'ดร.สุวินัย'ชำแหละยิบ ทำไม'พรรคส้ม'ไม่ควร'ทดลองบริหารเศรษฐกิจ'ในช่วงเปราะบางที่สุด

'ดร.สุวินัย'ชำแหละยิบ ทำไม'พรรคส้ม'ไม่ควร'ทดลองบริหารเศรษฐกิจ'ในช่วงเปราะบางที่สุด

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 08.31 น.

'ดร.สุวินัย'ชำแหละยิบ ทำไม'พรรคส้ม'ไม่ควร'ทดลองบริหารเศรษฐกิจ'ในช่วงเปราะบางที่สุดของประเทศ

เมื่อวันที่ 4 ก.พ.2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียน และอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊ก ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่องทำไมโครงสร้างการเมือง–เศรษฐกิจไทย ไม่ควรให้พรรคแบบพรรคส้มขึ้นมา “ทดลองบริหารเศรษฐกิจ” ในช่วงเปราะบางที่สุดของประเทศ โดยระบุว่า ประเทศไทยในวันนี้ ไม่ใช่ประเทศที่ “กำลังจะเริ่มต้นใหม่” แต่เป็นประเทศที่กำลัง “แบกอดีตไว้เต็มหลัง”


หนี้ โครงสร้างประชากร ระบบการคลัง ระบบการผลิต และความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องถกเถียงเชิงอุดมการณ์ แต่คือ ข้อเท็จจริงเชิงฟิสิกส์ของระบบ และในโลกของระบบ สิ่งที่อันตรายที่สุด
ไม่ใช่คนเลว แต่คือ คนที่คิดว่าความถูกต้องทางศีลธรรม สามารถเอาชนะแรงโน้มถ่วงของความจริงได้

พรรคส้มกับโรคเรื้อรังชื่อ “主体論” (จู่ถี่หลุ่น) (อัตวิสัยนิยมทางการเมือง) หากต้องอธิบายปัญหาของพรรคส้มให้ถึงราก ต้องพูดตรง ๆ ว่า พรรคส้มไม่ได้คิดการเมืองแบบเศรษฐศาสตร์ แต่คิดการเมืองแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) 主体論 คือกรอบคิดที่เชื่อว่า “ตัวผู้กระทำ” คือศูนย์กลางของความจริง

ถ้า

– ฉันตั้งใจดี 

– ฉันยืนข้างประชาชน 

– ฉันกล้าท้าทายอำนาจเก่า 

ระบบจะ ต้อง เปลี่ยนตามฉัน นี่ไม่ใช่ตรรกะของรัฐศาสตร์ ไม่ใช่ตรรกะของเศรษฐศาสตร์ และไม่ใช่ตรรกะของการบริหารประเทศ นี่คือ ตรรกะของการปฏิวัติแบบวัยรุ่นทางความคิด

主体論 (จู่ถี่หลุ่น) = การเมืองที่ปฏิเสธโครงสร้าง พรรคส้มมองโครงสร้าง ไม่ใช่ในฐานะ “กลไกที่ต้องจัดการ” แต่ในฐานะ “ศัตรูทางศีลธรรม” 

ทุน = เอาเปรียบ

ระบบราชการ = ล้าหลัง

สถาบันเดิม = กดขี่

ความระมัดระวัง = สมรู้ร่วมคิด

นี่คือภาษาเดียวกับเรดการ์ด

ในช่วงต้นของการปฏิวัติวัฒนธรรมจีน เรดการ์ดไม่เคยคิดว่าตนกำลังทำลายประเทศ พวกเขาเชื่อว่า กำลัง “ชำระล้าง” ประเทศ ผลลัพธ์คืออะไร? ประเทศหยุดทำงานทั้งระบบ

พรรคส้มเข้าใจ “ความอยุติธรรม” แต่ไม่เข้าใจ “ความเปราะบาง” พรรคส้มเก่งมาก ในการชี้ให้เห็นความอยุติธรรม แต่ การบริหารประเทศ ไม่ใช่การแข่งขันชี้นิ้ว เศรษฐกิจไม่ตอบสนองต่อความโกรธ ตลาดไม่ฟังคำปราศรัย และระบบการเงินไม่เคยสนใจว่าใครมีเจตนาดี

การตัดสินใจเชิงนโยบาย ในช่วงเปราะบาง ต้องอาศัย

– จังหวะ

– ลำดับ

– และความอดทนเชิงโครงสร้าง

สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) ดูแคลน

ปัญหาใหญ่: พรรคส้ม “ไม่กลัวผลลัพธ์”

คนที่คิดแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) จะไม่กลัวผลลัพธ์เชิงระบบ เพราะเชื่อว่า ถ้าเกิดปัญหา แปลว่า “ยังเปลี่ยนไม่พอ” นี่คือจุดที่อันตรายที่สุด

เศรษฐกิจพัง → ต้องปฏิรูปให้แรงขึ้น

ทุนหนี → แปลว่าทุนเห็นแก่ตัว

ตลาดผันผวน → เพราะยังไม่เด็ดขาดพอ

นี่คือวัฏจักรของการทำลายระบบ ด้วยความมั่นใจทางศีลธรรมของพวกตน

พรรคสีน้ำเงิน: การเมืองของคนที่ “กลัวระบบพัง” พรรคน้ำเงินไม่ได้ใสสะอาดกว่า และไม่ได้มีอุดมการณ์สูงส่งกว่า แต่พวกเขามีคุณสมบัติหนึ่ง ที่สำคัญกว่าทั้งหมดในช่วงเวลานี้คือ พวกเขากลัวผลลัพธ์ กลัวตลาดพัง
กลัวเงินไหลออก กลัวเครดิตประเทศพัง กลัวระบบล้มแล้วไม่มีใครเก็บซาก ความกลัวแบบนี้ ไม่ใช่ความขลาด แต่คือ สัญชาตญาณของผู้เข้าใจระบบ

ประเทศไม่ใช่สนามทดลองของคนที่ “มั่นใจในตนเอง” ในภาวะปกติ ประเทศอาจทนความผิดพลาดได้ แต่ในภาวะที่

– โลกกำลังแตกเป็นขั้ว

– ระบบการเงินโลกผันผวน

– และรัฐไทยแทบไม่มี buffer เหลือ

การมอบอำนาจให้พรรคที่คิดแบบ 主体論 (จู่ถี่หลุ่น) แทบไม่ต่างจากเอาระเบิดมือไปให้เด็กทารกแกะเล่น นี่คือการเอาทั้งประเทศ ไปเดิมพันกับความมั่นใจของคนกลุ่มเดียว แต่ประวัติศาสตร์บอกเราอย่างชัดเจนว่า
ประเทศไม่ได้พัง เพราะคนตั้งใจร้าย แต่พังเพราะคนที่ “มั่นใจว่าตัวเองถูกต้องเกินไป”

บทสรุป

พรรคส้ม เป็นพรรคที่ อันตราย ต่อการทดลองบริหารประเทศในช่วงเวลานี้ อันตราย เพราะคิดว่าอุดมการณ์ สามารถแทนที่ความเข้าใจระบบได้ และประเทศไทย ไม่มีต้นทุนพอ สำหรับการเรียนรู้ผ่านความพังพินาศอีกแล้ว"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top