วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
ยังคาใจบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง
รุมยำ‘กกต.’เละ
‘ไทยสร้างไทย’ร้องศาลฎีกา
ปชน.ตามประเคนซ้ำม.157
หย่อนบัตรขัดรัฐธรรมนูญ
ลุยล้างบางทุจริต “ไทยสร้างไทย” จ่อฟ้อง กกต. พบหลักฐานเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ชี้ปมบาร์โค้ดบนบัตรลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งส่อขัด รธน. เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ-ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตรวจสอบจาตุรนต์ ยันบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำลงคะแนนไม่เป็นไป โดยลับ ขัดรัฐธรรมนูญชัด ด้านปชน.ตามกัดไม่ปล่อย ฟ้องกกต.ทำผิด 157
พรรคไทยสร้างไทย นำโดยนายศุชัยวุธ ชาวสวนกล้วย ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย พร้อมด้วยนายภัชริ นิจสิริภัช และนายโรจนินท์ ศิริเบญญาภิรมย์ ร่วมกันแถลงข่าวก่อนลงพื้นที่รวบรวมหลักฐานการทุจริตเลือกตั้ง โดยเรียกร้องให้พี่น้องประชาชนร่วมกันตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย
นายศุชัยวุธ พรรคไทยสร้างไทย ขอย้ำว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51 ให้สิทธิประชาชน ร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิทักษ์รักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัริย์ทรงเป็นประมุข และต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ
ขณะนี้พรรคไทยสร้างไทย ได้รับข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์จากประชาชนจำนวนมาก ที่ส่อให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นความแตกต่างของจำนวนบัตรเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อในบางเขต ที่มีจำนวนห่างกันนับหมื่นใบ รวมถึงการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการจัดการกับปัญหาการซื้อเสียงที่ปรากฏเป็นข่าว แต่กลับไม่มีความชัดเจนว่ากกต. ได้จัดการกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่อย่างไร อันอาจจะเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้น ตามป.อาญา มาตรา157
จ่อฟ้องศาลฎีกาแผนกเลือกตั้ง
ด้านนายภัชริ ยังได้หยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างระเบียบ กกต. และรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยเฉพาะมาตรา 85 ที่ระบุชัดเจนว่าการเลือกตั้งต้องเป็นความลับ แต่จากการตรวจสอบบัตรเลือกตั้งพบว่ามีการระบุรหัส บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดที่สามารถสืบสาวกลับไปยังต้นขั้วและระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้ อันอาจขัดกับกฏหมายรัฐธรรมนูญ แม้ กกต. จะอ้างว่าจะมีการจัดเก็บอย่างดีเพื่อเป็นความลับ และปลอดภัย
พรรคไทยสร้างไทย เห็นว่า ปัญหาดังกล่าว เกิดจากการจัดการและควบคุมดูแลการเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224(1) (2) มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เห็นควรยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบฯ เพื่อให้เห็นว่าคนไทยมีสิทธิร้องทุกข์และฟ้องหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 41(2) (3) และมาตรา 50 (1)และมาตรา51เพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคะแนนเสียงประชาชน และสร้างบรรทัดฐานความถูกต้องให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สืบไป
จาตุรนต์ยันขัดรัฐธรรมนูญ
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นกรณีบัตรเลือกตั้ง ลงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ มีบาร์โค้ด ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ย่อมมีความหมายว่า นอกจากผู้ออกเสียงลงคะแนนเองแล้วจะให้ผู้อื่นผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้ว่าออกเสียงลงคะแนนไปอย่างไร เลือกใคร และนี่ไม่ได้มีความหมายว่าต้องเป็นความลับเฉพาะตอนกาบัตรหรือหย่อนบัตรเท่านั้น แต่ย่อมหมายความว่า จะต้องเป็นความลับตลอดไป คือไม่มีทางที่ผู้อื่นผู้ใดจะหาทางตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้อีกเลย ถ้าการมี QR Code หรือบาร์โค้ด ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ คือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั่นเอง #โกงเลือกตั้ง69
นายจาตุรนต์ยังได้โพสต์ตอบข้อความทางแพลตฟอร์ม X ว่า “ผมรณรงค์ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ด้วยเหตุผลข้อหนึ่งคือ องค์กรอิสระไม่เป็นกลาง เมื่อปรากฏปัญหาว่า กกต.อาจจัดการเลือกตั้งไปโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผมก็ต้องวิจารณ์ ไม่ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปอย่างไร การแสดงความเห็นต่อการจัดการเลือกตั้งก็ต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมาครับ”
ปชน.ตามกัดไม่ปล่อย
ที่อาคารอนาคตใหม่ พรรคประชาชน นายกิตติชัย เตชะกุลวณิชย์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้อำนวยการกองอำนวยการการเลือกตั้งของพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน แถลงความคืบหน้าการติดตามตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้ง 2569 ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
โดยนายพริษฐ์ เริ่มต้นโดยย้ำว่า เจตนาของพรรคประชาชนในการตรวจสอบความโปร่งใสของการจัดการเลือกตั้งปี 69 ตลอด 4-5 วันที่ผ่านมา ไม่ได้มีเจตนาเพื่อมุ่งเปลี่ยนผลการเลือกตั้ง ไม่ใช่การไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้ง แต่เราจำเป็นต้องตรวจสอบความโปร่งใสของการเลือกตั้งเพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนว่าเสียงของเขาถูกบันทึกอย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะกาให้กับพรรคการเมืองไหนก็ตาม รวมถึงเราต้องการให้ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างบกพร่องหรือจงใจทุจริต ต้องรับผิดชอบต่อกฎหมาย เพื่อเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ทำให้เรามีการเลือกตั้งในอนาคตที่ประชาชนเชื่อมั่นเชื่อถือได้
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า การแถลงในวันนี้มี 4 หัวข้อ หัวข้อแรกคือกรณีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ในการแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวานนี้ (13 ก.พ.) มีข้อสรุปว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าว ในทางทฤษฎีสามารถระบุตัวตนของผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเห็นว่ามีปัญหา 3 เรื่องหลัก
ตรวจรู้ใครเป็นคนกาบัตร
ปัญหาแรก ทำให้การลงคะแนนเสียงที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่เป็นไปโดยลับ ตามหลักการที่สังคมเข้าใจโดยทั่วไปมาโดยตลอด การลงคะแนนที่ “ลับ” หมายถึง เมื่อเราลงคะแนนไปแล้วจะต้องไม่สามารถระบุตัวตนผู้ลงคะแนนได้เลย แต่การแถลงของ กกต.เมื่อวานเป็นการยืนยันว่าสามารถทำได้ในเชิงทฤษฎีหากมีการเข้าถึงข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลบนบัตร, รหัสตรงต้นขั้ว และชื่อผู้ลงคะแนนของรหัสนั้นๆ ดังนั้น เราเห็นว่าประเด็นที่สำคัญไม่ใช่ความยากหรือง่ายในการเข้าถึงข้อมูล แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า หากใครเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ จะสามารถระบุตัวตนผู้กาบัตรได้ คำตอบก็คือทำได้ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในอดีตที่ไม่ว่าใครจะเข้าถึงข้อมูลส่วนใด ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครเลือกใคร
ปัญหาที่สอง เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่ทำให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง สามารถใช้ประโยชน์จากบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดดังกล่าวเพื่อตรวจสอบได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร .
ถึงแม้ กกต. จะชี้แจงว่ามีการเก็บรักษาบัตรและต้นขั้วไว้ในที่ปลอดภัย แต่หากมีพรรคการเมืองหรือผู้สมัครคนใดรู้เรื่องบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดมาก่อนล่วงหน้า อาจเปิดช่องให้สามารถออกแบบกระบวนการในการตรวจสอบได้ว่าใครโหวตอย่างไรโดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงบัตรหรือต้นขั้วที่ กกต. เก็บไว้หลังปิดหีบ เช่น ตัวแทนพรรคอาจใช้อิทธิพลข่มขู่ให้ประชาชนแจ้งรหัสต้นขั้วก่อนลงคะแนน และจากนั้นมีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งทุกใบขณะนับคะแนน เพื่อนำมาสแกนตรวจสอบภายหลังว่าลงคะแนนตามที่ตกลงหรือไม่ หรือหากมีกรรมการประจำหน่วย (กปน.) บางคนปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็อาจแอบถ่ายภาพต้นขั้วบัตรเพื่อส่งให้ตัวแทนพรรคที่กระทำการดังกล่าวได้
ไม่เชื่อแค่รักษาความปลอดภัย
ดังนั้น แม้ กกต. พยายามชี้แจงว่าทั้งหมดที่ทำเพื่อ “รักษาความปลอดภัย” และแม้เรายอมเชื่อไว้ก่อนว่า กกต. มีเจตนาดีเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวจริง แต่การดำเนินการของ กกต. เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งอาจจะไม่สุจริตเที่ยงธรรม และทำให้อาจจะกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า สำหลับปัญหาที่สาม เรามีความกังวลว่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จาก QR Code และบาร์โค้ดไม่ได้กระทบเฉพาะการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 8 กุมภาเท่านั้น แต่เสี่ยงจะเกิดความเสียหายระยะยาวต่อการเลือกตั้งในอนาคตด้วย เพราะแม้มีการเก็บบัตรและต้นขั้วไว้ หากข้อมูลดังกล่าวรั่วไหลหรือมีบุคคลใดเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จะเกิดปัญหาสำหรับอนาคต เพราะข้อมูลการเลือกพรรคการเมืองของประชาชน ถือเป็นข้อมูลที่อ่อนไหว และจะกลายเป็นข้อมูลที่ผู้มีอำนาจสามารถนำไปใช้จัดเก็บสถิติแยกตามเพศ อายุ และพื้นที่ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการเตรียมการเลือกตั้งในอนาคตได้เช่นกัน
เตรียมประเคนม.157.
“ดังนั้น พรรคปรพชาชน เดินหน้าด้วยการมอบหมายให้ นายวาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรค ฝ่ายกฎหมาย เป็นผู้รวบรวมข้อเท็จจริงและทำคำร้องเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต“ นายพริษฐ์ กล่าว
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า หัวข้อต่อมา คือการตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ คือแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ที่มีจำนวนไม่เท่ากันในเขตเลือกตั้งเดียวกัน โดยพบปัญหานี้ในหลายเขตเลือกตั้ง เมื่อวานนี้ กกต. ระบุว่าความคลาดเคลื่อนเกิดจากระบบรายงานผลบนเว็บไซต์ของ กกต. แต่เราต้องยืนยันว่าข้อสังเกตของพรรคประชาชน ไม่ได้อ้างอิงข้อมูลเว็บไซต์ของ กกต. แต่อ้างอิงจากข้อมูลที่อยู่ในบอร์ดรายงานผลในแต่ละเขตเลือกตั้ง
ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการในการรายงานตัวเลขผ่านเว็บไซต์ของ กกต. จะมีปัญหาแค่ไหน แต่เป็นคนละเรื่องกับหลักฐานที่เราเอามากางก่อนหน้านี้และในวันนี้ ยกตัวอย่างความผิดปกติที่ชัดเจนในพื้นที่สงขลา เขต 3 และ ศรีสะเกษ เขต 2 ที่มีส่วนต่างกันอยู่ ซึ่งตนได้มีการเปิดข้อมูลไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมถึงอีกหลายเขตที่มีการเปิดเผยข้อมูลในวันนี้ ซึ่งในเขตเลือกตั้งดังกล่าว มีทั้งเขตที่พรรคประชาชนแพ้เลือกตั้งเป็นอันดับ 3 และเขตที่พรรคประชาชนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้เพื่อหวังจะทำให้พรรคประชาชนมี สส. มากขึ้น แต่เราต้องการตรวจสอบประเด็นนี้ เพื่อปกป้องเสียงของประชาชนทุกคนแลทำให้เรื่องนี้สิ้นข้อสงสัย
แจ้งเบาะแสปราบทุจริต
ด้าน กิตติชัย กล่าวถึงภาพรวมของเรื่องร้องเรียนที่ผู้สมัคร สส. ของพรรค และประชาชนแจ้งเบาะแสเข้ามาเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยในส่วนผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชน รับเรื่องร้องเรียนมาทั้งหมด 57 เรื่อง ฝ่ายกฎหมายได้ทำเรื่องไปยัง กกต. ขอให้มีการตรวจสอบแล้ว 37 เรื่อง ส่วนการร้องเรียนของประชาชนผ่านเว็บไซต์ report69 ยอดทั้งหมดกว่า 4,000 เรื่อง ตรวจสอบแล้วพบว่ามีข้อมูลและข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การร้องเรียนได้ 1,260 เรื่อง โดยฝ่ายกฎหมายได้ดำเนินการตรวจสอบและส่งให้ผู้สมัคร สส. ของพรรคร้องคัดค้านการประกาศผลต่อไป
โวอีกมีคลิปเด็ดปากน้ำ
และหัวข้อสุดท้าย เป็นเรื่องร้องเรียนใหม่ที่สมุทรปราการ เขต 6 มีประชาชนส่งคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นว่ามีการทิ้งอุปกรณ์ที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้ง รวมถึงใบขีดคะแนน (ส.ส. 5/11) ที่บ่อขยะแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ โดยเอกสารดังกล่าวระบุวันที่ 8 กุมภาพันธ์ และระบุหน่วยเลือกตั้งด้วย จุดดังกล่าวไม่ใช่จุดรวมหีบหรือจุดยุบหีบเหมือนกรณีชลบุรีเขต 1 อย่างแน่นอน เพราะเห็นชัดเจนว่าเป็นบ่อขยะ และจุดรวมหีบของสมุทรปราการ เขต 6 เองอยู่ห่างจากจุดของบ่อขยะนี้ถึง 8 กิโลเมตร ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีใครคนใดคนหนึ่งนำมาทิ้งไว้ ซึ่งเรื่องนี้เราต้องขอให้ กกต. และ กกต.สมุทรปราการ เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงต่อพี่น้องประชาชนโดยเร็ว ว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร โดยประชาชนที่ส่งหลักฐานเข้ามาได้ลงบันทึกประจำวันกับสถานีตำรวจไว้แล้ว
ภท.ชี้เป็นหน้าที่ของกกต.
นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึง สถานการณ์ทางการเมือง ที่ในขณะนี้มีการเคลื่อนไหวของมวลชนออกมาเรียกร้องหลังเลือกตั้ง ทำให้เหตุการณ์อาจจะบานปลายได้ ว่า เรื่องหลักๆไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรรคภูมิใจไทย แต่ขึ้นอยู่กับกระบวนการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ว่าจะรับรองผลการเลือกตั้งได้เมื่อไหร่ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 กกต.ใช้เวลารับรองสส.อย่างเป็นทางการโดยใช้ 36 วัน ซึ่งขณะเราอยู่ในฐานะผู้เล่น ก็ต้องรอว่าขั้นตอนต่อไปในแต่ละส่วนจะเป็นอย่างไร ย้ำว่าต้องแยกกันในเรื่องของการทำงานของกกต. และส่วนอื่นๆ หรือในส่วนที่มีการยื่นคำร้อง ทุกส่วนต้องแยกกัน เรามาในฐานะว่าที่สส. ก็ต้องรออย่างเดียวเพราะตอนนี้ตอบอะไรไม่ได้ และในการเลือกตั้งปี 2566 ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแต่กกต. ยังใช้เวลาถึง 36 วัน
เมื่อถามว่ามีความเป็นห่วงกลุ่มมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้หรือไม่ นางสาวแนน บุณย์ธิดา กล่าวว่าทุกคนมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นของตัวเองในช่องทางต่างๆ ที่เห็นสมควรที่จะทำอย่างนั้น จะให้ทุกคนเห็นเหมือนกันนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่อย่างน้อยในการจะยื่นคำร้องหรือตัดสินอะไรก็ตามแต่ ต้องขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและข้อกฎหมาย
เมื่อถามถึงกรณีศาลปกครอง ออกเลขรับคดี ขอให้ระงับการรับรองผลการเลือกตั้ง จากกรณี QR Code ในบัตรเลือกตั้ง นั้น นางสาวแนน บุณย์ธิดากล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกกต. ที่จะชี้แจงว่าอย่างไร ซึ่งย้ำว่าในขณะนี้เราทุกคนอยู่ในฐานะผู้เล่น ไม่ใช่กรรมการ เป็นหน้าที่ของผู้จัดการเลือกตั้ง ที่เขาจะต้องชี้แจงเราก็ต้องรอฟังว่าจะเป็นอย่างไร และที่ติดตามข่าวมาไม่ใช่เพียงแค่ปีนี้ เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นเมื่อปี 2566 ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับข้อวินิจฉัยว่าจะเป็นอย่างไร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี