วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569
ห้ามส่งออกน้ำมัน-ก๊าซมีผลปฏิบัติทันที
คำสั่งด่วนนายกฯ
สู้ขาดแคลนเชื้อเพลิง
เซ็นแต่งตั้งศูนย์ศบก.ลุยบริหารสถานการณ์
สมช.ประเมินลากยาว
“นายกฯ” รับเป็นห่วงทุกเรื่อง ทั้ง “น้ำมัน-ตลาดหลักทรัพย์ฯ-ราคาสินค้า” ปมผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง หวังกระทบ ปชช.น้อยที่สุด ปัดตอบคุยทูตสหรัฐฯ เรื่องอะไร ลงนามตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) รมว.คมนาคม นั่ง ผอ.ศบก. พร้อมเซ็นคำสั่ง กำหนดมาตรการป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง จากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง เริ่มใช้บังคับทันที ให้ผู้ค้าน้ำมันสำรอง 1.5% ตั้งแต่ 31 มี.ค. และ 3% ตั้งแต่ 30 เม.ย. สมช. ประเมินสถานการณ์สู้รบ ส่อยืดเยื้อเกิน 1 เดือน เตรียมชง ครม.พิจารณามาตรการประหยัดพลังงาน-ซื้อ LNG จากมาเลเซีย ส่วนสถานการณ์ที่แม่ฮ่องสอนวิกฤตหนัก! น้ำมันหมดเกลี้ยงทั้งเมือง แฉสะพานแบร์ลี่ย์รับน้ำหนักรถใหญ่ไม่ได้ ทำขนส่งน้ำมันสะดุด สวนทางคำยืนยันรัฐบาล
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569 ที่กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมมาตรการน้ำมันร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่า ตนได้มอบหมายให้ รมว.พลังงาน ชี้แจงแล้ว ซึ่งข้อมูลเป็นไปตามนั้น
เมื่อถามว่า นายกฯ เป็นห่วงด้านไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นห่วงทุกด้าน พยายามที่จะปิดทุกด้าน ทั้งเรื่องการสำรองน้ำมันในประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค พยายามดำเนินการทุกอย่าง เพื่อไม่ให้มีผลกระทบ แต่หากเกิดผลกระทบก็ต้องน้อยที่สุด ประชาชนจะได้ไม่ต้องมาแบกรับ
เมื่อถามถึงกรณีเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบเมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้พูดคุยอะไรกันบ้าง นายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พร้อมบอกว่า เอาแต่เรื่องน้ำมัน
นายกฯลงนามตั้งศบก.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 เพื่อจัดตั้ง “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก.อย่างเป็นทางการ การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การดำเนินการแก้ไขปัญหาและผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถรับมือกับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที
โครงสร้างการบริหารงานของศบก.ถูกออกแบบมาให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน โดยมีนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาศูนย์ เพื่อวางนโยบายระดับมหภาคและกำกับดูแลภาพรวมของการดำเนินงานให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ขณะที่ระดับปฏิบัติการได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ และให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการศูนย์บริหารงาน
ติดตามสถานการณ์สู้รบ
โดยมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย อำนวยการบริหารและติดตามสถานการณ์ การสู้รบในภาคตะวันออกกลาง รวมทั้งเสนอแนะแนวทางและมาตรการเพื่อแก้ปัญหา และบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสู้รบในภาคตะวันออกกลาง และสั่ง ให้ส่วนราชการของรัฐและรัฐวิสาหกิจบูรณาการบูรณาการและปฎิบัติงานภายในขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามกฏหมาย รวมถึงประชาสัมพันธ์เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเชิงรุก เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลและประชาชน และเรียกให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องเจ้าร่วมประชุม ชี้แจง ให้ข้อมูลข่าวสาร จัดส่งเอกสารหรือดำเนิมการอื่นใดตามที่เห็นสมควร.
บูรณาการความมั่นคงและศก.ไทย
คณะกรรมการชุดนี้ ถือเป็นการบูรณาการหน่วยงานระดับชาติครั้งใหญ่ โดยรวมรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงสำคัญ อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงแรงงาน เพื่อดูแลความปลอดภัยและทรัพยากร
นอกจากนี้ ยังมีการดึงตัวแทนจากภาคเศรษฐกิจและการเงินเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และผู้นำองค์กรเอกชนอย่างประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อประเมินผลกระทบเชิงพาณิชย์
ในส่วนของภาคธุรกิจและพลังงาน มีประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมสารนิเทศเป็นกรรมการและเลขานุการ
การรวมตัวของหน่วยงานระดับสูงเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการสร้างกลไกที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคงทางทหาร พลังงาน การค้า และสวัสดิภาพของแรงงานไทยในพื้นที่ขัดแย้ง
สั่งการเชิงรุกสร้างความเชื่อมั่น
บทบาทหน้าที่สำคัญของ ศบก. คือการอำนวยการและติดตามสถานการณ์การสู้รบอย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอแนะแนวทางและมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศไทยในทุกมิติอย่างเร่งด่วนตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ศบก. มีอำนาจสั่งการและบูรณาการการทำงานของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยสามารถเรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อมูล จัดส่งเอกสาร หรือแต่งตั้งคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพิ่มเติมได้
ภารกิจที่สำคัญอีกประการคือการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชน ช่วยลดความตื่นตระหนกและเสริมสร้างความเชื่อมั่นระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในช่วงที่สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงมีความผันผวน
ทั้งนี้ คำสั่งจัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป เพื่อเริ่มดำเนินการตามภารกิจปกป้องเสถียรภาพของประเทศในทันที
ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมัน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงนามโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่ง ณ วันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569 มีเนื้อหาดังนี้ โดยที่สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ได้ทวีความตึงเครียดและนำไปสู่การตอบโต้อย่างรุนแรงโดยการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญหลายแห่งในตะวันออกกลาง ตลอดจนการยกระดับการจำกัดเส้นทางเดินเรือขนส่งสินค้าในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุปทานด้านน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศไทย อีกทั้งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าสถานการณ์จะยุติเมื่อใด
เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 นายกรัฐมนตรีจึงออกคำสั่งไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ 2 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
(1) น้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ (ก) น้ำมันเบนซิน (ข) น้ำมันแก๊สโซฮอล์/น้ำมันเบนซินพื้นฐาน (ค) น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว (ง) น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินชนิด เจท เอ 1 (2) ก๊าซปิโตรเลียมเหลว
ข้อ 3 คำสั่งนี้ไม่ให้ใช้บังคับแก่การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) การส่งออกไปสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (2) น้ำมันเชื้อเพลิงที่นำเข้ามาเพื่อส่งออกที่เก็บในคลังสินค้าทัณฑ์บนหรือเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร
(3) น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีลักษณะและคุณภาพไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงานว่าด้วยการกำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งไม่สามารถจำหน่ายในราชอาณาจักรได้
กำหนดให้ผู้ค้าต้องสำรองน้ำมัน
ข้อ 4 ให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 สำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2 (1) ที่ผลิตในราชอาณาจักร ในอัตราร้อยละ 1.5 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569 และในอัตราร้อยละ 3 ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
การคำนวณปริมาณสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การขอความเห็นชอบสถานที่ที่ใช้เก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง และเงื่อนไขที่ผู้ได้รับความเห็นชอบต้องปฏิบัติ การมอบหมายให้บุคคลอื่นเก็บสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงแทน และการดำเนินการอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อ 5 ในกรณีที่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 แสดงหลักฐานเป็นหนังสืออันฟังได้ว่ามีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ไม่อาจสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงตามอัตราที่กำหนดในข้อ 4 ได้ หรือการสำรองนั้นจะทำให้ผู้ค้าน้ำมัน ต้องได้รับความเสียหายเกินสมควร ให้อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีอำนาจออกคำสั่งผ่อนผันเป็นการชั่วคราวมิให้ผู้ค้าน้ำมันต้องสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงหรือให้ลดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องสำรองได้ตามระยะเวลาที่เห็นสมควร ในการนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะกำหนดเงื่อนไขในการผ่อนผันไว้ด้วยก็ได้
อุตฯประเมินราคาน้ำมัน-ขนส่งพุ่ง
นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอล–สหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันทางเรือที่สำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และอาจแตะระดับ 150 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากสงครามยังยืดเยื้อต่อไป ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปัจจุบันอยู่ที่ 79 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 6 มี.ค. 2569) ซึ่งจะส่งผลให้อุตสาหกรรมที่มีการใช้เชื้อเพลิงในกระบวนการผลิตมีต้นทุนสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนการขนส่งทางเรือที่เพิ่มขึ้นจากค่าประกันสินค้าและค่าระวางเรือประมาณร้อยละ 50–140
กระทรวงอุตสาหกรรมได้วิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อประเมินกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังจากความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงาน พบว่าอุตสาหกรรมที่มีการใช้พลังงานสูง เช่น การผลิตปูนซีเมนต์และคอนกรีต การผลิตแก้ว/กระจกแผ่น การผลิตกระเบื้องและเซรามิก การผลิตก๊าซและปิโตรเลียม การผลิตสิ่งทอและเสื้อผ้า และการผลิตเยื่อกระดาษและกระดาษ มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นมากกว่ากลุ่มอื่น
เตรียมมาตรการด่วนช่วยปชช.
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมในระยะกลางและระยะยาว โดยมีมาตรการเร่งด่วนประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านกระบวนการผลิต เช่น ส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตให้ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน รวมถึงการสำรองวัตถุดิบและปรับแผนการผลิตตามความพร้อมของวัตถุดิบ (2) ด้านการลดต้นทุน เช่น สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดในโรงงานผ่านโซลาร์รูฟท็อป การผลิตพลังงานจากชีวมวล และการส่งเสริมการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากกากน้ำตาลและน้ำมันปาล์ม ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น (3) ด้านแหล่งเงินทุน เช่น สนับสนุนสินเชื่อภายใต้กองทุนพัฒนา SMEs ตามแนวประชารัฐ สินเชื่อ SME Green Productivity ภายใต้ SME D Bank และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และ (4) ด้านสิทธิประโยชน์ เช่น สนับสนุนสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินการตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนและลดการใช้พลังงาน
สำหรับมาตรการสนับสนุนในระยะกลางและระยะยาว กระทรวงอุตสาหกรรมอยู่ระหว่างจัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงาน โดยร่วมกับอุตสาหกรรมพัฒนามูลนิธิเพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีการระบุถึงปัญหาอุปสรรค เป้าหมาย/ทิศทางการปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย ลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบพลังงาน ส่งเสริมการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และ Made in Thailand เพื่อขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ใช้มาตรการรองรับอย่างเป็นระบบ
“กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้มองเฉพาะการติดตามสถานการณ์ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ได้เตรียมมาตรการรองรับอย่างเป็นระบบทั้งในระยะเร่งด่วนและระยะต่อเนื่อง โดยในระยะเร่งด่วนจะเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการใน 4 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดต้นทุนการผลิต การสนับสนุนแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันจะเดินหน้าปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาวัตถุดิบและพลังงานนำเข้า และเสริมความยืดหยุ่นของภาคการผลิตไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก” นายธนกร กล่าว
พณ.เผยโทษหนักฉวยขึ้นราคา
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ได้ติดตามผลกระทบด้านราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด และยังไม่พบปัจจัยที่ต้องปรับขึ้นราคา สินค้ายังเพียงพอ ระบบกระจายสินค้าปกติ พร้อมบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบการกักตุนหรือปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเปิดสายด่วน 1569 รับเรื่องร้องเรียนตลอด 24 ชั่วโมง
สมช.ประเมินรบยืดเยื้อเกิน1เดือน
แหล่งข่าวจากสภาความมั่นคงชาติ (สมช.) ประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ว่า น่าจะมีการขยายวงกว้างเพิ่มขึ้น และส่อจะยืดเยื้อมากขึ้นเกินกว่า 1 เดือน เนื่องจากมีประเทศที่โดนอิหร่านโจมตีถึง 15 ประเทศ และประเทศเหล่านี้เริ่มที่มีท่าทีตอบโต้กลับอิหร่าน
ขณะที่พลังงานไทยก็มีความพร้อม เตรียมรับมือทุกมาตรการ ทั้งแหล่งทดแทนที่เริ่มดำเนินการแล้ว และการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งจะมีกองทุนน้ำมันเข้ามาอุดหนุน ราคาเพื่อตรึงราคาโดยเฉพาะน้ำมันดีเซล
นอกจากนี้จะยังมีการออกมาตรการประหยัด ยอมรับว่าการ work from home ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในวันอังคาร ที่ 10 มี.ค. ด้วย นอกจากนี้ยังมีแนวคิดการเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีขอลงนามสัญญาซื้อก๊าซ LNG จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งที่ผ่านมามีการนำเข้าจากประเทศกาตาร์เป็นหลัก
ขณะเดียวกันที่ประชุมเมื่อวันที่ 5 มี.ค. มีการระบุว่าน้ำ มันจะสามารถอยู่ได้ถึง 95 วันนั้น เชื่อว่าน้ำมันทดแทนน่าจะมาได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งน่าจะพอที่จะดำรงได้ 40% จากที่อื่นมาทดแทนเพิ่มเติม
ส่วนการประเมินสถานการณ์ภายในประเทศ ไทย แหล่งข่าวระบุว่า มีเรื่องโซเชียลมีเดียที่จะสร้างความตระหนก และความกังวลในประเทศ แต่ยืนยันว่าทางการข่าวไม่มีการยอมให้สหรัฐฯใช้ฐานอย่างแน่นอน
คาดสู้รบไม่ขยายวงกว้าง
แหล่งข่าวในกองทัพบก ระบุถึงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทดแทนของเดิมในการปะทะชายแดนไทย - กัมพูชา ยืนยันว่า การดำเนินการทุกอย่างเป็นไปตามขั้นทุกอย่าง ไม่มีเงื่อนไขในการจัดซื้อเพิ่มเติม และไม่มีอะไรสะดุด ยอมรับว่ายุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่มาถึงแล้ว เพียงแต่การจัดซื้ออีกล็อตต้องรอรัฐบาลใหม่ทีเดียว
ส่วนสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อหรือขยายวงกว้างหรือไม่นั้น แหล่งข่าวประเมินว่า น่าจะไม่มีการขยายวงกว้าง เนื่องจากสหรัฐฯ ขณะนี้ยังไม่มีการประกาศระดมพล หรือใช้ทหารราบเข้า คาดว่าจะอยู่ในกรอบ 1-2 เดือน แต่หากนำกำลังพลเข้ายึดครองประเทศก็จะยาว 6 เดือนถึง 1 ปี
แม่ฮ่องสอนวิกฤต! น้ำมันหมดเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น. วันนี้ พบว่าสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ทุกแห่งในเขตอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน น้ำมันทุกชนิดได้หมดลงอย่างสิ้นเชิง สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงให้กับประชาชนที่เดินทางมาเติมน้ำมันตามคำยืนยันของภาครัฐก่อนหน้านี้ว่าน้ำมันมีเพียงพอ
พนักงานปั๊ม ปตท. ระบุว่า สาเหตุหลักที่น้ำมันไม่เพียงพอเนื่องจาก สะพานเบลีย์ (สะพานเหล็กฉุกเฉิน) บริเวณบ้านห้วยโป่ง ม.1 ที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ย. 68 มีข้อจำกัดรับน้ำหนักไม่เกิน 30 ตัน ทำให้รถบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ (18,000 ลิตร) ไม่สามารถวิ่งผ่านได้ ปริมาณน้ำมันที่ส่งเข้ามาจึงไม่สมดุลกับความต้องการ
อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตจากคนในพื้นที่ว่า ตั้งแต่ช่วงปลายปี 68 ยังคงเห็นรถบรรทุกหนักของเอกชนที่ขนเหล็กเส้นและปูนซีเมนต์ซึ่งมีน้ำหนักเกิน 30 ตัน วิ่งผ่านสะพานดังกล่าวได้อย่างสะดวก โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบน้ำหนักแต่อย่างใด ส่งผลให้เกิดคำถามถึงมาตรฐานการเลือกปฏิบัติในการจำกัดน้ำหนักรถ
ในส่วนของพื้นที่ อ.ปาย ปั๊ม ปตท. และปั๊มพีที ประสบปัญหาน้ำมันหมดในช่วงก่อนเที่ยงวันนี้เช่นกัน โดยนอกจากอุปสรรคเรื่องเส้นทางเทือกเขาสูงชันที่ต้องใช้รถบรรทุกขนาดเล็กแล้ว ล่าสุดรถบรรทุกน้ำมันจากเชียงใหม่เกิดเหตุขัดข้องรถเสียระหว่างทาง ทำให้ต้องจอดซ่อมกะทันหัน คาดว่าจะเข้าถึงพื้นที่ได้ในช่วงบ่ายวันนี้
แม้ภาครัฐจะพยายามประกาศเตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนกและยืนยันว่าน้ำมันไม่ขาดแคลน แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ณ หน้าปั๊มกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง ประชาชนส่วนใหญ่เริ่มแสดงความไม่พอใจและมองว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เข้าใจปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่
อุทัยฯวุ่น! ปั๊มห้ามเติมใส่แกลลอน
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่หมู่ 4 บ้านเขาดินเหนือ ต.ลานสัก อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี พบกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกระแสความกังวลเรื่องน้ำมันขาดแคลนและมาตรการจำกัดการจำหน่ายน้ำมันของสถานีบริการในพื้นที่ โดยเฉพาะมาตรการสั่งห้ามนำถังแกลลอนหรือภาชนะขนาดใหญ่มาบรรจุเติมน้ำมันเหมือนเช่นที่ผ่านมา
นางสาวก้อ และนายโรจน์ สองสามีภรรยาอาชีพทำไร่อ้อย ไร่มัน และไร่ข้าวโพด นำผู้สื่อข่าวไปดูสภาพเครื่องจักรการเกษตรจำนวนมากที่จอดนิ่ง ทั้งรถคีบอ้อย รถไถเล็ก-ใหญ่ รถอีแต๊ก รวมถึงรถพ่วงสิบล้อ ซึ่งทั้งหมดต้องใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงหลักในการทำงาน โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่โรงงานอ้อยจะปิดหีบรับผลผลิต จากเดิมที่เกษตรกรสามารถนำถังแกลลอนไปซื้อน้ำมันมาสำรองไว้ที่ไร่เพื่อเติมเครื่องจักรได้ตามปกติ แต่ปัจจุบันปั๊มน้ำมันหลายแห่งห้ามใช้ถังบรรจุและจำกัดปริมาณการเติม ทำให้เกษตรกรต้องขับรถไถหรือรถคีบที่วิ่งช้าและกินน้ำมันมาก เดินทางออกจากไร่ไปต่อคิวที่ปั๊มเองทีละคัน สร้างความลำบากและเสียเวลาในการทำงานอย่างมาก
“น้ำมันเป็นหัวใจหลักของชาวไร่ ทั้งใช้ทำงานเองและรับจ้าง พอกระแสความขัดแย้งระดับประเทศทำให้น้ำมันหายากและถูกจำกัดการซื้อแบบนี้ เกษตรกรอย่างเราแทบไปต่อไม่ได้” นายโรจน์ระบุ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้ามาบริหารจัดการปริมาณน้ำมันในพื้นที่เกษตรกรรมให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว ก่อนที่จะได้รับความเสียหายจากการส่งผลผลิตเข้าโรงงานไม่ทันตามกำหนด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี