วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงรับควันหลงการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เมื่อโลกออนไลน์ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ผลคะแนนกันอย่างดุเดือด
ล่าสุดวันนี้ 11 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.สุวินัย ภรณวลัย นักเขียนและอดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว สรุปซีรีส์บทความ ชำแหละพรรคส้ม โดยระบุเนื้อหาที่น่าสนใจไว้ดังนี้ "พรรคส้มและด้อมส้มสู้แบบเอาศีรษะชนกำแพง : เมื่อพวกเขากำลังสู้กับระบบและกติกา ด้วยตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ
.jpg)
ตลอดซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” 10 กว่าตอน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง (ลิงค์บทความอยู่ในคอมเมนท์) ผมพยายามอธิบายสิ่งหนึ่งซ้ำแล้วซ้ำอีก มิใช่ด้วยความเกลียดชัง แต่เพื่อชี้ให้เห็น ความผิดพลาดเชิงโครงสร้างของวิธีคิดของพรรคส้ม
ความผิดพลาดนั้นสรุปได้ในประโยคเดียวคือ พรรคส้มและด้อมส้ม กำลัง “สู้กับระบบและกติกา” ด้วยตรรกะของเด็กที่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางและนั่นคือเหตุผลที่ยิ่งสู้ ก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งปลุกระดม ก็ยิ่งติดกับ และยิ่งเชื่อว่าตัวเอง “ถูก” ก็ยิ่งไม่มีวันชนะโลกจริงได้
พรรคส้มไม่ได้สู้กับศัตรู แต่สู้กับ “ความจริงของระบบ” ถ้าอ่านซีรีส์นี้ทั้งหมดอย่างใจเป็นกลางจะเห็นชัดว่า สิ่งที่พรรคส้มสู้มาตลอด ไม่ใช่พรรคอื่น ไม่ใช่บุคคลและไม่ใช่ชนชั้นใดเป็นพิเศษ แต่คือ
- โครงสร้างรัฐที่มีข้อจำกัดจริง
- ระบบราชการที่ไม่ตอบสนองต่อศีลธรรม
- กติกาทางการเมืองที่ไม่ให้รางวัลกับความรู้สึก
- โลกภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่สนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน
ปัญหาคือ
พรรคส้มไม่เคย “ยอมรับ” สิ่งเหล่านี้เป็นจุดตั้งต้น
แต่เลือกจะ "โกรธใส่ระบบ"
แล้วคาดหวังว่าโลกจะเปลี่ยน
เพราะตนเอง "รู้สึกถูก"
ตรรกะของเด็กเอาแต่ใจ คืออะไร? ตรรกะนี้ไม่ได้หมายถึง “อายุ” แต่หมายถึง ระดับวุฒิภาวะของการคิด ลักษณะสำคัญของตรรกะแบบนี้มี 4 ข้อ
1. ถ้าฉันตั้งใจดี ระบบต้องเปิดทางให้ฉัน
2. ถ้าฉันแพ้ แสดงว่ากติกาไม่ยุติธรรม
3. ถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วย แปลว่าเขาโง่หรือชั่ว
4. ถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่คิด ความผิดต้องเป็นของโครงสร้าง นี่คือกรอบคิดเดียวกับเด็กที่ วิ่งชนกำแพงแล้วโกรธกำแพง แทนที่จะถามว่า “กำแพงมันอยู่ตรงนั้นเพราะอะไร”
.jpg)
นี่คือเหตุผลที่พรรคส้ม “พูดเก่ง แต่ไปไม่ถึงไหน” ตลอดซีรีส์ "ชำแหละพรรคส้ม" ผมชี้ให้เห็นซ้ำ ๆ ว่า พรรคส้มเก่งมากใน 3 เรื่อง
1.การรื้อความหมาย
2. การตั้งคำถามเชิงศีลธรรม
3.การทำให้คนรู้สึกว่าตัวเองอยู่ฝ่ายถูก
แต่พรรคส้มอ่อนมากใน 3 เรื่องที่สำคัญกว่าคือ
1. การจัดการต้นทุนของการตัดสินใจ
2. การแบกรับผลลัพธ์ที่ไม่สวยงาม
3. การเลือกความเสียหายน้อยกว่าในโลกจริง
เมื่อถึงจุดที่ต้อง “เปื้อนมือ” โดยการเข้ามาบริหารประเทศจริง ๆ พรรคส้มจะถอยทุกครั้ง (มีหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจน) แล้วเรียกการถอยนั้นว่า “หลักการ”ซึ่งในโลกของรัฐ เรา เรียกว่า "การไม่รู้จักโต" ต่างหาก
ด้อมส้ม คือกระจกสะท้อนวุฒิภาวะของพรรคส้ม ฐานมวลชนของพรรคส้มไม่ใช่ปัญหาในเชิงจำนวน แต่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างจิต ด้อมส้มจำนวนมากไม่ได้ถามว่า นโยบายนี้ทำได้จริงหรือไม่? ประเทศจะรับต้นทุนไหวหรือเปล่า? ถ้าล้มเหลว ใครจะรับผิดชอบ? แต่ถามเพียงว่า ใครพูดถูกใจฉัน ใครยืนอยู่ฝั่งศีลธรรม ใครทำให้ฉันรู้สึกเหนือกว่าอีกฝ่าย นี่คือเหตุผลที่ พรรคส้มต้องรักษา "ความบริสุทธิ์ทางวาทกรรม" ไว้ตลอดเวลา เพราะทันทีที่พรรคส้มต้องลงมือทำจริง ๆ โดยเข้าไปบริหารประเทศจริง ๆ มนต์สะกดของพรรคส้มจะสลายทันที
การปลุกม็อบ การปฏิเสธผลเลือกตั้ง และการร้องความยุติธรรมซ้ำ ๆ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่พลัง แต่คือ อาการ อาการของการไม่สามารถยอมรับว่า โลกไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับความรู้สึกของเรา เด็กที่แพ้เกม จะคว่ำกระดาน ผู้ใหญ่ที่แพ้เกมจะลุกขึ้นมาเรียนรู้กติกาใหม่ซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ทั้งหมดพยายามชี้ให้เห็นว่า พรรคส้มเลือกทางแรกซ้ำแล้วซ้ำเล่า

บทสรุป : ทำไมผมถึงบอกว่า นี่คือ “เอาศีรษะชนกำแพง” กำแพงไม่เคยโกรธใคร กำแพงไม่เคยเลือกข้าง กำแพงไม่เคยสนใจว่าใครคิดว่าตัวเองดีแค่ไหน กำแพงมีอยู่เพราะมันถูกสร้างมาแบบนั้น การเมืองก็เช่นเดียวกัน ตราบใดที่พรรคส้มและด้อมส้มยังสู้กับระบบด้วยความรู้สึก ด้วยศีลธรรม และด้วยการปฏิเสธผลลัพธ์ การต่อสู้นั้นจะไม่มีวันเป็นการต่อรองกับความจริง แต่เป็นเพียงการทำร้ายตัวเองซ้ำ ๆ โลกไม่ได้พังเพราะคนคิดฝัน แต่โลกไม่เคยเปลี่ยน เพราะคนที่ไม่ยอมโตพอจะรับผลของความฝันนั้นและนี่คือหัวใจทั้งหมด ของซีรีส์ “ชำแหละพรรคส้ม” ไม่ใช่เรื่องว่าใครดีหรือเลว แต่คือคำถามง่าย ๆ ว่า พวกคุณกำลังสู้กับโลก หรือกำลังสู้กับความจริงที่ไม่เข้าข้างพวกคุณกันแน่ ~ สุวินัย ภรณวลัย มหาวิทยาลัยไร้รอย"
หลังจากที่โพสต์ของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาชาวเน็ตต่างพากันเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"ผมคิดว่านายใหญ่ไม่ต้องการชนะเป้าหมายคือป่วน เป็นไปได้สูงด้วยว่า ต้องการให้ประเทศปั่นป่วน ประเทศไทยเป็นสนามชนกันระหว่าง จีนกับอเมริกา"
"สรุปแล้วจะเป็นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแย่ลงกว่าเดิมอีก..ประเทศไทย"
"ตรง เผง"
"ถูกต้อง ชัดเจนค่ะ"
"ชัดเจนค่ะ"
.jpg)




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สุวินัย ภรณวลัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี