วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ

วันอาทิตย์ ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.28 น.

อนุทิน สั่งผู้ว่าฯทุกจังหวัด เข้มป้องกัน-รับมือภัยแล้ง 2569 เน้นบริหารจัดการน้ำเป็นระบบ บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนทุกพื้นที่ กำชับหากเกิดสถานการณ์ ต้องเร่งบูรณาการช่วยเหลือเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูร้อน ปี 2569 อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถึงช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2569 ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง การเข้าสู่ฤดูร้อนของประเทศไทย พ.ศ. 2569 ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้อุณหภูมิของประเทศไทยสูงขึ้น โดยคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากสภาวะอากาศแห้งแล้งที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำในหลายพื้นที่


ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 พร้อมสั่งการผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการดูแลการดำรงชีวิตและพื้นที่เกษตรกรรมของพี่น้องประชาชน ได้แก่ 1.ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำของจังหวัดอย่างใกล้ชิด" โดยตั้งคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลสภาพอากาศ ปริมาณน้ำในแหล่งกักเก็บ ปัญหาการใช้น้ำของภาคส่วนต่างๆ ปริมาณน้ำฝน และประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่เป็นระยะ 2.เร่งจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้งจังหวัด" ให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีการซักซ้อมความเข้าใจแนวทางปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และภาคเอกชน เพื่อให้การเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ 3.กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ เตรียมความพร้อมทั้งในด้านกำลังพล วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย" เช่น รถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที 4.เร่งตรวจสอบและซ่อมแซมภาชนะเก็บกักน้ำ ทั้งภาชนะเก็บกักน้ำกลางของชุมชน ระบบประปาหมู่บ้านให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ดี พร้อมจัดทำแผนการแจกจ่ายน้ำในจุดต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำอุปโภคบริโภคที่สะอาดอย่างเพียงพอ ทั่วถึง และเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่ และ5.สร้างการรับรู้ความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ถึงแนวทางการบริหารจัดการน้ำ และความตระหนักรู้ในเรื่องการใช้น้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอและคุ้มค่า ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตรกรรม

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพื้นที่ที่ประเมินแล้วคาดว่าจะประสบปัญหาหรือประสบสถานการณ์ภัยแล้ง ให้เร่งจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นแกนกลางในการระดมทรัพยากรเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชน โดยให้ความสำคัญอันดับแรกกับการแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยฝ่ายปกครองจะต้องมีการประสานความร่วมมือกับตำรวจและทหารในการเฝ้าระวังและป้องกันความขัดแย้งจากการแย่งชิงน้ำ รวมถึงป้องกันอาชญากรรมที่มักเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง เช่น การลักขโมยอุปกรณ์ทางการเกษตร เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนลดการซ้ำเติมพี่น้องประชาชน

"ในสภาวะภัยแล้งนอกจากการเร่งให้ความช่วยเหลือเรื่องน้ำกินน้ำใช้ของพี่น้องประชาชน สิ่งสำคัญที่ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย คือ ด้านการดูแลสุขภาวะของประชาชน โดยขอให้มีการจัดหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ออกให้คำแนะนำ เฝ้าระวังและป้องกันโรคระบาดที่มากับอากาศร้อน อาทิ โรคท้องร่วง อหิวาตกโรค โรคอาหารเป็นพิษ พร้อมทั้งรณรงค์สร้างการรับรู้ให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ รู้จักใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุด และดูแลปฏิบัติตนให้ถูกสุขอนามัยด้วย และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์และการดำเนินงานให้กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติทราบอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติ เพื่อร่วมกัน "บำบัดทุกข์ บำรุงสุข" พี่น้องประชาชนสามารถผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งในปีนี้ไปได้ด้วยความปลอดภัยและมีผลกระทบน้อยที่สุด โดยพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถขอความช่วยเหลือผ่านสายด่วนนิรภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หมายเลข 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง" ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top