เมื่อประตูสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กำลังจะเปิดออกอีกครั้ง ประเด็นที่กลายเป็น "ดรามาคลาสสิก" ที่ตามหลอกหลอนผู้แทนราษฎรมาทุกยุคสมัยไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการโดดประชุม แต่คือเรื่อง "อาหารบนโต๊ะ" ที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของประชาชนและเด็กนักเรียนในชนบท จนกลายเป็นแผลเป็นในใจของผู้เสียภาษี
ย้อนรอย "มหากาพย์ห่อกลับบ้าน" และ "แอบถ่ายกลางสภา"
หากใครยังจำได้ ย้อนไปเมื่อเดือนกันยายน 2566 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นโซเชียล เมื่อ สส. หญิงคนดัง จากพรรคส้ม ถูกเพื่อนสมาชิกแอบถ่ายภาพขณะกำลังห่ออาหารที่เหลือปริมาณมากกลับบ้าน พร้อมคำโปรยที่จิกกัดว่า "ลักลอบนำอาหารสภากลับบ้าน"
เหตุการณ์ครั้งนั้นเปิดแผลใหญ่ให้สังคมเห็นว่า "อาหารถูกสั่งเผื่อไว้มากจนเกินจำเป็น" แม้จะมีคำชี้แจงจากประธานสภาว่าการนำกลับบ้านไม่ใช่เรื่องผิด เพราะดีกว่าทิ้งเป็นขยะ (Food Waste) แต่ในมุมประชาชนกลับตั้งคำถามว่า “ทำไมบริหารจัดการให้พอดีไม่ได้?” และ “ทำไมผู้แทนเงินเดือนหลักแสนถึงยังต้องใช้สวัสดิการนี้ ทำไมไม่ซื้อกินเอง"
ตัวเลขที่บาดใจ: มื้อละหลายร้อย vs มื้อละยี่สิบ
ข้อมูลจากการพิจารณางบประมาณปี 2569 เผยให้เห็นตัวเลขที่น่าตกใจ เมื่อผู้แทนราษฎรได้รับค่าอาหารเฉลี่ยสูงถึง 1,250 บาทต่อวัน ซึ่งหากเทียบกับงบอาหารกลางวันเด็กนักเรียนทั่วประเทศที่เพิ่งปรับขึ้นมาเป็น 22-36 บาทต่อมื้อ (ตามขนาดโรงเรียน) จะพบความเหลื่อมล้ำที่เห็นภาพชัดที่สุด
ข้าวสภา 1 วัน ของผู้แทน 1 คน สามารถเลี้ยงเด็กนักเรียนให้อิ่มท้องได้เกือบ 40-50 คน
ในขณะที่เด็กบางคนต้องกิน "ข้าวกับผัก" หรือ "วิญญาณไก่" แต่ในสภาฯ กลับมีเมนูพรีเมียมที่สั่งมาทิ้งขว้างเมื่อการประชุมล่ม
เสียงแฉจากคนใน: "มาเฟียอาหาร" และ "การกินเผื่อทั้งตระกูล"
ไม่เพียงแต่ประชาชนข้างนอกที่มองเข้าไป อดีต สส. รุ่นใหญ่อย่าง "รังสิมา รอดรัศมี" เคยออกมาปูดข่าวกลางรายการดังว่า ค่าอาหารสภาฯ ตกวันละไม่ต่ำกว่า 5 แสนบาท และมีพฤติกรรม "ห่อกลับบ้าน" แบบเห็นแก่ได้ บางคนขนเอาทั้งวัน ราวกับจะนำไปเลี้ยงทั้งครอบครัว ซึ่งเธอมองว่านี่คือความผิดฐาน "ลักของหลวง" และเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบเป็นบัตรเติมเงินเพื่อให้เกิดความโปร่งใส
ความหวังใหม่ในสภาชุดที่ 26: เลิก "ของฟรี" เพื่อกู้ศรัทธา
ในวันที่ประเทศไทยเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานจากผลกระทบสงคราม รัฐบาลสั่งข้าราชการถอดสูท-ประหยัดไฟ และบางส่วนต้องทำงานที่บ้าน หรือ work from home สังคมจึงคาดหวังว่าสภาชุดใหม่จะ "แสดงสปิริต" เริ่มต้นจากการตัดลดสวัสดิการที่เกินความจำเป็น
ข้อเสนอเรื่องการเปลี่ยนบุฟเฟต์ฟรี เป็น "ระบบจ่ายเอง" (Pay-per-meal) หรือการใช้บัตรเติมเงิน ไม่ได้เป็นเพียงการประหยัดเงินหลักสิบล้านบาท แต่มันคือการทำลาย "กำแพงกั้น" ระหว่างผู้แทนกับราษฎร และให้พวกเขารู้ว่ากลิ่นเหงื่อและมูลค่าของข้าวแกงหนึ่งจานที่ประชาชนกินนั้น มีมูลค่าเท่าไหร่ในความเป็นจริง
ต้องคอยดูกันต่อไปว่า จะมีผู้แทนราษฎรคนไหน หรือพรรคการเมืองใด มองเห็นประเด็นง่ายๆ ที่เสียดแทงใจประชาชนมานาน แล้วลุกขึ้นมาแสดงความกล้าหาญ เสนอยกเลิกสิทธิที่เกินความจำเป็นดังกล่าว ให้ประชาชนได้ชื่นชมกันบ้าง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี