ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

ผัง IO ทหาร เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ ไชยันต์-นิติพงษ์ ไร้คำตอบ?

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.52 น.

'ผัง IO ทหาร' เกมพรรคส้ม แขวนชื่อ 'ไชยันต์-นิติพงษ์' ไร้คำตอบ?

คำว่า “ไอโอ” หรือ Information Operation เดิมเป็นคำนิยามทางทหาร หมายถึงปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสารและจิตวิทยา แต่ในสนามการเมืองไทยปัจจุบัน คำนี้ถูกนำมาใช้ในความหมายของการจัดตั้งเครือข่ายออนไลน์เพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม และกลายเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง


พรรคประชาชน หรือ “พรรคส้ม” เป็นพรรคการเมืองที่ชูประเด็นเรื่องไอโอเพื่อตรวจสอบกองทัพมาโดยตลอด โดยระบุว่ามีการใช้ทรัพยากรของรัฐทำปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพื่อเล่นงานฝ่ายการเมืองที่เห็นต่าง ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่เพียงในโลกโซเชียล แต่ถูกยกระดับเข้าสู่กลไกสภาผู้แทนราษฎรอย่างเป็นทางการ

ช่วงปี 2568 ระหว่างที่สภาชุดก่อนยังทำหน้าที่อยู่ ได้มีการนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การประชุมของกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยมี “รังสิมันต์ โรม” สส.พรรคส้ม ทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการในขณะนั้น

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 กรรมาธิการฯ ได้เรียกผู้แทนจากกองทัพเข้ามาชี้แจง และมีการนำแผนผังที่ถูกอ้างว่าเป็นโครงสร้าง IO ของทหารมาใช้ประกอบการซักถาม ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้รายชื่อบุคคลจำนวนมากถูกบรรจุลงในบันทึกการประชุมของรัฐสภา

แผนผังดังกล่าวไม่ได้มีเพียงชื่อหน่วยงานความมั่นคง แต่กลับมีรายชื่อและภาพใบหน้าของบุคคลจริงมากกว่าสิบราย ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่ม "จุดประเด็น" ไปจนถึงกลุ่ม "สร้างกระแส" และ "แพร่กระจาย" ที่กวาดเอาทั้งนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย สื่อมวลชน แพทย์ อินฟลูเอนเซอร์ และศิลปินชื่อดังเข้าไปรวมอยู่ในกรอบเดียวกัน

การจัดวางชื่อบุคคลสาธารณะเหล่านี้ไว้ในกรอบเดียวกับคำว่า IO ทหาร ทำให้เกิดการเชื่อมโยงในความรับรู้ของสังคมทันทีว่าคนเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพ โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสได้ชี้แจงในจังหวะเดียวกับที่ชื่อถูกนำเสนอต่อหน้าสื่อและคณะกรรมาธิการ

แต่เมื่อพิจารณาในเชิงตรรกะและที่มา ผังนี้กลับไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจน ไม่ระบุผู้จัดทำ และไม่มีหลักฐานเชิงพฤติกรรมหรือเส้นทางการสั่งการที่พิสูจน์ได้ว่า บุคคลเหล่านี้มีความเชื่อมโยงเชิงโครงสร้างกับกองทัพจริง 

การนำเอกสารในลักษณะนี้เข้าสู่เวทีกรรมาธิการ จึงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการทำให้ชื่อเสียงของบุคคลภายนอกถูกนำไปแขวนประจานในข้อกล่าวหาที่รุนแรง

หนึ่งในรายชื่อที่ปรากฏในผังคือ ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งชื่อเสียงทางวิชาการถูกนำไปผูกโยงกับวาทกรรมไอโอทหาร จนนำมาสู่การเรียกร้องความชัดเจนตามสิทธิ์

ในวันที่ 23 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์ ดร.ไชยันต์ ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งถึง รังสิมันต์ โรม เพื่อขอสำเนาเอกสารหลักฐานและรายงานการประชุม เพื่อใช้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏคือ นับจากวันนั้นจนถึงปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาหลายเดือน แต่คำชี้แจงหรือเอกสารที่ร้องขอกลับยังไม่มีการตอบสนองจากฝั่งกรรมาธิการ

นอกจากนี้ยังมีชื่อของบุคคลสาธารณะรายอื่น เช่น “นิติพงษ์ ห่อนาค” ศิลปิน นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่ออกมาตั้งคำถามถึงที่มาของผังและการนำมาใช้ในเวทีสภาอย่างใกล้ชิด เพราะเกียรติภูมิของคนทำงานในที่แจ้ง ไม่ควรถูกนำไปลดทอนด้วยการกล่าวหาที่ปราศจากพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอ

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคส้มเองก็ต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาในกรณี “สเปกเตอร์ C“ ซึ่งมีการตั้งคำถามถึงปฏิบัติการไอโอ ในฝั่งของพรรคเช่นกัน เมื่อพรรคถูกโยงด้วยคำเดียวกัน ปฏิกิริยาตอบโต้ออกมาอย่างรวดเร็ว โดยพรรคยืนยันว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวกระทบต่อภาพลักษณ์และพร้อมจะดำเนินคดีกับผู้ที่พาดพิงอย่างเด็ดขาด

ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า คำว่าไอโอมีผลกระทบที่รุนแรงต่อทุกฝ่าย เมื่อพรรคต้องการปกป้องชื่อเสียงของตนจากการถูกตีตรา ก็ย่อมต้องเข้าใจดีว่าคนอื่นที่ถูกพาดพิงในแผนผังก็ย่อมรู้สึกไม่ต่างกัน

ความย้อนแย้งจึงเกิดขึ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเลือกที่จะนิ่งเฉยต่อหนังสือทวงถามหลักฐานในฐานะประธานกรรมาธิการผู้เปิดเกมกล่าวหา แต่กลับกระตือรือร้นอย่างยิ่งในการปกป้องตนเองเมื่อสถานะเปลี่ยนจากผู้ตรวจสอบกลายเป็นผู้ถูกตั้งคำถาม

เมื่อลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน ความจริงที่ปรากฏชัดคือการใช้ "เกมกล่าวหา" บนเวทีสภาชุดก่อน มีผลกระทบต่อบุคคลสาธารณะและบุคคลที่มีชื่อเสียงหลากวิชาชีพมากกว่าสิบราย และแม้จะมีการขอหลักฐานเพื่อยืนยันความสุจริตอย่างเป็นทางการ แต่ความเงียบที่ได้รับกลับมากลายเป็นประเด็นที่บั่นทอนความน่าเชื่อถือของผู้ตรวจสอบเสียเอง

ความรับผิดชอบต่อข้อมูลจึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองยุคใหม่ หากสามารถนำชื่อบุคคลไปแขวนประจานในที่สาธารณะได้ ก็ต้องพร้อมที่จะแสดงหลักฐานเมื่อถูกทวงถาม การนิ่งเฉยไม่เพียงแต่ทำลายความเชื่อมั่นต่อกลไกสภา แต่ยังเป็นการทำร้ายพลเรือนที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมืองอีกด้วย

บทสรุปของเรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การรอคำอธิบาย แต่เป็นการเรียกร้องมาตรฐานที่เท่าเทียม เมื่อเกมกล่าวหาเริ่มขึ้น ความรับผิดชอบต้องตามมาอย่างชัดเจน 

การเมืองที่อ้างความโปร่งใสจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อกล้าที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง ไม่ใช่ใช้เพียงวาทกรรมเพื่อทำลายผู้อื่นแล้วปล่อยให้ความเสียหายกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครต้องรับผิดชอบ

#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top