ค้านทำประชามติ  กลุ่มรวมพลังฯปลุกกาไม่เห็นชอบ  อ้างพิทักษ์รธน.-ผลประโยชน์ชาติ

ค้านทำประชามติ กลุ่มรวมพลังฯปลุกกาไม่เห็นชอบ อ้างพิทักษ์รธน.-ผลประโยชน์ชาติ

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กลุ่มรวมพลังแผ่นดิน แถลงปลุกกาไม่เห็นชอบประชามติ 8 กุมภาพันธ์ อ้างพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผลประโยชน์ชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าทำโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง การไม่ให้ความเห็นชอบให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 คณะรัฐมนตรีมีมติกำหนดให้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันออกเสียงประชามติ ในประเด็น “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 143 ตอนพิเศษ 1 ง หน้า 1-2 ) ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดวันออกเสียงประชามติ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9(2) และมาตรา 11 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2568


ต่อมา คณะกรรมการการเลือกตั้งได้จัดให้มีการออกเสียงประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 และได้ส่งเอกสารข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แก่ประชาชน ซึ่งเอกสารดังกล่าวประกอบกับประเด็นการออกเสียงประชามติที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนเป็นอย่างยิ่งว่าจะออกเสียงประชามติอย่างไร ทำให้มีพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากต่างชาติชี้นำการลงประชามติให้ประชาชนให้ความเห็นชอบด้วยการรณรงค์ด้วยการแสดงข้อมูลอันเป็นเท็จเช่น การกล่าวว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาจากรัฐประหาร หรือกลไกการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และองค์กรอิสระรวมทั้งการใช้อำนาจขององค์กรอิสระที่ไม่สามารถตรวจสอบได้ และมีอำนาจพิเศษของส.ว.ในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีได้ เป็นต้น อีกทั้งการกล่าวว่าไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าวได้ เพราะกลไกของการแก้ไขเพิ่มเติมไม่สามารถแก้ไขได้ และจำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นทั้งฉบับ

อีกทั้งไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดประเด็นที่ประสงค์จะมีการบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่อย่างใด อันเป็นการปิดบังเจตนาซ่อนเร้นของการที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับที่มีความประสงค์จะเปลี่ยนหลักการในหมวดหรือเรื่องที่ต้องห้ามไม่แก้ไขในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อันได้แก่ หมวด 1 และหมวด 2 อันเกี่ยวกับรัฐ รูปแบบการปกครอง อำนาจอธิปไตย หลักการพื้นฐานของระบอบการปกครอง และสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ การใช้จ่ายงบประมาณที่ต้องห้ามมิให้มีการใช้จ่ายตามอำเภอใจโดยสมาชิกรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของนักการเมือง บทบัญญัติเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการตัดสิทธิทางการเมืองของนักการเมืองที่กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายไม่ให้ต้องรับโทษทางจริยธรรมต่อไป หรือเพื่อลบล้างนิรโทษกรรมให้แก่บรรดานักการเมืองที่ถูกตัดสินรับโทษทางมาตรฐานจริยธรรมไปแล้วไม่ให้ต้องรับโทษดังกล่าวต่อไป

กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอเรียนว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการบิดเบือนบริบทของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าไม่สามารถกระทำได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นการหลอกลวงประชาชน เพราะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถกระทำได้ด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรายมาตราตามเงื่อนไขที่ กำหนดในหมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยไม่มีความจำเป็นต้องยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทั้งฉบับ

ดังนั้น กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยขอแถลงจุดยืนต่อพี่น้องประชาชนคนไทยรวมกันปกป้องรัฐธรรมนูญไม่ให้ถูกฉีกทำลายด้วยการจัดทำประชามติที่ฉ้อฉลปิดบังเจตนาที่แท้จริงของบรรดาพรรคการเมืองและกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนบางกลุ่มที่รับทุนจากต่างชาติ มาทำลายประเทศไทยด้วยการทำลายรัฐธรรมนูญเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มและต่างชาติที่มุงทำลายประเทศไทย ด้วยการแสดงพลังลงคะแนน กา X ไม่เห็นชอบ เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน

อนึ่ง กลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตยมีข้อสังเกตว่า การออกเสียงประชามติที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 น่าจะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2568 เพราะ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 มาตรา 9 ได้กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 9(1) และกำหนดกลไกของการริเริ่มแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไว้ในมาตรา 10 ซึ่งต้องมีการริเริ่มและส่งเรื่องจากประธานรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรี พร้อมกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยต้องมีเอกสารการอธิบายถึงเรื่องที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมไว้ให้ประชาชนได้รับทราบด้วย

อย่างไรก็ตาม การจัดทำประชามติเพื่อให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครั้งนี้ คณะรัฐมนตรีริเริ่มตั้งประเด็นคำถามขึ้นเองโดยไม่ได้ริเริ่มจากประธานรัฐสภา ทั้งที่การออกเสียงประชามติครั้งนี้เป็นการตั้งคำถามเพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ที่ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชน เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ: 16:7 ล้านเสียง (61.35%) และคะแนนเสียงเห็นชอบ “คำถามพ่วง” (ให้ สว. ร่วมเลือกนายกฯ): 15.1 ล้านเสียง (58.07%) การออกเสียงประชามติครั้งนี้จึงเป็นการออกเสียงประชามติที่มีผลผูกพันให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 และที่แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2568 และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 รวมทั้งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 44/2564

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top