การเมืองแห่งอนาคต  วาทกรรมที่ย้อนมาฆ่าตัวเอง

การเมืองแห่งอนาคต วาทกรรมที่ย้อนมาฆ่าตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.22 น.

พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” วางตัวเองไว้ในฐานะการเมืองแบบใหม่ เป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ และเป็นการเมืองแห่งอนาคตที่ควรยกระดับประเทศให้พ้นจากระบบเดิม พรรคย้ำว่าการเมืองต้องโปร่งใส ไม่ข้องเกี่ยวพื้นที่สีเทา และต้องยืนอยู่บนหลักเสรีภาพ ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางสังคมอย่างจริงจัง

ความก้าวหน้าที่พรรคอธิบายจึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนภาพลักษณ์หรือวิธีสื่อสาร แต่คือการยกระดับมาตรฐานของการเมืองไทยทั้งระบบ เมื่อเลือกยกตัวเองเป็นการเมืองแห่งความหวัง เพดานความรับผิดชอบย่อมสูงกว่าพรรคทั่วไปโดยปริยาย และหลักที่ใช้ตรวจสอบคนอื่นก็ต้องใช้กับตัวเองโดยไม่มีข้อยกเว้น


หลักที่ใช้ตั้งคำถามกับคนอื่นย่อมย้อนกลับมาใช้กับพรรคเองเสมอ และในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ชื่อผู้สมัคร สส. ของพรรคส้มสามราย ปรากฏในคดีอาญาร้ายแรงต่อเนื่องกันจนยากจะมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

ธันวาคม 2568 กรุงเทพมหานคร เขต 33 “แบงค์” บุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ ถูกจับกุมในคดีฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติดมูลค่าสูง เส้นทางการเงินในสำนวนสอบสวนกลายเป็นประเด็นใหญ่ พรรคที่ประกาศไม่แตะพื้นที่สีเทา กลับมีชื่อผู้สมัครเข้าไปพัวพันกับคดีลักษณะนี้

ถัดมาไม่นาน มกราคม 2569 ตาก เขต 2 “ปอนด์” รัชต์พงศ์ สร้อยสุวรรณ ถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันจัดให้มีการเล่นพนันออนไลน์และสมคบกันฟอกเงิน เรื่องเว็บพนันออนไลน์เป็นประเด็นที่พรรคส้มเคยใช้วิจารณ์ฝ่ายการเมืองอื่นว่าเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ใต้ดิน แต่เมื่อชื่อของผู้สมัครในพรรคเองเข้าไปอยู่ในข้อหาประเภทเดียวกัน ความแตกต่างที่เคยย้ำจึงเริ่มสั่นคลอน

จากนั้น กุมภาพันธ์ 2569 มหาสารคาม เขต 1 “บอย” ธีระวัฒน์ พรรณะ ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ในคดีข่มขืนกระทำชำเรา เหตุเกิดตั้งแต่ปี 2563 คดีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับเสรีภาพและศักดิ์ศรีของมนุษย์ ซึ่งเป็นหลักที่พรรคยกขึ้นมาอธิบายความแตกต่างของตัวเองมาตลอด

คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงที่คำพิพากษา แต่อยู่ที่กระบวนการคัดเลือกคน พรรคตรวจสอบข้อมูลรอบด้านเพียงใด มีการประเมินความเสี่ยงทางการเมืองอย่างจริงจังหรือไม่ และเหตุใดจึงยังตัดสินใจส่งผู้สมัครลงแข่งขันในนามพรรค

สิทธิในการต่อสู้คดีเป็นเรื่องของกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อพรรคเลือกยืนอยู่บนหลักเสรีภาพและความเสมอภาคเข้มข้นกว่าพรรคอื่น

หากความเท่าเทียมคือแกนกลาง การคัดเลือกผู้แทนย่อมต้องสะท้อนความเข้มงวดในหลักการนั้น เพราะผู้แทนราษฎรคือผู้ใช้อำนาจในนามประชาชน และเป็นภาพสะท้อนของพรรคต่อสาธารณะ

เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกไม่รอลงอาญาในคดีข่มขืน ความไม่สอดคล้องระหว่างหลักคิดกับการตัดสินใจภายในพรรคจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้

การบอกว่าเป็นความผิดส่วนบุคคลไม่เพียงพอ เพราะการส่งใครลงสมัครในนามพรรคเท่ากับให้การรับรองในระดับหนึ่ง ผู้ลงคะแนนไม่ได้เลือกเพียงตัวบุคคล แต่เลือกกรอบความคิดที่พรรคยืนอยู่ด้วย

สามกรณีที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันทำให้ข้อสงสัยขยับจากระดับบุคคลไปสู่ระดับโครงสร้าง หากกระบวนการคัดเลือกยังปล่อยให้ความเสี่ยงลักษณะนี้ผ่านได้ ก็ยากจะยืนยันว่าพรรคแตกต่างจากสิ่งที่เคยวิจารณ์คนอื่น

นอกจากคดีอาญา ประเด็นเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณก็สะท้อนอีกด้านหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ออกมาตั้งคำถามต่อการจัดทำปฏิทินของสำนักงานประกันสังคม โดยชี้ถึงความจำเป็นและความคุ้มค่าของงบประมาณสาธารณะ

แต่เมื่อ อบจ.ลำพูน ภายใต้การบริหารของ “เฮง” วีระเดช ภู่พิสิฐ ซึ่งเป็นคนของพรรคส้ม จัดทำปฏิทินใช้งบประมาณราว 1.25 ล้านบาท คำถามจึงย้อนกลับมาทันที หลักเดียวกันถูกใช้กับทุกฝ่ายจริงหรือไม่ หรือเข้มงวดเฉพาะเวลาตรวจสอบฝ่ายอื่น

เรื่องนี้อาจดูเล็กเมื่อเทียบกับคดีอาญา แต่ในทางหลักคิด มันสะท้อนความสม่ำเสมอในการใช้หลักเดียวกัน และเมื่อความเข้มงวดลดระดับลงทันทีที่เป็นเรื่องของคนในพรรค ความเชื่อมั่นก็ย่อมลดลงตามไปด้วย

เมื่อรวมทุกกรณีเข้าด้วยกัน คำว่าการเมืองแบบใหม่จึงไม่อาจยืนได้เต็มปาก เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นไม่ได้ต่างจากสิ่งที่พรรคเคยวิจารณ์คนอื่น และบางกรณีกลับร้ายแรงกว่าสิ่งที่พรรคใช้โจมตีการเมืองแบบเก่าเสียด้วยซ้ำ

พรรคส้มเคยตั้งคำถามต่อพรรคอื่นเมื่อมีสมาชิกพัวพันคดีสีเทา เคยย้ำเรื่องความรับผิดชอบทางการเมือง และชี้ว่าการเมืองแบบเดิมปล่อยให้คนมีปัญหาเข้าสู่อำนาจ แต่เมื่อชื่อของผู้สมัครในพรรคเองเข้าไปอยู่ในคดีฟอกเงิน เว็บพนัน และคดีข่มขืนที่ศาลฎีกาจำคุกไม่รอลงอาญา ความเหนือกว่าที่เคยย้ำจึงถูกตั้งคำถามทันที

บางกรณี ความร้ายแรงของคดีกลับหนักหนากว่าสิ่งที่พรรคใช้ตำหนิฝ่ายอื่น และเมื่อเรื่องปฏิทินสะท้อนความไม่สม่ำเสมอของหลักคิด ภาพความแตกต่างที่พรรคพยายามยืนยันก็ยิ่งสั่นคลอน

กรณีเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความผิดพลาดรายบุคคล แต่สะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจภายในพรรคเอง ทุกครั้งที่เกิดปัญหา พรรคออกมา “ขอโทษ” แล้วก็ “ขอโทษ” อีก บอกว่าจะทบทวน จะเข้มงวดขึ้น จะไม่ให้เกิดซ้ำ 

แต่เหตุการณ์กลับเกิดขึ้นต่อเนื่องในเวลาไล่เลี่ยกัน ราวกับคำขอโทษกลายเป็นกิจวัตรหลังวิกฤต มากกว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขอย่างจริงจัง

พรรคส้มอาจเรียกตัวเองว่าการเมืองแบบใหม่ แต่เมื่อหลักคิดที่ใช้โจมตีการเมืองแบบเก่ากลับถูกการกระทำของตัวเองทำลายลง คำว่า “การเมืองแห่งอนาคต” ก็ไม่อาจยืนอยู่เหนือข้อเท็จจริงได้อีกต่อไป.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top