533.jpg
จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

24 เมษายน ศาลฎีกานัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องคดีอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยผู้ถูกร้องจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันเป็น สส. และแกนนำของพรรคประชาชน จึงทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างมากในทางการเมือง

หากศาลไม่รับคำร้อง เรื่องย่อมยุติในชั้นต้น แต่หากรับคำร้อง คดีย่อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป และอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของบุคคลสำคัญหลายคนในอนาคต


อย่างไรก็ตาม หากมองว่าคดีนี้คือปัญหาใหญ่ที่สุดของพรรคประชาชน อาจเป็นการมองเพียงฉากหน้า เพราะต่อให้ไม่มีคดีนี้ พรรคก็เผชิญอาการถดถอยมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งจากผลเลือกตั้งบางสนามที่ไม่เป็นตามหวัง เสียงวิจารณ์จากคนเคยร่วมงาน และคำถามต่อทิศทางพรรคที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

พรรคประชาชนในวันนี้ คือพัฒนาการล่าสุดของสายการเมืองสีส้ม จากพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล และเปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน กลุ่มการเมืองนี้เคยเติบโตจากพลัง “ความใหม่” ความกล้าชนระบบเดิม และแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

แต่การเมืองไม่เคยให้รางวัลตลอดไป ความนิยมไม่มีวันคงอยู่ถาวร และความสดใหม่ย่อมหมดค่า หากไม่ถูกแทนที่ด้วย “ผลงานจริง” นี่คือโจทย์ที่พรรคส้มกำลังเผชิญอย่างชัดเจน

จุดแข็งสำคัญของพรรคส้มตลอดหลายปี คือความสามารถในการสร้างอิทธิพลผ่าน “โลกออนไลน์” พรรคอนาคตใหม่ใช้โซเชียลมีเดียปลุกฐานคนรุ่นใหม่ พรรคก้าวไกลใช้การสื่อสารดิจิทัลขยายแนวร่วม และพรรคประชาชนยังคงใช้รูปแบบเดิมเป็นแกนหลัก

ปัญหาคือ ความสำเร็จเดิมอาจกลายเป็นกับดักใหม่ เมื่อพรรคเริ่มเชื่อว่าเสียงเชียร์บนหน้าจอ คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการเลือกตั้งหลายครั้งสะท้อนว่า คนจำนวนมากตัดสินใจจากเรื่องใกล้ตัว รายได้ หนี้สิน ราคาพืชผล งานในพื้นที่ และผู้สมัครที่เข้าถึงได้จริง

ในขณะที่คนในพรรคจำนวนไม่น้อย ยังติดอยู่กับ “ภาษาการเมืองเชิงอุดมการณ์” ซึ่งอาจได้เสียงชื่นชมในเมืองใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าจะชนะใจคนทั้งประเทศ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอุดมการณ์ แต่อยู่ที่การเข้าใจผิดว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว จะชนะความจริงทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันได้

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคยังมีแนวโน้มมองสังคมไทยผ่านสายตาของชนชั้นกลางเมืองมากเกินไป จนมองไม่เห็นว่าประเทศนี้มีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน และไม่ได้จัดลำดับปัญหาแบบเดียวกัน เมื่ออ่านประเทศผิด การเดินเกมย่อมผิดตามไปด้วย

หากปัญหามีเพียงการอ่านสังคมผิด พรรคยังอาจปรับตัวได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่หนักกว่านั้น คือปัญหาจากภายในพรรคเอง

เสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัครและอดีตผู้ร่วมงานหลายคน ชี้ไปในทิศทางคล้ายกันว่า พรรคขยายตัวเร็ว แต่ระบบภายในไม่โตตาม พรรคมีคนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดวางบทบาทคนเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีของ “พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่ออกมาตั้งคำถามว่า หลังเลือกตั้งแล้วผู้สมัครจำนวนมากถูกปล่อยลอยตัว ไม่มีบทบาทต่อ ไม่มีการประสานต่อ และไม่รู้ว่าพรรคต้องการอะไรจากพวกเขา สะท้อนปัญหานี้ได้ชัด

สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่คือพรรคที่ชอบพูดเรื่อง “พลังประชาชน” กลับไม่สามารถสร้างระบบรองรับคนของตัวเองได้ พรรคที่ใช้คำว่า “ประชาชน” เป็นชื่อพรรค แต่ทำให้คนทำงานรู้สึกไร้ความหมาย ย่อมหนีไม่พ้นคำถามเรื่องความจริงใจ

ขณะเดียวกัน การทยอยลาออกของสมาชิกบางส่วน รวมถึงคนที่เคยร่วมทางมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า ก็ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว พรรคที่ประกาศจะ “เปลี่ยนประเทศ” แต่จัดการองค์กรตัวเองไม่ได้ ย่อมถูกตั้งคำถามเป็นธรรมดา

เมื่อพรรคเผชิญปัญหาภายนอกและภายในพร้อมกัน สิ่งที่จะชี้ชะตาคือ “วิธีคิด” ของผู้นำพรรค

สิ่งที่เห็นชัดในระยะหลัง คือพรรคยังเชื่อว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวจะพาชนะการเมืองได้ เชื่อว่าการสื่อสารเก่งจะทดแทนการทำงานพื้นที่ได้ และมักอธิบายความพ่ายแพ้ว่า คู่แข่งใช้เงิน บ้านใหญ่คุมเกม หรืออาศัยอำนาจ มากกว่ายอมรับว่าคู่แข่งทำการบ้านดีกว่า

ความคิดเช่นนี้อันตราย เพราะทำให้พรรคไม่เรียนรู้ ทุกครั้งที่แพ้ก็โทษปัจจัยภายนอก ทุกครั้งที่ฐานเสียงไม่ขยายก็หวังว่ากระแสจะกลับมาเอง ทุกครั้งที่คนในวิจารณ์ก็มองเป็นเรื่องเล็ก ตรรกะเช่นนี้ทำให้พรรคไม่จำเป็นต้องยอมรับความจริง

พรรคการเมืองจำนวนมากไม่ได้เริ่มเสื่อมในวันที่แพ้เลือกตั้ง แต่อ่อนแรงตั้งแต่วันที่หยุดทบทวนตัวเอง และเมื่อพรรคเริ่มเชื่อเสียงเชียร์มากกว่าเสียงเตือน จุดถดถอยก็มักเริ่มต้นตรงนั้น

คดี 44 อดีต สส. อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ต้นเหตุของภาวะขาลงที่เกิดขึ้น ต่อให้ศาลไม่รับคำร้อง พรรคประชาชนก็ยังต้องเผชิญโจทย์เดิม คือฐานนิยมไม่ได้ขยายอย่างที่หวัง ภาพความใหม่เริ่มเก่า เสียงวิจารณ์ภายในเริ่มดัง และคนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าพรรคยังตอบโจทย์อนาคตได้จริงหรือไม่

พรรคส้มเคยถูกมองว่าเป็น “อนาคต” ของการเมืองไทย แต่วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น จะเหลืออนาคตมากแค่ไหน เพราะพรรคการเมืองไม่ตายจากคดีเพียงอย่างเดียว หากตายจากการหมดความหมายต่อประชาชน

จุดอันตรายของพรรคส้ม จึงไม่ใช่คดีความ แต่อยู่ที่การหลงเชื่อ “ภาพตัวเอง” จนไม่เห็นว่าวันเติบโตได้ผ่านไปแล้ว และวันที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงวันรอความเสื่อมถอยเท่านั้น.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top