ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

ศาลอุทธรณ์ยืน จำคุก อติรุจ 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีตะโกนใส่ขบวนเสด็จฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 21.04 น.

วันนี้ 16 มีนาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก iLaw ศาลนัดอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ อติรุจ ซึ่งถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากกรณีตะโกนข้อความ ไปไหนก็เป็นภาระ ใส่ขบวนเสด็จ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "อุทธรณ์ยืนจำคุก 1 ปี 8 เดือนอติรุจ กรณีตะโกน “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จ 16 มีนาคม 2569 เวลา 13:00 น. ศาลอาญากรุงเทพใต้นัดอติรุจฟังคำพิพากษาคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 138 จากการตะโกนใส่ขบวนเสด็จที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2565 ในชั้นศาลอติรุจให้การรับสารภาพในข้อหามาตรา 112 แต่สู้ในส่วนข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ก่อนหน้านี้วันที่ 12 ธันวาคม 2566 ศาลพิพากษาว่า มีความผิดตามมาตรา 112 และ 138 วรรคสอง เป็นความผิดต่างกรรม ลงโทษทุกกรรมแบ่งเป็นมาตรา 112 จำคุก 3 ปี และมาตรา 138 จำคุก 2 เดือน รับสารภาพมาตรา 112 เป็นประโยชน์ในการพิจารณาลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน รวมลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน

เวลา 13:31 น. ศาลขึ้นนั่งบัลลังก์และอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยสรุปดังนี้ ข้อเท็จจริงที่ไม่โต้แย้งกัน คือ วันที่ 15 ตุลาคม 2565 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีเสด็จพระราชดำเนินไปที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ขณะเสด็จพระราชดำเนินกลับ จำเลยตะโกนใส่รถพระที่นั่งว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” หลังจากนั้นจำเลยถูกกลุ่มชายควบคุมตัว ต่อมาถูกกล่าวหาในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ส่วนนี้จำเลยไม่อุทธรณ์ จึงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นที่ว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานหรือไม่นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่าในวันเกิดเหตุมีคนที่ยืนประกบล้อมจำเลยใส่ชุดนอกเครื่องแบบ ไม่ปรากฏสัญลักษณ์ ไม่มีปืนพกประจำตัว เมื่อสอบถามว่าเป็นใครก็ไม่มีใครตอบ จึงไม่อาจทราบได้ว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนักงาน มีการเข้าจับกุมที่รุนแรงจำเลยจึงจำต้องดิ้นรนขัดขืน ถามว่าจับทำไม และดิ้นให้พ้นจากการควบคุมเมื่อไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยมีพ.ต.ต. อรรถพร คนไหวพริบ ได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามการกระทำนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในทางนำสืบ ฝ่ายโจทก์ มีเจ้าพนักงานและเจ้าพนักงานตำรวจที่กระทำหน้าที่ถวายความปลอดภัยให้การโดยสรุปว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่มาปฏิบัติหน้าที่แต่งกายแตกต่างกันแต่มีบัตรผู้ปฏิบัติหน้าที่ติดที่หน้าอก พ.ต.ท.ชยาคมน์ โพธิ์ปรึก ให้การว่ามีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกเสื้อ ผู้พบเห็นนั้นสามารถทราบได้ทันทีว่าเป็นตำรวจ ในวันเกิดเหตุจำเลยไม่ยอมนั่งลง แจ้งว่าจะยืน จึงมีการสั่งการให้เฝ้าจำเลยไว้ หลังจากนั้นเขาได้ใช้มือปิดปากจำเลย


อติรุจ

ขณะที่พ.ต.ต.อรรถพรเบิกความว่า วันดังกล่าวนั้นมีบัตรเจ้าหน้าที่ติดอยู่ที่เสื้อ และยืนอยู่ด้านหลังของจำเลย มีพ.ต.ท.ชยาคมน์ อยู่ใกล้ ๆ จึงช่วยจับขาซ้าย แต่ถูกเท้าถีบที่แขนด้านซ้ายหลายครั้ง ทำให้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่ตำรวจอีกนายหนึ่งให้การเช่นกันว่ามีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ติดอยู่ เมื่อจำเลยตะโกนขึ้น เห็นว่า พ.ต.ท.ชยาคมน์นั้นใช้มือปิดปากและพยายามควบคุมตัวจำเลยไว้โดยเขานั้นยกตัวจำเลย แต่ถูกถีบจนบัตรประจำตัวหลุดตกลง นอกจากนี้พยานโจทก์ปากอื่นๆก็เบิกความในทำนองเดียวกันว่า ในวันเกิดเหตุนั้นมีการแต่งกายที่มีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอก

เห็นว่าแม้พยานโจทก์แต่ละปากจะแต่งกายแตกต่างกัน แต่ทุกคนนั้นติดบัตรประจำตัวที่หน้าอกด้านซ้าย เมื่อจำเลยไม่ยอมนั่งและมีปฏิสัมพันธ์ในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ จำเลยย่อมทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ ประกอบกับวิดีโอที่ฝ่ายโจทก์ยื่นระหว่างการพิจารณาคดี ก็เห็นได้ว่า บริเวณที่จำเลยยืนอยู่นั้นมีชายที่ใส่เสื้อดำและมีบัตรประจำตัวติดที่หน้าอกคอยช่วยเหลือประชาชนและเชิญชวนประชาชนให้ร่วมรับเสด็จ ข้ออ้างที่ว่า กลุ่มชายที่ควบคุมตัวไม่มีบัตรประจำตัวและไม่ได้สังเกตจึงไม่ทราบว่าบุคคลเหล่านี้เป็นเจ้าพนักงานนั้นเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์

ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ว่า การกระทำของจำเลยนั้นไม่ถึงขั้นการต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน ในวันนั้นไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาจึงดิ้นให้หลุดจากการควบคุมจนทำให้ พ.ต.ต. อรรถพร ได้รับบาดเจ็บนั้น การกระทำของจำเลยนั้นเป็นการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นการจับกุมตามความผิดซึ่งหน้าตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 80 เมื่อเห็นเหตุย่อมมีอำนาจในการที่จะจัดการให้เหมาะสมในการจับกุมจำเลย พ.ต.ต.อรรถพรบาดเจ็บที่แขนซ้าย จึงเห็นได้ว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษานั้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย

ประเด็นที่อุทธรณ์ประเด็นที่สองคือ การขอให้ลดโทษและรอการลงโทษ สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นั้น จำเลยอุทธรณ์ว่ากระทำไปด้วยความเครียด กดดันด้วยอารมณ์ชั่ววูบและการกระทำของจำเลยนั้นไม่ได้มีความหยาบคาย หรือเป็นความอาฆาตมาดร้าย ขณะเกิดเหตุนั้นจำเลยเพิ่งจบการศึกษา และหลังจบการศึกษานั้นก็ได้เข้าทำงานประกอบสัมมาอาชีพ การจำคุกในระยะสั้นนั้นไม่เกิดผลในการแก้ไข ทั้งยังทำให้จำเลยเสื่อมเสียยากที่จะประกอบอาชีพที่สุจริต ทั้งการกระทำดังกล่าวยังเป็นการกระทำความผิดครั้งแรกของจำเลย

เห็นว่าตามวิดีโอหลักฐานในคดี การที่จำเลยมีท่าทีแตกต่างกับคนทั่วไป ไม่ได้นั่ง ไม่ได้ทำความเคารพนั้นเป็นการแสดงการกระทำที่ไม่บังควร และมีความร้ายแรงขัดแย้งต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ซึ่งศาลชั้นต้นได้ระวางโทษขั้นต่ำและลดโทษให้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงวัยวุฒิและคุณวุฒิของจำเลยนั้นย่อมรู้ผิดชอบชั่วดี ข้ออ้างเรื่องการจำคุกในระยะสั้นจะไม่สามารถแก้ไขได้นั้นไม่เพียงพอให้รอการลงโทษ ส่วนความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานที่ศาลชั้นต้นวางโทษมา 2 เดือน นับว่าเหมาะสมแล้วกับพฤติการณ์ ไม่มีเหตุให้ลดโทษและรอการลงโทษ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 1 ปี 8 เดือน [????] https://www.ilaw.or.th/articles/10467"

หลังจากโพสต์ของ iLaw เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เช่น

"แบบนี้จะช่วยให้สถาบันดูดีขึ้นใช่ไหมฮะ"

"แล้วพวกที่เอาที่หลวงเป็นของตนเองไม่เห็นมีใครออกมาพูดบ้างเลย เรื่องนี้มันร้ายแรงถึงขั้นปล่นชาติปล่นแผ่นดิน ไม่เห็นมีใครเอามาใส่ใจบ้างเลย"

"ดีใจด้วยครับที่คุณได้เดินตามรุ่นพี่แล้ว หวังว่ากลุ่มก้วนของiLaw คงจะเดินเคียงข้างไปกับน้องเขานะ"

"อันนี้ก็ไม่ควรนะ ถึงจะไม่ชอบก็เถอะ สถาบันไม่ใช่ที่ๆอยากจะพูดจะทำก็ได้ อย่างน้อยนั้นคือราชวงศ์"

"โดนน้อยไปหน่อยสมควรติดยาวไป"

"น้อยคะน่าจะ5ปี"

"สมควร"

"สมควรแก่เหตุ"

"ไม่เกี่ยวกับสถาบัน มันเป็นกฏหมายธรรมดาๆแค่นั้นเอง"

อติรุจ

อติรุจ

อติรุจ

อติรุจ

อติรุจ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก iLaw

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top