเปรียบด้านอธิปไตยและนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ที่เป็นศุภจีฟีเวอร์ทำหน้าที่เป็นเซลล์ขายผลิตภัณฑ์การเกษตร”
ชี้มืออาชีพกลับมาทำงานได้ทันที
นางศุภมาสกล่าวอีกว่าพรรคภูมิใจไทยเราไม่ได้ยื่นปลาให้กับประชาชนแต่เรายื่นเบ็ดให้เพื่อให้ประชาชนช่วยเหลือตัวเองได้ซึ่งนโยบายต่างๆไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นนโยบายที่เราพยายามจะสอนให้มีวินัยในการใช้เงิน และหาเงินเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีกินดีอยู่ดีเราเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญ และที่นายสีหศักดิ์ไปประชุมมา ภูมิใจไทยเราจะไม่ยอมให้ประเทศไทยถูกลบออกจากแผนที่โลกในด้านเศรษฐกิจ และเราจะไม่ให้ใครทิ้งประเทศไทยไว้ข้างหลัง และเมื่อพรรคเราได้กลับเข้ามาเราเป็นมืออาชีพเราจะสามารถกลับเข้าไปทำงานได้อย่างต่อเนื่องทันที
‘เท้ง’โต้ลั่นไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง
วันเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน(ปชน.)ให้สัมภาณ์ผ่านรายการ“กรรมกรข่าว คุยนอกจอ”ดำเนินรายการโดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรณีถูกมองว่าพรรคปลุกความแตกแยกให้กับสังคมว่าที่ผ่านมาพรรคไม่เคยปลุกปั่นใครให้มีการความแตกแยกสิ่งที่เรานำเสนอคือพยายามเสนอว่าสังคมไทยที่อยากเห็นเป็นยังไง คนเท่าเทียมกัน เรื่องการศึกษา การรักษาที่ดีกว่า หลายคนอาจกลัวว่าพรรคนี้เข้ามาเน้นการปฏิรูปรื้อโครงสร้าง เราไม่ได้เข้ามารื้อทุกอย่าง อะไรที่เป็นสิ่งดีก็เก็บไว้ อะไรไม่ถูกต้องก็แก้ไข
ชูเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ เห็นว่าคนที่อยู่ในฝั่งอนุรักษนิยม เริ่มออกมาแสดงตัวมากขึ้นว่าอยากกาเพื่อการเปลี่ยนแปลงอยากกาให้พรรคประชาชนทั้ง2ใบเหตุผลเพราะเขาไม่อยากอยู่กับการเมืองแบบเก่าคิดว่าเป็นบริบทที่เปลี่ยนไป มั่นใจว่าครั้งนี้ถ้าทุกคนเชื่อแบบนี้เหมือนกัน
“ขอโอกาสครั้งนี้ครั้งเดียว เข้าไปแล้ว ผมให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะไปสร้างการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้ดีขึ้น ประเทศไทยกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้ดีกว่าเดิมแน่นอน แต่ถ้าเราทำแล้วล้มเหลว 4 ปีต่อไป คุณก็ไม่ต้องมาเลือกเราอีก”นายณัฐพงษ์ กล่าว
มั่นใจปชน.ได้ทะลุ20ล้านเสียง
ส่วนกรณีโค้งสุดท้ายมีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคปชน.เน้นให้กา2ใบนายณัฐพงษ์ กล่าวว่าในการเลือกตั้ง ปี 2566 คะแนนพรรคก้าวไกล คะแนนบัญชีรายชื่อมาเป็นอันดับ1โดยจังหวัดสุพรรณบุรี บุรีรัมย์ กระบี่ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ยังกาให้เราแค่ครึ่งใจ จนมาวันนี้ผมเจอคนๆหนึ่งเดินมาบอกว่าบัตรบัญชีรายชื่อเดี๋ยวกาให้เลยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน แต่เขตขอไว้นะ คนในพื้นที่เขาขอไว้ มีความเกรงใจต่อกันซึ่งความคิดแบบนี้อาจไม่ถูกมากนัก
เมื่อถามว่ามีคนประเมินว่าการเลือกตั้งรอบนี้ ยากกว่ารอบที่แล้วเพราะเขารวมตัวกันเป็นส่วนใหญ่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าถูกต้อง เราเติบมาโดยตลอด 6 ล้านเสียง 14 ล้านเสียง เป้าหมายครั้งนี้มั่นใจว่าเราไปถึง 20ล้านเสียงบัญชีรายชื่อได้ โดยดูแนวโน้มการเติบโตในอดีต รวมสิ่งที่พวกเราสื่อสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าทุกคนกา 2 ใบ ถึง 20 ล้านเสียง รัฐบาลประชาชนมาแน่นอน
โวกวาดสส.เขต-ปาร์ตี้ลิสต์เกิน200
นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า มั่นใจการเลือกตั้งครั้งนี้จะได้ สส.มากกว่า 200 ที่นั่งแน่นอน จากทั้งระบบ สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ขั้นต่ำ 2 ระบบรวมกันได้ 200 ขึ้นแน่นอน อันนี้จากการคำนวณ นี่ไม่ใช่เป้าหมายเกินเหตุ แต่เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ เพื่อไม่ให้ใครปฏิเสธเราอีก
ถ้าได้ที่2เป็นฝ่ายค้านไม่แข่งจัดรบ.
เมื่อถามอีกว่าไม่ใช่การตั้งเป้าเกินเหตุใช่หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นเป้าหมายขั้นต่ำ ที่จะไม่ให้ใครปฏิเสธเราได้อีก ซึ่งที่ผ่านมาต้องบอกว่าพรรคส้มชนะสิ่งที่เขาต้องการปฏิเสธ ถ้าเราได้คะแนนเกินครึ่ง แปลว่าคนเกินครึ่งหนึ่งที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมอบความไว้วางใจให้การเมืองประชาชน รัฐบาลประชาชน แม้ สส.เขต จะได้ไม่เกินครึ่งสภา ที่สุดท้ายปฏิเสธยากจริง หากคะแนนถาโถมขนาดนี้ เป้าหมายไม่ไกลเกินเอื้อม
“แต่ถ้าได้ที่ 2 จะเป็นฝ่ายค้านเลย ไม่ไปจับกับที่ 3-4 เพื่อแข่งจัดตั้งรัฐบาล เราวางบทบาทเป็นฝ่ายค้านเต็มที่ดีกว่า เพราะถ้าไม่ได้ตำแหน่งนายกฯ สร้างการเปลี่ยนแปลงแทบไม่ได้”นายณัฐพงษ์ ย้ำ
ปชป.ยกทัพหาเสียงกันตรัง
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพร้อมด้วย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรค นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลุยหาเสียงที่ เทศบาลเมืองกันตรัง จ.ตรัง เพื่อช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.ตรัง เขต 4 ขอคะแนนเลือกตั้ง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนมารอต้อนรับ พร้อมมอบดอกไม้ พวงมาลัยให้กับคณะของนายอภิสิทธิ์อย่างคับคั่งโดย นายสาทิตย์ กล่าวผ่านเครื่องขยายเสียงตอนหนึ่งว่า ขอให้ประชาชนที่มาวันนี้ส่งเสียงดังๆไปให้ถึงจังหวัดบุรีรัมย์เลย
‘อภิสิทธิ์’ปลุกอย่าให้เงินครอบงำ
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ ขึ้นปราศรัยกับชาวกันตัง ตอนหนึ่งว่าการเมืองสุจริต เพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น ต้องเริ่มจากกระบวนการเลือกตั้ง ที่ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งเป็นเรื่องที่นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บอกกับชาวตรังมาโดยตลอดว่าหากปล่อยให้เรื่องของเงินมาครอบงำทางการเมืองแล้วบ้านเมืองจะมีปัญหาแบบที่เป็นอยู่
“หลาย10ปีที่ตนเองอยู่การเมือง ประชาชนเคียงข้างกับประชาธิปัตย์ในการต่อสู้เรื่องดังกล่าวมาตลอด ครั้งนี้เราต่อสู้เพื่อให้กลับมาสู่บ้านเมืองที่มีคนทำงาน ไม่มีผลประโยชน์ เป็นคนทำงานที่ทุ่มเทให้กับประชาชนร้อยเปอร์เซ็นต์”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ขอแรงปชช.ร่วมทำการเมืองสุจริต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า หากไม่มีปัญหาสีเทา การทุจริต ที่ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยน่ากลัว การท่องเที่ยวก็จะกลับมาอย่างเต็มที่ ดังนั้นต้องช่วยกันทำ ให้เศรษฐกิจดี แต่ตนเองรู้ว่าทำให้เศรษฐกิจดีในพริบตาทำไม่ได้ ดังนั้น ประชาธิปัตย์เราไม่มาหลอก
ภายหลังนายอภิสิทธิ์ปราศรัยเสร็จสิ้น ประชาชนยังคงแห่มาขอถ่ายรูป พร้อมนำเสื้อแจ็กเก็ต ปักคำว่า “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” มาให้นายอภิสิทธิ์เซ็น ขณะเดียวกันยังมีประชาชน มอบเงินบริจาค ช่วยพรรคประชาธิปัตย์หาเสียง จำนวน 3,000 บาท ด้วย
ปลุกชาวย่านตาขาวต้านทุนเทา
ต่อมานายอภิสิทธิ์และคณะเดินทางมายังตลาดย่านตาขาว อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ช่วยนายกาญจน์ ตั้งปอง ผู้สมัคร สส.เขต 4 เบอร์ 2มีประชาชนมารอให้การต้อนรับจำนวนมากจนล้นตลาดที่กำลังสร้างใหม่ ประชาชนต่างพากันมอบดอกไม้ให้กำลังใจรวมไปถึงนำรูปนายอภิสิทธิ์และนายชวน หลีกภัย มาถือต้อนรับและมีแม่ค้าร้านผลไม้นำกล้วยหอมมามอบให้ พร้อมกับบอกนายอภิสิทธิ์ว่าขอไมค์ได้หรือไม่อยากบอกความในใจและกล่าวว่า “20 ปีมาแล้วก็มีสิทธิ์ใช้เสียง ตั้งแต่พ.ศ.2552 เลือกอภิสิทธิ์ตลอดเลย”พร้อมยกป้ายเชียร์พรรคเก่าแก่ ยินดีต้อนรับประชาธิปัตย์ ที่เขียนด้วยลายมือบนกระดาษลังทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณที่ประชาชนมาต้อนรับกันอย่างล้นหลามเพราะประชาชนอาจจะอึดอัดกับการเมืองที่ผ่านมาโดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มีทุนผลประโยชน์และอำนาจเป็นเรื่องใหญ่ แต่ประชาชนในพื้นที่โดยเฉพาะ จ. ตรัง ที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้องพร้อมย้ำถึงอันตรายของธุรกิจการเมือง การซื้อเสียง ซึ่งเราต้องสู้กับธุรกิจการเมืองแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อนโดยมีการพูดถึงทุนเทาที่ได้เงินมาจากการทุจริต และไม่ถูกต้อง ผิดกฎหมาย และครั้งนี้เขาก็สงสัยกันมากว่าทุนเทากำลังจะมาครอบงำการเมือง
ปูดตัวเลขย้ายพรรค1คน50ล้าน
“ผมรู้เพราะว่าช่วงที่ผมกลับเข้ามาใหม่ๆ เขาบอกผมว่ามันมีตัวเลขน่ากลัวมาก เวลาย้ายพรรคเขาบอกว่ามีตัวเลข 30 50 70 ซึ่งไม่ใช่ 30 50 70 บาท เขาพูดกัน 30 50 70ล้านบาท พี่น้องนึกภาพดู ถ้าสส.1คน มีราคา 50ล้านบาท สส.400คน เฉพาะพรรคเดียว ถ้า 2พรรค3พรรค เขาไปเอาเงินมาจากไหน ถ้าไม่ใช่เงินที่ผิดกฎหมาย หรือเงินที่โกงกินไปจากพี่น้องประชาชน เราจะทนต่อไปหรือไม่ ต้องไม่ทน นี่คือเหตุผลที่เราต้องช่วยกันเพื่อให้การเมืองกลับมาเป็นการเมืองเพื่อพี่น้องทุกคน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว
‘ยศชนัน’ยกทัพใหญ่พท.บุกอุบลฯ
สำหรับวันที่2ของพรรคเพื่อไทยในการออนทัวร์ภาคอีสาน ยกทัพใหญ่ลงพื้นที่หาเสียงเขตเลือกตั้งที่ 7จ.อุบลราชธานี บริเวณที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ จ.อุบลราชธานีนำโดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมแกนนำพรรคร่วมลงพื้นที่ด้วยซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่พรรคเพื่อไทยต้องการรักษาพื้นที่ให้ได้ หลังจากน.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทยส่งนายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ มาลงในเขตเลือกตั้งนี้แทน
ทันทีที่นายยศชนันเดินทางถึงเวทีปราศรัยมีประชาชนจำนวนมากให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมีประชาชนมอบดอกไม้ผูกผ้าขาวม้า หอมแก้มรวมถึงมอบพวงมาลัยซอฟต์พาวเวอร์ ทั้งกระติ๊บข้าวเหนียว ปลาเค็ม ก๋วยจั๊บ เม็ดมะขามคั่ว หวดนึ่งข้าวเหนียว
ซัดทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณ
จากนั้นนายยศชนันกล่าวปราศรัยว่าวันนี้ยศชนันมา กราบคารวะพี่น้องถึงที่ การที่เราการเมืองเป็นนักการเมือง สิ่งสำคัญที่สุดในหัวใจ คือความกตัญญูรู้คุณ และนี่คือสิ่งที่ตนมาในวันนี้ ถ้าไม่มีพ่อแม่พี่น้องทุกคน ก็ไม่มีเพื่อไทยวันนี้ ขอกราบขอบคุณพี่น้องด้วยความกตัญญูวันนี้ตนมาเพื่อเน้นย้ำว่า ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เป็นคนที่จะสามารถส่งมอบนโยบายทุกอย่างของพรรคได้ต้องเป็นตี๋เล็กคนเดียวเท่านั้น
โค้งสุดท้าย เน้นสื่อสารปชช.
นายยศชนัน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่หาเสียงอีสานช่วงโค้งสุดท้ายว่า ลงพื้นที่มาตลอดและสื่อสารกับพี่น้องประชาชนเรื่องนโยบาย วันนี้มาเน้นย้ำนโยบายหลายเรื่อง ทั้งคนไทยไร้จนเรื่องประกันกำไรและการช่วยเหลือต่างๆยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยช่วงโค้งสุดท้ายอีก4วัน จะเน้นหนักที่การสื่อสารและเน้นว่าวันนี้กำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเราจะสรุปภาพรวมนโยบายต่างๆรวมถึงสื่อสารในเวทีย่อย ๆ ควบคู่กันไป รวมถึงผู้สมัครก็ลงพื้นที่ พบปะกับพี่น้องประชาชนต่อเนื่อง
เมื่อถามถึงการปราศรัยที่ว่านักการเมืองหรือการทำการเมืองต้องกตัญญูรู้คุณต้องการสื่อสารไปยังคนที่ย้ายพรรคหรือไม่ และการยกทัพใหญ่มาทั้งผู้ใหญ่ในพรรค ตั้งเป้าต้องชนะพื้นที่นี้ ต้องยึดพื้นที่นี้ให้ได้ใช่หรือไม่
นายยศชนัน กล่าวว่าตนพูดทุกที่อยู่ในเรื่องนี้ว่า การที่เราเป็นพรรคการเมือง สิ่งสำคัญคือพี่น้องประชาชน วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน เราก็ต้องดำเนินนโยบายเพื่อพี่น้องประชาชน เรามีการดูแลกันมาตลอด และครั้งนี้มั่นใจว่าตัวนโยบายเองและผู้สมัครสามารถช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้จริง
ย้ำเรื่องชาติคือ‘ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน’
เมื่อถามว่า จะแก้เกมอย่างไรกับเรื่องชาตินิยมที่ฝั่งน้ำเงินพยายามปลุกในช่วงโค้งสุดท้ายซึ่งกระทบภาพรวมของพรรคเพื่อไทยด้วย นายยศชนัน กล่าวว่า ตรงนี้ไม่มีผล เพราะเราสื่อสารตลอดว่า เรื่องของชาติ คือ เรื่องที่ทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน พร้อมย้ำว่าไม่อยากให้เกิดกับการเมืองครั้งนี้ ประเทศไทยต้องไปข้างหน้าจริง ๆ แล้ว เราไม่มีเวลาที่จะมาแตกแยกอีก เรื่องนี้ประชาชนน่าจะเป็นคนตัดสินว่า การเมืองแบบนี้ หรือการเมืองแบบไปข้างหน้า จะให้โอกาสใคร
เย็นวันเดียวกัน มีรายงานว่าในการประชุม กกต.สัปดาห์นี้ได้มีมติตามที่สำนักงาน กกต.เสนอให้ส่งศาลฎีกาสั่งถอนชื่อผู้สมัครสส.จะพรรคการเมืองต่างๆ อีก 28 ราย เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกจำกัดสิทธิ์ เนื่องจากไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเราไม่ได้แจ้งเหตุแห่งการไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 35 (2) พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. 2561 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักงานฯ เร่งยกร่างคำวินิจฉัยก่อนที่จะให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
ทั้งนี้ ตามกฎหมายหากยื่นต่อศาลฎีกาแล้ว ศาลฯ มีคำสั่งถอนชื่อไม่ทันวันเลือกตั้ง ก็จะยังคงถือว่าทั้ง 28 คน เป็นผู้สมัคร ซึ่งถ้าได้รับเลือกตั้งมาเข้า กกต.ก็จะไม่ประกาศรับรองผล และสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าว กกต.เตรียมพิจารณาเอาผิดผู้สมัคร ฐานรู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิ์สมัครแต่ยังลงสมัครตามมาตรา 151 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปีปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี ขณะที่หัวหน้าพรรคก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งตามมาตรา 56 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรค
การเมือง 2560 มีโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกา มีคำสั่งถอนรายชื่อผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต 7 ราย ใน 7 จังหวัด เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. แถลงว่า คำสั่งศาลฎีกาเป็นไปตาม มาตรา 52 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. หลังผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตตรวจพบผู้สมัคร สส.มีคุณสมบัติต้องห้าม โดยผู้สมัคร สส.ที่ถูกถอนชื่อประกอบด้วย พรรคกล้าธรรม 3 ราย (นครราชสีมา ชัยภูมิ ภูเก็ต) พรรคเพื่อไทย 2 ราย จากราชบุรี นครศรีธรรมราช พรรคประชาชน 1 ราย (ตาก) พรรคพลังประชารัฐ 1 ราย (ระยอง)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี