‘ฮอร์มุซ’ กลางไฟสงคราม สัญญาณศึกอิหร่านยืดเยื้อ

‘ฮอร์มุซ’ กลางไฟสงคราม สัญญาณศึกอิหร่านยืดเยื้อ

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.


บนแผนที่โลก ช่องแคบฮอร์มุซอาจดูเหมือนเพียงร่องน้ำแคบๆ แต่ในความเป็นจริง นี่คือ “เส้นเลือดใหญ่” ที่หล่อเลี้ยงชีพจรเศรษฐกิจโลก

พลังงานและสินค้ามหาศาลต้องไหลผ่านคอคอดแห่งนี้เพื่อกระจายไปยังเอเชียและยุโรป หากเส้นทางนี้ถูกปิดตายหรือไร้เสถียรภาพ แรงสั่นสะเทือนจะส่งตรงถึงราคาน้ำมันและปากท้องของคนทั้งโลกทันที


ช่องแคบที่กว้างเพียงไม่กี่สิบกิโลเมตรแห่งนี้ จึงกลายเป็นจุดที่ผลประโยชน์ของมหาอำนาจ โลกพลังงาน และการเมืองตะวันออกกลางมาบรรจบกันอย่างหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

แม้ตัวช่องแคบจะกว้างราวสามสิบกิโลเมตร แต่เส้นทางเดินเรือจริงที่เรือบรรทุกน้ำมันใช้สัญจรมีความกว้างเพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น ทำให้ฮอร์มุซกลายเป็น “คอขวด” ของพลังงานโลกอย่างแท้จริง

เมื่อกลิ่นอายสงครามปกคลุมตะวันออกกลาง ฮอร์มุซจึงไม่ใช่แค่พื้นที่เดินเรือ แต่คือ “ตัวประกัน” ชิ้นสำคัญในเกมภูมิรัฐศาสตร์

เรือสินค้าติดธงชาติไทย “มยุรีนารี” กลายเป็นหนึ่งในเรือพาณิชย์ที่ถูกโจมตีในทะเลอาหรับ หลังผ่านช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญของโลก

วินาทีที่อาวุธพุ่งเข้าใส่ห้องเครื่องจนระบบควบคุมเป็นอัมพาต และลูกเรือ 23 ชีวิตต้องสละเรือเพื่อเอาตัวรอด คือเครื่องยืนยันว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ในสนามรบ

แรงสั่นสะเทือนของมันเริ่มไหลออกสู่เส้นทางการค้าและเส้นเลือดของเศรษฐกิจโลก

เหตุการณ์นี้ส่งสัญญาณเตือนภัยว่า เส้นทางเศรษฐกิจที่เคยปลอดภัย กำลังกลายเป็น “พื้นที่สีแดง” ที่ไม่มีใครการันตีสวัสดิภาพได้อีกต่อไป

ท่ามกลางวิกฤตที่คุกรุ่น “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังคงแสดงความเชื่อมั่นหลายครั้งว่าสถานการณ์กำลังเดินหน้าไปสู่ชัยชนะ และสงครามอาจจบลงในเวลาอันสั้น

ทัศนคติที่เชื่อว่าพลังอำนาจทางการทหารที่เหนือกว่าจะสยบฝ่ายตรงข้ามได้โดยเร็ว เป็นแนวคิดที่ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหน้าประวัติศาสตร์

หลายสงครามในอดีตเริ่มต้นด้วยความเชื่อแบบเดียวกันว่า การโจมตีที่รุนแรงเพียงระยะสั้นจะบังคับให้คู่ขัดแย้งยอมถอย

แต่ภาพความจริงที่เกิดขึ้นในเวลานี้กลับสวนทาง สงครามไม่ได้สยบลงด้วยการโจมตีทางอากาศ แต่มันกำลังแตกตัวและกระจายความเสี่ยงออกไปในหลายมิติ

แรงตึงเครียดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแนวรบของกองทัพ หากเริ่มปรากฏในเส้นทางการค้า เมืองท่า และพื้นที่เศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับโลกทั้งใบ

ความซับซ้อนของอิหร่านคือปัจจัยที่ทำให้คำว่า “ชัยชนะที่รวดเร็ว” ดูห่างไกลจากความเป็นจริง

อิหร่านไม่ใช่รัฐที่อ่อนแอ แต่เป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคที่มีโครงสร้างรัฐและกองทัพฝังรากลึก

ประเทศขนาดใหญ่แห่งนี้ยังสร้างเครือข่ายความมั่นคงและอิทธิพลทางการเมืองที่แผ่ขยายประหนึ่งใยแมงมุมทั่วตะวันออกกลาง

นี่คือสงครามที่ไม่ได้รบกันแค่บนดิน แต่มันคือการรบผ่านตัวแทน และการโจมตีในรูปแบบที่ไม่เผชิญหน้าตรงๆ ซึ่งไม่อาจยุติลงได้เพียงแค่การถล่มเป้าหมายทางทหารไม่กี่แห่ง

แรงกดดันในสมรภูมิหนึ่งมักไหลไปปรากฏในอีกพื้นที่หนึ่งเสมอ

ประสบการณ์จากสงครามในอดีตสอนเราว่า แม้เสียงปืนในสมรภูมิหลักจะเงียบลง แต่ความแค้นและการตอบโต้จะเปลี่ยนรูปไปเป็นอย่างอื่น

การโจมตีจุดยุทธศาสตร์ วินาศกรรม หรือการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือ คือรูปแบบการต่อสู้ที่อิหร่านและเครือข่ายถนัด ซึ่งสามารถกัดเซาะเสถียรภาพของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกไปอย่างยาวนาน

ภาพเรือพาณิชย์ที่เสียหายใกล้เส้นทางเดินเรือจากฮอร์มุซ ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์กลางทะเล แต่มันคือ “สัญญาณแรก” ของสงครามที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ

สงครามครั้งนี้กำลังพิสูจน์อีกครั้งว่าไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่แท้จริงบนซากปรักหักพัง

สิ่งที่เพิ่มขึ้นตามกาลเวลาไม่ใช่ชัยชนะ แต่คือความสูญเสียของผู้คน เมืองที่แหลกสลาย และความไม่แน่นอนที่ปกคลุมโลก

เมื่อการปะทะกันของกองทัพลดระดับลง ความรุนแรงมักเปลี่ยนรูปไปอยู่ในพื้นที่อื่นของภูมิภาค และในเส้นทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโลกเข้าด้วยกัน

ตราบใดที่ “คอหอย” ของเศรษฐกิจโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังวางอยู่บนเขียงของสงคราม  สันติภาพที่ยั่งยืนก็ยังคงเป็นเพียงภาพสะท้อนที่เลือนลางอยู่เหนือผืนน้ำทะเลอาหรับ.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top