วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
การเลือกตั้งปี 2566 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจำนวนมากตัดสินใจเลือกผู้สมัครของ พรรคก้าวไกล ในระบบเขต จนได้ สส. ถึง 112 ที่นั่งทั่วประเทศ ความคาดหวังของคนเลือกไม่ซับซ้อน คืออยากเห็นการเมืองที่ต่างไปจากเดิม และอยากได้ผู้แทนที่เป็นปากเป็นเสียงแทนพื้นที่ของตัวเอง
หลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ สส. ทั้งหมดเปลี่ยนมาสังกัด พรรคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “พรรคส้ม” สำหรับประชาชนในเขตเลือกตั้ง สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชื่อพรรค แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า สองปีกว่าที่ผ่านมา การมี สส. พรรคนี้ในพื้นที่ ช่วยอะไรชีวิตประจำวันได้จริงบ้าง
ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2566 ถึงการยุบสภาในปี 2568 ยาวนานพอให้ชาวบ้านเห็นกับตาว่า ผู้แทนที่เลือกมา ใกล้ปัญหาในเขตมากขึ้น หรือแทบไม่เกี่ยวกับชีวิตของคนในพื้นที่เลย
เรื่องที่คนสนใจจริง ๆ จึงไม่ใช่ว่า สส. ทำงานในสภาเก่งแค่ไหน แต่คือการมี สส. พรรคนี้ในเขต ทำให้ปัญหาที่เจออยู่ทุกวัน ถูกหยิบขึ้นมาจริงหรือไม่
พรรคส้มอธิบายบทบาทของ สส. มาตลอดว่า สส. ไม่มีหน้าที่พัฒนาจังหวัด หน้าที่หลักคือออกกฎหมาย แก้กฎหมาย และตรวจสอบรัฐบาล แนวคิดนี้มาจากผู้นำทางความคิดของพรรค โดยเฉพาะ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ“และถูกใช้เป็นกรอบการทำงานของ สส. พรรคนี้
เมื่อนำแนวคิดนี้มาใช้กับระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขต คำถามที่ชาวบ้านจำนวนมากคิดได้เองคือ หาก สส. ไม่ต้องดูแลหรือเกี่ยวข้องกับพื้นที่ แล้วการเลือก สส. เขตมีไว้เพื่ออะไร และเหตุใดจึงไม่ใช้ สส. แบบบัญชีรายชื่อให้สอดคล้องกับบทบาทนั้น
ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้คาดหวังให้ สส. ไปทำหน้าที่แทนฝ่ายบริหาร แต่คาดหวังให้ สส. รู้ว่าพื้นที่เดือดร้อนเรื่องอะไร และนำปัญหาเหล่านั้นไปประสาน กดดัน และติดตามกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากบทบาทนี้ไม่เกิด การเลือก สส. เขตย่อมเริ่มขาดความหมาย
บางคนอาจมองว่าการคาดหวังให้ สส. ผูกกับพื้นที่เป็นความคิดแบบการเมืองเดิม แต่คำถามที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงไม่ซับซ้อน ระบบเลือกตั้งแบบแบ่งเขตมีไว้เพื่อให้เสียงของพื้นที่ไม่หายไป หากผู้แทนไม่ต้องรู้จักพื้นที่ ไม่ต้องเข้าใจปัญหาเฉพาะของเขต และไม่ต้องติดต่อกับประชาชน ระบบนี้ย่อมถูกตั้งคำถามตามสามัญสำนึก
โครงสร้างของพรรคส้มสะท้อนชัดว่าการเมืองของพรรคขับเคลื่อนด้วยกระแสมากกว่าความผูกพันกับพื้นที่ ผู้สมัครในแต่ละเขตสามารถเปลี่ยนตัวได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนเดิม และไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ชาวบ้านรู้จักมานาน
แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อว่า คนเลือกเพราะชื่อพรรค ไม่ใช่เพราะตัวผู้สมัคร ดังนั้น ผู้สมัครจะเข้าใจพื้นที่หรือไม่ จึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ
ตรรกะเช่นนี้ทำให้ สส. เขตของพรรคนี้ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนในชีวิตของชาวบ้าน ต่อให้เปลี่ยนใครลงสมัคร ผลเลือกตั้งก็แทบไม่ต่าง เพราะสิ่งที่พรรคยึดคือกระแส ไม่ใช่ความสัมพันธ์กับพื้นที่
เมื่อผู้สมัครไม่จำเป็นต้องผูกพันกับเขต และบทบาทของ สส. เขตแทบไม่ต่างจากบัญชีรายชื่อ การเลือกผู้สมัครเขตจากพรรคนี้จึงยากจะอธิบายว่าให้ประโยชน์กับชาวบ้านตรงไหน
ภาพนี้ชัดที่สุดในกรุงเทพมหานคร การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มชนะ สส. เขตในกรุงเทพฯ ถึง 32 จาก 33 เขต เท่ากับแทบทั้งเมืองเลือกพรรคเดียว
กรุงเทพฯ มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มาจากการเลือกตั้ง ทำหน้าที่บริหารเมืองโดยตรง ทั้งเรื่องการจัดการจราจร ระบบระบายน้ำ การจัดระเบียบเมือง บริการสาธารณะ และการทำงานของหน่วยงานในสังกัด กทม. บทบาทของ สส. เขตจึงไม่ใช่การบริหารแทนผู้ว่าฯ แต่คือการเชื่อมปัญหาจากพื้นที่ ประสาน ติดตาม และกดดันให้ฝ่ายบริหารขยับแก้ปัญหา
ตลอดสองปีกว่า ปัญหาที่คนกรุงเทพเจอทุกวันยังคงเดิม รถติด น้ำท่วมซ้ำซาก ระบบขนส่งที่ไม่ตอบโจทย์ ความเป็นระเบียบของเมือง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน แต่สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยไม่เห็น คือบทบาทของ สส. เขตพรรคนี้ในการเชื่อมปัญหาเหล่านี้กับผู้ว่าฯ หรือหน่วยงานของ กทม. อย่างชัดเจน
หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สส. เขตของตัวเองเคยประสาน ติดตาม หรือกดดันเรื่องปัญหาในเขตไปถึงไหน ภาพที่ปรากฏจึงเป็นผู้แทนที่ถูกจดจำจากเวทีสภา มากกว่าการทำหน้าที่ตัวกลางระหว่างพื้นที่กับการบริหารเมือง
การที่พรรคสามารถเปลี่ยนผู้สมัครได้โดยไม่ต้องสนใจความคุ้นเคยของชุมชน ยิ่งทำให้ความผูกพันระหว่าง สส. เขตกับพื้นที่ลดลง สำหรับคนเมืองที่เห็นบทบาทของผู้ว่าฯ ชัดเจน แต่กลับไม่เห็นบทบาทของ สส. เขต การเลือกผู้สมัครจากพรรคเดิมจึงเริ่มถูกตั้งคำถามในชีวิตประจำวัน
ภาพตลอดสองปีกว่าที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การมีผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคส้มในหลายพื้นที่ ไม่ได้ทำให้คนในเขตรู้สึกว่าปัญหาที่เจออยู่ทุกวันถูกขยับไปข้างหน้าอย่างชัดเจน
หาก สส. ไม่ต้องผูกกับพื้นที่ หากผู้สมัครเปลี่ยนได้ตลอด หากบทบาทของ สส. เขตอยู่แค่ในสภา การเลือกผู้สมัคร สส. เขตจากพรรคนี้ก็เหลือคำถามง่าย ๆ ว่า เลือกไปแล้วได้อะไรเพิ่มขึ้นจากเดิม วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันที่แต่ละคนจะตัดสินใจจากสิ่งที่เจอมาด้วยตัวเอง
ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี