สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 17 มีนาคม 2569

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.26 น.

วันที่ 17 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย        


1. เรื่อง ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ในท้องที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยายในท้องที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ร่างพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ในท้องที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... ที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ มีสาระสำคัญเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งเดิมมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์และปัจจุบันพลเมืองเลิกใช้ประโยชน์ร่วมกันแล้ว ในเขตอุตสาหกรรมทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ส่วนขยาย ในท้องที่ตำบลตาสิทธิ์ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ 36.9 ตารางวา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อนำมาแบ่งแปลงจัดสรรสำหรับการประกอบอุตสาหกรรมในเขตอุตสาหกรรมดังกล่าว ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในขณะนั้น อำเภอปลวกแดง และองค์การบริหารส่วนตำบลตาสิทธิ์ได้ให้ความยินยอมในการเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินดังกล่าว โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ชำระราคาที่ดินที่เปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้แก่กระทรวงการคลังแล้วและกรมการปกครองได้ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของท้องที่การปกครองและแนวเขตการปกครองตามแผนที่ท้ายร่างพระราชกฤษฎีกานี้ด้วยแล้ว ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับกรณีการตราร่างกฎหมายหรือร่างอนุบัญญัติที่ต้องจัดให้มีแผนที่ท้าย)

                2. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว มีข้อสังเกตว่าเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของการพัฒนาพื้นที่ในเขตนิคมอุตสาหกรรม สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติให้เป็นหลักการว่าในกรณีที่มีประกาศจัดตั้งหรือเปลี่ยนแปลงเขตนิคมอุตสาหกรรมให้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยดำเนินการเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมาตรา 36/1 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี และมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันกำหนดกระบวนการขั้นตอนและระยะเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินงานในเรื่องทำนองนี้ แล้วเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือปฏิบัติต่อไปโดยเคร่งครัด และเห็นว่าการเสนอเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

                3. โดยที่เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมาตรา 36/1 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้ในกรณีที่มีการประกาศคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเพื่อเปลี่ยนแปลงเขตอุตสาหกรรมทั่วไปและมีสาธารณสมบัติของแผ่นดินอยู่ในเขตดังกล่าว ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเปลี่ยนแปลงสภาพสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมได้โดยระบุแปลงและจำนวนเนื้อที่โดยประมาณที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยประสงค์จะได้กรรมสิทธิ์ไว้ในพระราชกฤษฎีกา ดังนั้น จึงเข้าข่ายเป็นเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 4 (4) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ซึ่งบัญญัติให้ร่างพระราชกฤษฎีกาเป็นเรื่องที่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรี

 

2. เรื่อง  ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. ....

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอและให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวไปยังกระทรวงมหาดไทยเพื่อนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

              สาระสำคัญของเรื่อง

              1. ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ตรวจพิจารณาแล้วมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ สถ. มท. เพื่อให้สอดรับกับบทบาทภารกิจของหน่วยงานที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันและรองรับการดำเนินงานในอนาคต ซึ่งมีภารกิจเพิ่มเติมที่สำคัญ เช่น การสนับสนุนภารกิจการจัดการเลือกตั้งทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การรองรับภารกิจการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่สมัครใจหรือมีความพร้อมจากสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสรุปได้ ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการในปัจจุบัน

การแบ่งส่วนราชการที่ปรับปรุงใหม่

หมายเหตุ

ก. ราชการบริหารส่วนกลาง

ก. ราชการบริหารส่วนกลาง

 

- ปรับเพิ่มภารกิจที่เป็นภารกิจ
ที่สำคัญและเป็นภาพรวมของกรม แต่ยังไม่มีหน่วยงานอื่นรับผิดชอบโดยตรง โดยให้กองตรวจราชการ ซึ่งเป็นกองภายใน ตั้งเป็นกลุ่มงานใหม่ในสำนักงานเลขานุการกรมจำนวน
1 กลุ่มงาน ชื่อว่า “กลุ่มงานประสานการตรวจราชการ”

(1) สำนักงานเลขานุการกรม

(1) สำนักงานเลขานุการกรม

   (2) กองการเจ้าหน้าที่

(2) กองการเจ้าหน้าที่

คงเดิม

   (3) กองคลัง

          (3) กองคลัง

   (4) กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น

          (4) กองกฎหมาย

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงานและปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจโดยให้กองการเลือกตั้งท้องถิ่น (กองภายใน) เป็นกลุ่มงานใหม่ จำนวน 1 กลุ่มงานในกองกฎหมาย)

   (5) กองตรวจสอบระบบการเงินบัญชีท้องถิ่น

-

- ยุบรวมเข้ากับกองบริหารการคลังท้องถิ่น

   (6) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศท้องถิ่น

   (5) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศท้องถิ่น

- ปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจโดยเพิ่มให้คำปรึกษา ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ด้านเทคโนโลยี ดิจิทัลของกรม และปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่อธิบดีมอบหมาย

(7) สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

   (6) สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น

คงเดิม

(8) สำนักบริหารการคลังท้องถิ่น

   (7) กองบริหารการคลังท้องถิ่น

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน

- ปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจในปัจจุบัน เช่น ปรับลดภารกิจการจัดสรรเงินอุดหนุน
เพิ่มภารกิจในด้านการพัฒนาระบบงบประมาณ ระบบบัญชีและ
การตรวจสอบ

(9) สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น

   (8) กองบุคคลท้องถิ่น

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน

- ปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติภารกิจในปัจจุบัน เช่น เพิ่มภารกิจงานคดีบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพิ่มการให้คำปรึกษา วินิจฉัยและตีความ ข้อกฎหมาย

(10) กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น

   (9) กองบริหารงานท้องถิ่น

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน

- ปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ครอบคลุมภารกิจด้านการศึกษาวิจัย การส่งเสริมการติดตามและประเมินผล รวมทั้งการพัฒนางานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(11) กองยุทธศาสตร์และแผนงาน

   (10) กองยุทธศาสตร์และแผนงาน

- ปรับภารกิจหน้าที่และอำนาจโดยเปลี่ยนจากการจัดทำ เร่งรัด ติดตาม ประเมินผลแผนปฏิบัติราชการสี่ปี เป็น แผนปฏิบัติราชการห้าปี

(12) กองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น

    (11) กองการศึกษาท้องถิ่น

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน และปรับภารกิจ โดยเพิ่มภารกิจด้านการกำกับดูแล การส่งเสริม การติดตามและประเมินผล รวมทั้งการพัฒนางาน ด้านการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

     (12) กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น

- เสนอจัดตั้งใหม่ เพื่อรองรับภารกิจด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไปสู่การปฏิบัติร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในระดับพื้นที่

กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

กลุ่มตรวจสอบภายใน

      คงเดิม

กลุ่มตรวจสอบภายใน

กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค

ข. ราชการบริหารส่วนภูมิภาค

 

สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด

     สำนักงานท้องถิ่นจังหวัด

- เปลี่ยนชื่อหน่วยงาน โดยคงภารกิจเดิม

 

ทั้งนี้ ในการปรับปรุงโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการและหน้าที่และอำนาจของ สถ. ดังกล่าว ไม่มีการเพิ่มจำนวนกองและอัตรากำลังในภาพรวม โดย มท. ได้ดำเนินการตามขั้นตอนและแนวทางปฏิบัติในการเสนอร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการภายในกรมตามมติคณะรัฐมนตรี (19 ธันวาคม 2549 และ 25 สิงหาคม 2554) แล้ว ประกอบกับกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และ สงป. พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย โดย สคก. พิจารณาแล้วเห็นว่าหาก มท. (สถ.) ยืนยันว่า การดำเนินการตามร่างกฎกระทรวงนี้ ไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณหรือมีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอรองรับการดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว กรณีจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้มิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการ อันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งนี้ มท. ได้ยืนยันว่าการปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการของ สถ. นี้ ไม่มีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณหรือมีงบประมาณรายจ่ายเพียงพอรองรับการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวแล้ว และเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติโดยเป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ มิได้มีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

3. เรื่อง ขอปรับปรุงแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ พ.ศ. 2555 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2559 โดยปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ ได้แก่ ปรับปรุงชื่อองค์ประกอบคณะกรรมการให้เป็นปัจจุบัน จำนวน 3 หน่วยงาน และเพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการจากภาคราชการและภาคเอกชน จำนวน 6 หน่วยงาน เป็นกรรมการ (กรรมการโดยตำแหน่งเดิม 18 คน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง 24 คน) เพื่อให้มีความเหมาะสมเป็นปัจจุบัน และสอดคล้องกับเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศ ที่จะเป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศด้วยทรัพย์สินทางปัญญาในมิติต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมและเกิดผลเป็นรูปธรรม โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

 

1. ปรับปรุงชื่อองค์ประกอบคณะกรรมการให้เป็นปัจจุบัน จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่ 1) ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 2) ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
และ 3) ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ

2. เพิ่มองค์ประกอบคณะกรรมการจากภาคราชการและภาคเอกชน จำนวน 6 หน่วยงาน เป็นกรรมการ ได้แก่   1) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อสนับสนุนการบูรณากลไกการขับเคลื่อนนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2) ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ 3) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมและคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ 4) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นหน่วยงานร่วมกำหนดนโยบายและขับเคลื่อนการดำเนินงานระหว่างภาครัฐและเอกชนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินอุตสาหกรรม 5) ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเต็มประสิทธิภาพ และ 6) ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย

คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ

พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ

(ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

  “ข้อ 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า

“คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า “คทป.” ประกอบด้วย

 (1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

 (2) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายจำนวนสองคน เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่งและคนที่สองตามลำดับ

 

(3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม

 

-ไม่มี-

 

(4) ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ

(5) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการ

-ไม่มี-

 

(12) ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกรรมการ

 

(6) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการ

 

(8) ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นกรรมการ

(7) ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการ

(9) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ

-ไม่มี-

 

(10) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ

(11) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรรมการ

(13) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการ

(14) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการ

(15) ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ

(19) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(20) เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
เป็นกรรมการ

(16) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(18) อัยการสูงสุด เป็นกรรมการ

(17) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ

 

(21) เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบาย

วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ เป็นกรรมการ

 

-ไม่มี-

 

-ไม่มี-

 

-ไม่มี-

 

(22) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคนเป็นกรรมการ

(23) อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นกรรมการและเลขานุการ

(24) รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งอธิบดี

กรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายจำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

ข้อ 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า

“คณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ” เรียกโดยย่อว่า “คทป.” ประกอบด้วย

 (1) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ

 (2) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

เป็นรองประธานกรรมการคนที่หนึ่ง

(2) (3) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการคนที่สอง

(3) (4) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นรองประธานกรรมการคนที่สาม

 

 

 

(5) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(5) (6) ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นกรรมการ

(6) (7) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นกรรมการ (8) ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(12) (9) ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม เป็นกรรมการ (ปรับเปลี่ยนชื่อกระทรวง)

(6) (10) ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นกรรมการ

(8) (11) ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นกรรมการ (ปรับเปลี่ยนชื่อกระทรวง)

(7) (12) ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการ

(9) (13) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นกรรมการ

(14) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(10) (15) ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ

(11) (16) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกรรมการ

(13) (17) ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการ

(14) (18) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรรมการ

(15) (19) ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นกรรมการ

(19) (20) บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(20) (21) เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(16) (22) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการ

(18) (23) อัยการสูงสุด เป็นกรรมการ

(17) (24) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ

(21) (25) ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติเป็นกรรมการ (ปรับเปลี่ยนชื่อกระทรวง)

 

(26) ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(27) ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(28) ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

เป็นกรรมการ (เพิ่มเติม)

(22) (29) ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งไม่เกินสามคน เป็นกรรมการ

(23) (30) อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นกรรมการและเลขานุการ

(24) (31) รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามอบหมายจำนวนหนึ่งคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

 

                2. ประโยชน์และผลกระทบ

                การปรับองค์ประกอบคณะกรรมการนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (คทป.) ให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายการขับเคลื่อนประเทศ จะเป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชนอย่างเข้มแข็ง และนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศ ด้วยทรัพย์สินทางปัญญาในมิติต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุมและเกิดผลเป็นรูปธรรม

                3. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พิจารณาแล้ว เห็นชอบ/ไม่ขัดข้อง ทั้งนี้ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐในการเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี) ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่าร่างระเบียบดังกล่าวนี้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในการวางระเบียบปฏิบัติราชการ การเสนอเรื่องดังกล่าวจึงเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการ อันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการหรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป ตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

4. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ รวมทั้งให้กระทรวงมหาดไทยรับความเห็นของกระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. กระทรวงมหาดไทย (มท.) เสนอว่า กรมโยธาธิการและผังเมืองได้ดำเนินการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ ตามพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ซึ่งการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสมดุลทรัพยากรทางธรรมชาติ วัฒนธรรมและมนุษย์ที่มีความหลากหลาย นำไปสู่การเป็นเมืองศูนย์กลางภาคเหนือที่มีการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและการดำรงรักษาพื้นที่ให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินภายในเขตผังเมืองรวมให้เป็นไปตามแผนผังกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภทแผนผังแสดงที่โล่ง แผนผังแสดงโครงการการคมนาคมและการขนส่ง แผนผังแสดงโครงการกิจการสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และบริการสาธารณะ แผนผังแสดงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แผนผังแสดงผังน้ำ และรายการประกอบแผนผังท้ายประกาศ ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการผังเมือง ครั้งที่  5/2565 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 ได้มีมติเห็นชอบร่างผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ และนำไปปิดประกาศเพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียแสดงข้อคิดเห็น ปรากฏว่ามีผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำร้องจำนวน 51 ฉบับ 99 ราย 32 เรื่อง และในการประชุมคณะกรรมการผังเมือง ครั้งที่ 4/2567 เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2567 ได้มีมติให้ตามคำร้องบางส่วน

                2. มท. โดยกรมโยธาธิการและผังเมืองจึงได้จัดทำร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. .... ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 ที่บัญญัติว่า “เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 29 แล้ว ไม่มีผู้มีส่วนได้เสียผู้ใดยื่นคำร้องตามมาตรา 30 หรือมีแต่คณะกรรมการผังเมือง สั่งยกคำร้องดังกล่าวหรือเมื่อกรมโยธาธิการและผังเมืองไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองหรือเจ้าพนักงานท้องถิ่น แล้วแต่กรณี ดำเนินการเพื่อออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่น แล้วแต่กรณี โดยไม่ชักช้า ในการนี้ ให้กรมโยธาธิการและผังเมืองนำประกาศกระทรวงมหาดไทยเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อน” ทั้งนี้ ในกระบวนการวางและจัดทำผังเมืองรวมก่อนที่จะได้จัดทำเป็นร่างประกาศกระทรวงมหาดไทยนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการผังเมืองซึ่งประกอบด้วย ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงหน่วยงาน    ที่เกี่ยวข้องในด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วยแล้ว

                3. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. ….เป็นการปรับปรุงแก้ไขประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การให้ใช้บังคับเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2564 โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

                        3.1 พื้นที่ที่อยู่ในแนวเขตให้ใช้บังคับผังเมืองรวม มีพื้นที่ประมาณ 1,428.90 ตารางกิโลเมตร (เดิมมีพื้นที่ประมาณ 429.53 ตารางกิโลเมตร)

                        3.2 แผนผังการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภท ได้กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภทไว้ 15 ประเภท เพิ่มขึ้นจากเดิม จำนวน 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก (ย.) ที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม (อก.) ที่ดินประเภทอนุรักษ์ป่าไม้ (อป.) และที่ดินประเภทปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ปก.) (เดิมกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามที่ได้จำแนกประเภทไว้มี 11 ประเภท)

                        3.3 แผนผังแสดงโครงการการคมนาคมและการขนส่ง เพิ่มแนวถนนโครงการเพื่อรองรับพื้นที่พัฒนาใหม่ จำนวน 18 สายทาง และมีการยกเลิกถนนโครงการตามผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ พ.ศ. 2555
7 สายทาง

                        3.4 การปรับปรุงข้อกำหนดและบัญชีท้ายข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน

                                (1) ข้อกำหนด มีการแบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินออกเป็นย่านย่อยเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทและเจตนารมณ์ของการบังคับใช้ในแต่ละบริเวณ เช่น ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย (สีเหลือง) ประกอบด้วย 3 ย่านย่อย ได้แก่ ที่ดินประเภท ย. 1 (ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยในพื้นที่ชานเมืองที่ต่อเนื่องกับเขตทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้) ที่ดินประเภท ย. 2 (ที่ดินเพื่อการอยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ศูนย์กลางเมืองรอง) และที่ดินประเภท ย. 3 (ที่ดินเพื่อรองรับการขยายตัวของการอยู่อาศัยบริเวณโดยรอบศูนย์กลางเมืองหลัก) และเพิ่มเติมข้อห้ามสำหรับกิจการที่อาจก่อให้เกิดความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ห้ามตั้งคลังน้ำมันและคลังก๊าซ ปิโตรเลียมเหลวเพื่อการจำหน่าย หรือตั้งโรงฆ่าสัตว์

                                (2) บัญชีท้ายข้อกำหนด เช่น ยกเลิกการกำหนดประเภท ชนิด และขนาดแรงม้าของเครื่องจักรภายในโรงงานอุตสาหกรรม โดยปรับเปลี่ยนเป็นการอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ดำเนินกิจการอุตสาหกรรม

                4. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า ร่างประกาศกระทรวงดังกล่าวเป็นการปฏิบัติราชการตามปกติเพื่อให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทได้บัญญัติให้อำนาจไว้และมิได้เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีกระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงานหรือโครงการ หรือมีผลเป็นการสร้างความผูกพันต่อคณะรัฐมนตรีชุดต่อไปตามมาตรา 169 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น หากกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าการวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่นี้สอดคล้องกับผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด รวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่ตามมาตรา 25แห่งพระราชบัญญัติการผังเมือง พ.ศ. 2562 และคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่า การวางและจัดทำผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเมืองให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็สามารถพิจารณาให้ความเห็นชอบได้ตามที่เห็นสมควร               

                กระทรวงมหาดไทยชี้แจงว่า ปัจจุบันกรมโยธาธิการและผังเมืองได้จัดทำ “ผังนโยบายระดับประเทศ” และคณะกรรมการนโยบายการผังเมืองแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการยกร่างกฎหมายและยังไม่ได้ประกาศใช้บังคับ ทั้งนี้ เมื่อผังนโยบายระดับประเทศประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วกรมโยธาธิการและผังเมืองจะได้มีการวางและจัดทำผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด ให้สอดคล้องและเชื่อมโยงกับผังนโยบายระดับประเทศต่อไป ในส่วนของผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัด ปัจจุบันอยู่ระหว่างการวางและจัดทำผังดังกล่าวควบคู่กันไป ซึ่งได้มีการวางและจัดทำผังโดยนำผังนโยบายระดับประเทศมาใช้เป็นกรอบนโยบายและยุทธศาสตร์ในการใช้พื้นที่ในแต่ละด้านมาสู่การดำเนินการเชิงพื้นที่ควบคู่กับแผนผังทางด้านกายภาพ มาตรการและวิธีดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการผังเมือง และเพื่อให้เป็นกรอบนโยบายและแนวทางในการวางและจัดทำผังเมืองรวม สำหรับในส่วนของจังหวัดเชียงใหม่อยู่ในกลุ่มของผังนโยบายระดับภาคเหนือซึ่งได้ดำเนินการให้สอดคล้องตามกรอบนโยบายของผังดังกล่าวด้วยแล้ว ประกอบกับได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เพื่อนำความคิดเห็นและความต้องการของประชาชนมาประกอบการจัดทำร่างผังเมืองรวม ดังนั้น ผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่จึงได้ดำเนินการวางและจัดทำผังโดยสอดคล้องกับนโยบายที่ได้ดำเนินการวางและจัดทำผังนโยบายระดับภาคและผังนโยบายระดับจังหวัดรวมทั้งความต้องการของประชาชนในพื้นที่

เศรษฐกิจ-สังคม

5. เรื่อง ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วม

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วมตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนขอความช่วยเหลือให้แก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ทุ่งผักไห่ อำเภอผักไห่ ทุ่งบ้านแพน ทุ่งคลองเจ้าเจ็ด - บางยี่หน อำเภอบางบาล ตำบลหัวเวียงและตำบลบ้านกระทุ่ม อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และอำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมขังซ้ำซากและยาวนาน 3 - 4 เดือนต่อปี ซึ่งสถานการณ์น้ำท่วมข้างต้นไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเท่านั้น แต่มีสาเหตุจากการบริหารจัดการของภาครัฐด้วย ที่กำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่หน่วงน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมในเขตเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในทุกมิติ เช่น การสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ที่ดินทำกินเสียหาย การใช้ชีวิตประจำวันและการสัญจรที่ยากลำบาก การแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากการขนย้ายทรัพย์สิน การสูญเสียโอกาสในการศึกษา การขาดรายได้จากการประกอบอาชีพ รวมถึงไม่ได้รับค่าชดเชยและเยียวยาที่ทั่วถึงและเป็นธรรม

                2. กสม. จึงมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์น้ำท่วม ดังนี้

                        2.1 ระยะสั้น

                                2.1.1 ให้กรมชลประทานหารือร่วมกับประชาชนในพื้นที่เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและการบริหารจัดการน้ำในระยะเร่งด่วน โดยเฉพาะการลดปริมาณน้ำที่ท่วมขังเป็นเวลานาน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ

                                2.1.2 ให้กรมชลประทานร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำหนดแนวทางในการสื่อสารข้อมูลกับประชาชนที่เข้าใจง่าย ชัดเจน และทันท่วงที เช่น การแจ้งเตือนระดับน้ำ การคาดการณ์ช่วงเวลากลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ รวมถึงให้จัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ (War Room) ร่วมกันเพื่อให้การตัดสินใจและประสานงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ

                                2.1.3 ให้ ปภ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่น้ำท่วมขังเป็นเวลานานตามระยะเวลาที่ประสบภัยจริง รวมถึงกลุ่มที่อาศัยในพื้นที่ที่น้ำล้อมรอบและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต

                                2.1.4 ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเร่งช่วยเหลือและเยียวยากลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ และผู้ป่วยติดเตียง ทั้งในมิติด้านสังคมและศาสนา

                                2.1.5 ให้กรมชลประทานร่วมกับ สทนช. เร่งสำรวจและชดเชยความเสียหายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

                        2.2 ระยะกลาง

                                2.2.1 ให้กรมชลประทานร่วมกับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทออกแบบให้ถนนหรือสิ่งกีดขวางทางน้ำมีทางระบายน้ำที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

                                2.2.2 ให้กรมชลประทานร่วมกับ สทนช. พิจารณาเพิ่มพื้นที่รับน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง และในกรณีที่จำเป็นต้องเวนคืนที่ดินของประชาชนจะต้องจัดให้มีกระบวนการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนในพื้นที่อย่างเคร่งครัด

                                2.2.3 ให้จัดสรรงบประมาณที่เพียงพอแก่ อปท. ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมซ้ำซาก เพื่อใช้เตรียมความพร้อมและเผชิญเหตุ รวมถึงช่วยเหลือเยียวยาประชาชนในพื้นที่อย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์

                                2.2.4 ให้ สทนช. ร่วมกับกรมชลประทานจัดตั้งคณะทำงานภายใต้คณะกรรมการลุ่มน้ำยม คณะกรรมการลุ่มน้ำน่าน และคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย ผู้มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกเขตชลประทาน ผู้แทน อปท. ผู้แทนภาคเกษตร ผู้แทนภาคธุรกิจ ผู้นำท้องที่ และผู้แทนกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำ โดยให้มีหน้าที่และอำนาจในการวางแผนและตัดสินใจการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กำหนดเกณฑ์การรับและระบายน้ำ กำหนดกลไกการสื่อสาร รวมถึงรวบรวมข้อมูลความเสียหายและกำหนดเกณฑ์การชดเชยเยียวยาแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

                        2.3 ระยะยาว

                        ให้กรมชลประทานและ สทนช. เร่งรัดการดำเนินงานตามแผนเชิงยุทธศาสตร์ขนาดใหญ่เพื่อจัดการปัญหาการบริหารจัดการน้ำภาพรวมของลุ่มน้ำเจ้าพระยา 9 แผนงาน1 ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

________________
1 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ 4/2563 เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2563 มีมติเห็นชอบแผนหลักการบรรเทาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 9 แผนงาน ซึ่งประกอบด้วย แผน 1 ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แผน 2 คลองระบายน้ำหลากชัยนาท - ป่าสัก - อ่าวไทย แผน 3 คลองระบายน้ำควบคู่กับถนนวงแหวนรอบที่ 3 แผน 4 ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก แผน 5 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา แผน 6 การบริหารจัดการพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ แผน 7 คลองระบายน้ำหลากบางบาล - บางไทร (กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเสนอคณะรัฐมนตรีแล้ว มีมติเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 อนุมัติให้ดำเนินโครงการ) แผน 8 เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำแม่น้ำท่าจีน และแผน 9 พื้นที่รับน้ำนอง
ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564

6. เรื่อง รายงานผลการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลเรือนจำ

        คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานผลการดำเนินงานด้านโภชนาการ สุขาภิบาลอาหารและน้ำ อนามัยสิ่งแวดล้อม และสุขาภิบาลเรือนจำ ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.)​ เสนอ และให้แจ้งผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.)​ ทราบต่อไป รวมทั้งให้ ยธ. รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และสำนักงาน ป.ป.ช. ไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

       เรื่องเดิม

        คณะรัฐมนตรีมีมติ (18​ พฤศจิกายน 2568) รับทราบรายงานกรณีที่หน่วยงานของรัฐ ยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เรื่องการบริหารจัดการของเรือนจำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง กรณีการดำเนินงานด้านสุขาภิบาล​ อาหาร​ น้ำดื่ม-น้ำใช้ และโภชนาการของผู้ต้องขังในเรือนจำ​ ตามที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน (ผผ.)​ เสนอ ซึ่งมีข้อเสนอแนะ รวม 4​ ประเด็นได้แก่ (1) ด้านสุขาภิบาลอาหาร เช่น​ ให้กรมราชทัณฑ์พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหารดิบรายสิ่ง โดยมีบุคคลภายนอกเข้าร่วมตรวจสอบด้วยอย่างน้อยเดือนละครั้ง (2) ด้านโภชนาการอาหาร เช่น ให้ผู้ต้องขังมีส่วนร่วมในการเสนอรายการอาหารตามความต้องการ และสภาพสุขภาพของตนเอง (3) ด้านน้ำดื่ม-น้ำใช้ เช่น ให้กรมราชทัณฑ์สนับสนุนงบประมาณเพื่อก่อสร้างถังกักเก็บน้ำให้กับเรือนจำที่ขาดแคลนระบบสํารองน้ำ และ (4) ด้านความสอดคล้องกับการปฏิบัติตามหลักสากล เช่น ให้กรมราชทัณฑ์กำหนดกลไกการมีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ต้องขังเกี่ยวกับน้ำดื่ม-น้ำใช้ ตามข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง (ข้อกําหนดแมนเดลา) และให้ ยธ. เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะในเรื่องนี้ไปพิจารณา ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) [การประปานครหลวง (กปน.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.)]​ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) [สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมอนามัย)] สํานักงบประมาณ (สงป.) สภาองค์กรของผู้บริโภค สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สํานักงาน ป.ป.ช.) สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ ยธ. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวมเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

       สาระสำคัญของเรื่อง

         เรื่องนี้เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568​ ที่ให้​ ยธ.เป็นหน่วยงานหลักรับข้อเสนอแนะของ​ ผผ. เกี่ยวกับการบริหารจัดการของเรือนจำในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง​ กรณีการดำเนินงานด้านสุขาภิบาลอาหาร น้ำดื่ม-น้ำใช้ และโภชนาการของผู้ต้องขังในเรือนจำ ไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ ยธ. สรุปผลการดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป ซึ่ง ยธ. ได้รายงานผลการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของ ผผ. ตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว เช่น (1) กำหนดให้เรือนจำ ทัณฑสถาน และสถานกักขัง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจรับอาหารดิบเป็นรายสิ่ง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก​ที่เป็นกลางและมีความรู้เฉพาะด้านร่วมเป็นกรรมการ​ (2) จัดทำตัวอย่างรายการอาหารตามหลักโภชนาการ ที่ผู้ต้องขังควรจะได้รับต่อวัน โดยคำนึงถึงความหลากหลายของรายการอาหาร (3) กำหนดให้มีการตรวจสอบความปลอดภัยของคุณภาพน้ำเป็นประจำทุกเดือน หมุนเวียนตามจุดต่าง ๆ ใน 1 ปี​ (4) มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้องกับข้อกำหนดแมนเดลา จัดทำแบบสอบถามในภาพรวมของการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์ครอบคลุมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ​ ทั้งนี้​ กต. และสำนักงาน​ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีความเห็นเพิ่มเติมบางประการ​ เช่น ​ให้พิจารณาดำเนินการตามมาตรฐานเละข้อปฏิบัติตามหลักสากลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควบคู่กัน กรมราชทัณฑ์ควรมุ่งเน้นบทบาทการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเละภาคประชาสังคม เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ การดำเนินงานของภาครัฐ

7. เรื่อง ข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบ ด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยมิชอบด้วยกฎหมายของคนต่างด้าว ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรมกระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้ กก. สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

              คณะกรรมการ ป.ป.ช. รายงานว่า

              1. ธุรกิจนำเที่ยวถือเป็นธุรกิจสำคัญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย เป็นจุดเริ่มต้นในการนำนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว โดยจัดให้มีบริการและการอำนวยความสะดวก เช่น สถานที่พัก อาหาร มัคคุเทศก์ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทำให้มีนักลงทุนต่างชาติจำนวนมากเข้ามาดำเนินธุรกิจนี้ในประเทศไทยและดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้สนใจเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลให้เกิดการส่งเสริมด้านตลาดการท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังพบนายทุนต่างชาติบางกลุ่มมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว รวมทั้งธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ อย่างครบวงจรทั้งธุรกิจโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ยานพาหนะรับส่งนักท่องเที่ยว ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก และธุรกิจบริการอื่น ๆ ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ตกเป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ อีกทั้งพบพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ เช่น กรณีของกลุ่มนายทุนจีนที่เข้ามาดำเนินธุรกิจ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ขายแพ็กเกจทัวร์ในราคาต่ำกว่าทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการบริษัทนำเที่ยวของคนไทยไม่สามารถแข่งขันในด้านราคาและคุณภาพได้อย่างเป็นธรรม รวมทั้งแสวงหาผลกำไรจากนักท่องเที่ยวอย่างไม่สุจริต โดยการแนะนำให้ซื้อสินค้าหรือใช้บริการตามร้านค้าและสถานประกอบการในเครือข่ายของตน ซึ่งกำหนดราคาไว้สูงเกินปกติ นอกจากนี้ มีการใช้คนต่างชาติมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ส่งผลให้เกิดปัญหา มัคคุเทศก์เถื่อนต่างด้าวแย่งอาชีพสงวนของคนไทย โดยพบพฤติกรรมการข่มขู่ บังคับ นักท่องเที่ยวซื้อสินค้า การให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยอย่างไม่ถูกต้อง รวมทั้งการละทิ้งนักท่องเที่ยว

                2. จากสภาพปัญหาดังกล่าวถือเป็นปัญหาเรื้อรังมานานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ สังคมและภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมากโดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ประกอบกับหน่วยงานภาครัฐยังขาดมาตรการหรือกลไกในการควบคุมกำกับดูแลหรือตรวจสอบการประกอบธุรกิจนำเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเกิดจากกรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยมีการเรียกรับ สินบนหรือผลประโยชน์ตอบแทนจากผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อแลกกับการได้รับความคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยหลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายของกลุ่มนายทุนต่างชาติ การเสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลในการประกอบธุรกิจนำเที่ยว และการคุ้มครองดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการส่งเสริมโอกาสในการดำเนินธุรกิจและการประกอบอาชีพของผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ไทย ตลอดจนเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 122/2568 เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบข้อเสนอแนะฯ และให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีสาระสำคัญครอบคลุม 5 ด้าน สรุปได้ ดังนี้

 

ข้อเสนอแนะ เช่น

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.1 ด้านการแก้ไขปัญหาการเข้ามาประกอบธุรกิจนำเที่ยว และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวโดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ของคนต่างด้าว

     2.1.1 ควรขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนดไว้ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ (1) แผนระยะสั้น โดยการตรวจสอบธุรกิจกลุ่มเสี่ยงต่อการใช้นอมินี ใน 6 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ธุรกิจท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ธุรกิจค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจ e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า ธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร และธุรกิจก่อสร้างทั่วไป

(2) แผนระยะกลาง โดยการพัฒนาระบบ Intelligence Business Analytics System (IBAS) ซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) โดยบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมที่ดิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อให้สามารถตรวจสอบคัดกรองในเชิงลึกและมีความแม่นยำสูง สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เช่น ความเกี่ยวพันของผู้ถือหุ้น เส้นทางการเงิน (เป็นการตรวจสอบคัดกรองแบบ Targeted Screening) และ

(3) แผนระยะยาว โดยการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น
การแก้ไขพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มบทลงโทษกรณีการกระทำความผิดเกี่ยวกับนอมินีให้สูงขึ้น การแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 และที่ แก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มความผิดมูลฐานให้ครอบคลุมกรณีที่คนไทยและคนต่างด้าวกระทำความผิดฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เช่น คนไทยให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนหรือร่วมประกอบธุรกิจ หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว คนต่างด้าวที่ยอมให้คนไทยกระทำการแทนหรือประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อนำไปสู่การยึดและอายัดทรัพย์สินของผู้กระทำความผิดทั้งคนไทยและคนต่างด้าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน

กระทรวงพาณิชย์ (พณ.)

 

   2.1.2 ควรพิจารณาทบทวนแนวปฏิบัติในการจดทะเบียนนิติบุคคลโดยเฉพาะในประเด็นที่บุคคลสัญชาติไทยปรากฏชื่อเป็นกรรมการในหลายบริษัทมากเกินปกติวิสัย ซึ่งถือเป็นช่องว่างของกฎหมายประการหนึ่งที่นำไปสู่ความเสียหาย ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น
จึงควรมีมาตรการในการควบคุมหรือจำกัดจำนวนการเข้าเป็นกรรมการบริษัทให้ตั้งอยู่บนความสมเหตุสมผล

พณ.

   2.1.3 ควรเพิ่มกลไกในการออกใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้มีความเข้มงวดรัดกุมมากขึ้น ดังนี้ (1) ควรมีกระบวนการตรวจสอบ ย้อนหลังว่าบุคคลสัญชาติไทยที่เป็นเจ้าของกิจการ (รวมถึงผู้เป็นหุ้นส่วน/ ผู้ถือหุ้น กรรมการ/ผู้มีอำนาจจัดการแทนนิติบุคคล) มีศักยภาพเพียงพอ ที่จะประกอบธุรกิจนำเที่ยวจริงหรือไม่ (2) ควรพัฒนาระบบฐานข้อมูลใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวให้เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบออนไลน์แบบ Real Time พร้อมทั้งมีระบบแจ้งเตือนเพื่อให้สามารถติดตามและตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของนิติบุคคลได้อย่างทันท่วงที และ (3) ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบสถานที่ใช้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว เช่น ต้องมีสถานที่ตั้งจริง ตลอดจนมีมาตรการสุ่มตรวจโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

กระทรวงการท่องเที่ยว

และกีฬา (กก.)

 

 

2.2 ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุม กำกับดูแลการประกอบธุรกิจนำเที่ยว

   2.2.1 ควรกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับอัตราค่าบริการนำเที่ยวขั้นต่ำ อย่างจริงจัง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันในการประกอบธุรกิจนำเที่ยวอย่างเป็นธรรม และป้องกันปัญหาการจัดบริการนำเที่ยวที่ไม่มีคุณภาพ รวมทั้ง พัฒนาระบบตรวจสอบและวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนของแพ็กเกจทัวร์โดยจัดทำฐานข้อมูลต้นทุนมาตรฐาน (ได้แก่ ค่าที่พัก ค่ายานพาหนะ ค่าเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ค่าจ้างมัคคุเทศก์ ค่าอาหาร และค่าประกันภัยอุบัติเหตุ) เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการเปรียบเทียบความเหมาะสมของราคา นอกจากนี้ ควรจัดทำแบบฟอร์มมาตรฐาน ซึ่งกำหนดให้บริษัทนำเที่ยวต้องแจ้งรายละเอียด ต้นทุนค่าบริการในด้านต่าง ๆ อย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

กก.

     2.2.2 ควรพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อช่วยสนับสนุนการดำเนินงานด้านการกำกับติดตามการดำเนินงานของบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ รวมถึงการดูแลคุ้มครองนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น (1) ควรพัฒนาระบบใบสั่งงานมัคคุเทศก์ ทางอิเล็กทรอนิกส์
(
Job Order Online) ให้สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และสามารถปรับปรุงข้อมูลได้ตามสถานการณ์โดยอาจพัฒนาให้รองรับการใช้งานบนสมาร์ตโฟนแบบ offline สำหรับพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ต รวมทั้งปรับปรุงระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้มีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริง (2) ควรมีการพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับนักท่องเที่ยว ที่ใช้งานได้ง่าย รองรับหลายภาษาและเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ตม. สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุล ต่างประเทศในประเทศไทย เพื่อใช้ในการติดต่อประสานงานหรือขอรับความช่วยเหลือระหว่างการเดินทาง ทั้งนี้ ในแอปพลิเคชันควรมีระบบรับเรื่องร้องเรียน ที่จัดหมวดหมู่ชัดเจน และมีระบบติดตามสถานะการดำเนินการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

2.3 ด้านการเสริมสร้างศักยภาพมัคคุเทศก์ไทยและการแก้ไขปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนต่างชาติ เช่น

     2.3.1 เร่งรัดผลักดันเรื่องการจัดตั้ง “สภาวิชาชีพมัคคุเทศก์”
ซึ่งเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายว่าด้วยมัคคุเทศก์โดยเฉพาะเพื่อให้มัคคุเทศก์สามารถกำกับดูแลกันเองทั้งในด้านการรับรองคุณวุฒิการออกใบอนุญาต/เพิกถอนใบอนุญาต การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของมัคคุเทศก์ไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ตลอดจนป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้รับการรับรองเข้ามาทำงานหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อวิชาชีพของตน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับ วิชาชีพและแก้ปัญหามัคคุเทศก์เถื่อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

กก.

      2.3.2 ควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรผู้ประกอบอาชีพ มัคคุเทศก์ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สถาบันการศึกษา อปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการส่งเสริมโครงการ “มัคคุเทศก์น้อย” เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่นของตน รวมทั้งพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและการถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวและเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในกิจกรรมท่องเที่ยว

      2.3.3 ควรกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามมัคคุเทศก์เถื่อนต่างด้าวอย่างจริงจัง ดังนี้ (1) กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนสำหรับการดำเนินคดีกับคนต่างด้าวที่ลักลอบทำงานมัคคุเทศก์หรือจัดนำเที่ยวโดยผิดกฎหมาย โดยต้องบังคับใช้บทลงโทษตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งใช้มาตรการลงโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมาย รวมถึงขึ้นบัญชีบุคคลต้องห้ามเข้าราชอาณาจักร (Blacklist) โดยมีการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometric Data) และบันทึกประวัติการกระทำความผิดในระบบทะเบียนประวัติอาชญากรของ ตร. ทั้งนี้ ในการดำเนินคดีทุกกรณีต้องสืบสวนขยายผลไปยังผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่จ้างวานหรือสนับสนุนด้วย (2) สร้างกลไกความร่วมมือกับเครือข่ายมัคคุเทศก์และประชาชนในพื้นที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมสอดส่อง ดูแล และแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดโดยจัดให้มีระบบรับแจ้งข้อมูลที่สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย และ (3) นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการดำเนินงาน เช่น การติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูล ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ ตม. ในการบันทึกและติดตามประวัติและพฤติกรรมของชาวต่างชาติที่ต้องสงสัยเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ให้มีการเปิดเผยข้อมูลสถิติการจับกุมและดำเนินคดีกับชาวต่างชาติที่ลักลอบทำงานเป็นมัคคุเทศก์รวมถึงบริษัทนำเที่ยวที่จ้างวานต่อสาธารณะเพื่อแสดงให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและเสริมสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงานของภาครัฐ

กก. กระทรวงแรงงาน (รง.)
และ ตร.

2.4 ด้านการควบคุมกำกับดูแลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงกับบริษัทนำเที่ยว

     2.4.1  ควรจัดทำฐานข้อมูลร้านค้า สถานประกอบการที่มีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับบริษัทนำเที่ยว เพื่อใช้เป็นเครื่องมือติดตามตรวจสอบ และวิเคราะห์ภาพรวมของเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยว ตลอดจนเฝ้าระวังการผูกขาดผลประโยชน์ของกลุ่มทุนต่างชาติที่อาศัยคนไทยเป็นนอมินี รวมถึงการเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน โดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากรมสรรพากร และสำนักงาน ปปง. เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและตรวจสอบร่วมกัน

กก.

    2.4.2 ควรจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อจัดระเบียบร้านค้า ที่ดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทนำเที่ยว เช่น ร้านจำหน่ายสินค้า/ของที่ระลึก อัญมณีวัตถุมงคล โดยบูรณาการความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว สคบ. ตม. และกรมการจัดหางานในการลงพื้นที่สุ่มตรวจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ นักท่องเที่ยวและการใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย

   2.4.3 ควรปรับปรุงพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเพิ่มเติมนิยามของคำว่า “ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง กับการท่องเที่ยว” ซึ่งครอบคลุมถึงร้านจำหน่ายสินค้า สถานประกอบการและธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่ดำเนินงานร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในลักษณะเป็นเครือข่ายหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งกำหนดบทบัญญัติที่ชัดเจนในการควบคุมกำกับดูแล และบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจดังกล่าว

2.5 ด้านการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในป้องกันและปราบปรามการทุจริต

    ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ภาคประชาชนและภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังและตรวจสอบการทุจริต โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติกรรมปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือมีการเรียกรับสินบนจากผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจโดยจัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสการทุจริตที่เข้าถึงได้ง่ายและปลอดภัย เช่น สายด่วน แอปพลิเคชัน ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนประจำพื้นที่ รวมทั้งมีกลไกการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่มีประสิทธิภาพ

สำนักงาน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม

การทุจริตแห่งชาติ

(สำนักงาน ป.ป.ช.)

สำนักงาน

คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม

การทุจริตในภาครัฐ

 

ทั้งนี้ ให้ กก. รายงานผลการขับเคลื่อนการดำเนินการตามข้อเสนอแนะฯ เสนอต่อสำนักงาน ป.ป.ช. เป็นประจำทุกปีด้วย

8. เรื่อง สรุปมติการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก ครั้งที่ 1/2568

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมติการประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ

                สาระสำคัญ

              1. พระราชบัญญัติคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก พ.ศ. 2521 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5 (1) บัญญัติให้ คจร. มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอนโยบายและแผนการจัดระบบการจราจรทางบกต่อคณะรัฐมนตรี คจร. จึงขอเสนอรายงานการประชุม คจร. ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 ให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินการด้านการจราจรทางบกต่อไป โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        1.1 รับทราบการดำเนินการต่าง ๆ จำนวน 8 เรื่อง เช่น

เรื่อง

สาระสำคัญ

1) ความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนแม่บทระบบขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล (ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2568)

(1) มีโครงการที่เปิดให้บริการแล้ว 13 เส้นทาง (เช่น สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน แอร์พอร์ตลิงก์ และสายสีแดง) ระยะทางรวม 276.84 กิโลเมตร

(2) มีโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จำนวน 5 โครงการ
[เช่น สายสีส้มสายสีม่วง ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก)] ระยะทางรวม 84.30 กิโลเมตร

(3) มีโครงการอยู่ระหว่างเตรียมประกวดราคา จำนวน 1 โครงการ คือ สายสีแดง ช่วงรังสิต - มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ระยะทางรวม 8.84 กิโลเมตร

(4) มีโครงการอยู่ระหว่างขออนุมัติ จำนวน 1 โครงการ คือ สายสีแดงช่วง
ศิริราช - ตลิ่งชัน - ศาลายา ระยะทางรวม 20.50 กิโลเมตร

(5) อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมโครงการ จำนวน 12 โครงการ [เช่น สายสีแดง ช่วงบางซื่อ - หัวลำโพง สายสีน้ำตาล ช่วงแคราย - ลำสาลี (บึงกุ่ม)] ระยะทางรวม 162.93 กิโลเมตร

2) ความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนแม่บท การแก้ไขปัญหาจราจรในเขต กทม. และปริมณฑล
ปี พ.ศ. 2567 -2580

คจร. มีมติในคราวประชุมครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2567 เห็นชอบแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาจราจรในเขต กทม. และปริมณฑล ปี พ.ศ. 2567 -2580 และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรค (ถ้ามี) ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่ง และจราจรทราบทุก 6 เดือน เพื่อนำเสนอ คจร. ทราบต่อไป สนข. จึงขอรายงาน ข้อมูลและสถานะของแผนงาน/โครงการต่าง ๆ โดยมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้

(1) โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ จำนวน 5 โครงการ เช่น โครงการขยายถนนชัยพฤกษ์ จังหวัดนนทบุรี โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมต่อศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะกับถนนประชาชื่น (ถนนหมายเลข 10)

(2) ความคืบหน้าโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 10 โครงการ เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย ความก้าวหน้า ณ เดือนมีนาคม 2568 ช่วงที่ 1 (ทางยกระดับและถนนในฝั่งธนบุรี) ความก้าวหน้าร้อยละ 12.60 และช่วงที่ 2 (สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยารวมทางขึ้น - ลง) ความก้าวหน้าร้อยละ 34.34 คาดว่าจะเปิดให้บริการ ปี 2570 และโครงการทางพิเศษสายพระราม 3 - ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกฯ ด้านตะวันตก ความก้าวหน้า ณ เดือนมีนาคม 2568 ร้อยละ 89.02 คาดว่าจะเปิดให้บริการปลายปี 2568 ทั้งนี้ คจร. ขอให้เร่งรัดดำเนินโครงการ ที่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินการด้วย

3) ความคืบหน้าโครงการภายใต้แผนแม่บท สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในเขต กทม. และปริมณฑล

กทม. อยู่ระหว่างดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย สรุปดังนี้

ช่วง

การก่อสร้าง

ระยะเวลา

สัญญา

ความคืบหน้า

(ร้อยละ)

วงเงิน

(ล้านบาท)

1

ทางยกระดับ

และถนนฝั่งธนบุรี

พ.ย. 2566 -

พ.ย. 2568

12.6

770.00

2

สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา

รวมทางขึ้น - ลง

มิ.ย. 2565 -

ต.ค. 2568

34.34

1,350.00

3

ทางยกระดับ
และถนนฝั่งพระนคร

จากแม่น้ำเจ้าพระยา

ถึงแยกสะพานแดง(สะพานด้านรัฐสภา)

คาดว่า
มิ.ย.2568 - 2570

เตรียมการก่อสร้าง

875.50

รวมวงเงินทั้งสิ้น

2,995.50

ทั้งนี้ คจร. ได้มอบหมายกระทรวงมหาดไทย (กทม.) เร่งรัดดำเนินการโครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณแยกเกียกกาย ช่วงที่ 1 และช่วงที่ 2 ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และช่วงที่ 3 อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้างให้แล้วเสร็จตามแผนการดำเนินงาน

                        1.2 พิจารณาการดำเนินโครงการบูรณาการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการจราจรจังหวัดภูเก็ต ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 ที่มีสาระสำคัญเป็นการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาใช้วิเคราะห์ติดตามการไหลของจราจรและปรับสัญญาณไฟจราจรตามสภาพจราจรเพื่อลดปัญหาจราจรติดขัดในจังหวัดภูเก็ต โดยจะมีการติดตั้งระบบตู้จราจรอัจฉริยะ จำนวน 40 จุด ติดตั้งป้ายแสดงข้อมูล จำนวน 25 จุด และติดตั้งกล้องตรวจนับปริมาณจราจร จำนวน 10 จุด วงเงินรวม 397.52 ล้านบาท นอกจากนั้นกรมทางหลวง ได้จัดทำแผนทดลองชั่วคราวเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรโดยดำเนินการปิดบริเวณทางแยก ชั่วคราวจำนวน 2 จุด และปรับวงเลี้ยวจุดกลับรถให้เป็นจุดกลับรถหัวโต จำนวน 7 จุด ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นควรให้จังหวัดภูเก็ต กรมทางหลวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปร่วมพิจารณาหารือในการเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรต่อไป

                        1.3 เรื่องอื่น ๆ ได้แก่ การจัดการจราจรเพื่อรองรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - ตลิ่งชัน โดยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทยกรุงเทพมหานคร และ สนข. ได้มีการวางแผนปรับการจัดการเดินรถบนถนนพระราม 6 ช่วงแยกพงษ์พระราม - แยกอุรุพงษ์ โดยปรับเป็นเดินรถ 2 ทิศทาง ทิศทางละ 2 ช่องจราจร รวมถึงเพิ่มป้ายประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - ตลิ่งชัน เพื่อให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทาง ที่มีการก่อสร้าง ซึ่งที่ประชุมมีมติรับทราบผลการศึกษาการแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดจากการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย - ตลิ่งชันของ สนข. และมอบหมายให้ สนข. หารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนผลการศึกษาดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ เพื่อนำเสนอ คจร. ในการประชุมครั้งถัดไป 

 

9. เรื่อง รายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2568  (รายงานสรุปผลฯ) ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอ

               สาระสำคัญ

                1. รายงานสรุปผลฯ เป็นส่วนหนึ่งของการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลตามหลักการบริหารงานคุณภาพ (Plan Do Check Act: PDCA) เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและความท้าทายของสถานการณ์
การบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566-2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) (แผนแม่บทฯ) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

                        1.1 การประเมินยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 มิติ สามารถสรุปได้ ดังนี้

มิติ

ผลการประเมิน

มิติที่ 1

(ความอยู่ดีมีสุขของคนไทย

และสังคมไทย)

มีพัฒนาการที่ดีขึ้น สะท้อนจาก (1) ดัชนีความสุขโลกที่ประเทศไทยมีอันดับและคะแนนดีขึ้น โดยอยู่ในอันดับที่ 49 จาก 147 ประเทศ และมีคะแนนอยู่ที่ 6.222 คะแนน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัจจัยวัฒนธรรมการบริจาคที่เพิ่มขึ้นและอยู่ในสิบอันดับแรกของโลก (2) ดัชนีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันในสังคมไทยมีสถานการณ์ดีขึ้นโดยมีค่าดัชนีอยู่ที่ 52.92 (เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 51.64 จากการเพิ่มขึ้นขององค์ประกอบหลัก ทั้งเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและเป็นธรรม และทุนทางวัฒนธรรม)

มิติที่ 2

(ขีดความสามารถในการแข่งขันการพัฒนาเศรษฐกิจการกระจายรายได้)

ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง แต่การพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ของประเทศไทยดีขึ้น ซึ่งสะท้อนจาก (1) อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ลดลงโดยอยู่ในอันดับที่ 30 จาก 69 ประเทศ ด้วยคะแนน 71.3 คะแนน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าที่อยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยคะแนน 72.5 คะแนน  จากปัจจัยหลักซึ่งปรับตัวลดลงทุกด้าน โดยเฉพาะด้านประสิทธิภาพ

ของภาครัฐ (2) การพัฒนาเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ดีขึ้นจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่มีการขยายตัวร้อยละ 2.50 เพิ่มขึ้นจากปี 2567
ที่ขยายตัวร้อยละ 2.0 เนื่องจากการกลับมาขยายตัวของการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ

มิติที่ 3

(การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์)

ปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยสะท้อนจากดัชนีความก้าวหน้าของคนที่มีระดับการพัฒนาคนเท่ากับ 0.6363  (ลดลงจาก 0.6398) ซึ่งเป็นผลจากการลดลงของดัชนีย่อย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านชีวิตครอบครัวและชุมชน ด้านสุขภาพด้านเศรษฐกิจ และด้านชีวิตการงาน

มิติที่ 4

(ความเท่าเทียมและความเสมอภาคทางสังคม)

ภาพรวมดีขึ้น โดยสะท้อนจาก (1) ดัชนีความก้าวหน้าทางสังคม โดยมีคะแนนอยู่ที่ 70.97 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีคะแนนอยู่ที่ 70.67 คะแนน เนื่องจากองค์ประกอบที่ดีขึ้น ได้แก่ โภชนาการและการแพทย์ น้ำและสุขาภิบาล ที่พักอาศัย คุณภาพสิ่งแวดล้อมสิทธิและเสรีภาพ สังคมที่เข้าถึงทุกคน และการศึกษาขั้นสูง (2) ความเหลื่อมล้ำในสังคมดีขึ้น โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 0.333

(ลดลงจากเดิมที่มีค่าเท่ากับ 0.335)

มิติที่5

(ความหลากหลายทางชีวภาพคุณภาพสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ)

 

ภาพรวมปรับตัวดีขึ้น โดยสะท้อนจากดัชนีสมรรถนะสิ่งแวดล้อมข้อมูลประเทศไทยที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 46.00 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปี 2567  ที่มีค่าดัชนีอยู่ที่ 45.20 คะแนน ซึ่งเป็นผลมาจากความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้
ยังพบว่า สถานการณ์ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทยมีสถานการณ์คงเดิมสะท้อนจากดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสีเขียวที่มีค่าดัชนีคงเดิมอยู่ที่ร้อยละ 58.20

มิติที่ 6

(ประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการเข้าถึงการให้บริการของภาครัฐ)

ภาพรวมปรับตัวลดลง โดยสะท้อนจากดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลโลก ที่ประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ยลดลงอยู่ที่ -0.27 คะแนน จากการที่ขาดเสถียรภาพทางการเมือง ประสิทธิผลของภาครัฐคุณภาพของกฎระเบียบ หลักนิติธรรม และการควบคุมคุมปัญหาทุจริต ประพฤติมิชอบ เช่นเดียวกับผลการจัดอันดับประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 32 โดยลดลงจากปี 2567 ซึ่งอยู่อันดับที่ 24 จากการลดลงของปัจจัยการคลังภาครัฐ นโยบายภาษี กรอบการบริหารภาครัฐ และกฎหมายด้านธุรกิจ ในขณะที่ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยอยู่ในอันดับที่ 84 และมีค่าคะแนนอยู่ที่ 60.60 คะแนน ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจในระดับปานกลาง

และพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงมีความแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง

                        1.2 การพัฒนารายยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน

ด้านยุทธศาสตร์ชาติ

ผลการประเมิน

ด้านที่ 1

(ความมั่นคง)

(1) ประชาชนมีความอยู่ดี กินดี และมีความสุขดีขึ้น จากดัชนีความสุขโลกที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 49 (จาก 147 ประเทศ) ดีขึ้นจากปีก่อนหน้าอยู่                 อันดับที่ 58

(2) บ้านเมืองมีความมั่นคงปลอดภัยลดลง จากดัชนีสันติภาพโลก อยู่ใน                     อันดับที่ 86 ลดลงจากปีก่อนหน้าอยู่อันดับที่ 75

(3) กองทัพ หน่วยงานด้านความมั่นคง ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน มีความพร้อมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงดีขึ้น จากคะแนนของปัจจัยอิทธิพลทางทหารภายใต้ดัชนีสันติภาพโลกเพิ่มขึ้นเป็น 1.661 คะแนน แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก และดัชนีรัฐเปราะบางมีคะแนนลดลงเป็น 66.2 คะแนน แสดงถึงสถานะมั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ บทบาทด้านความมั่นคงของประเทศไทยเป็นที่ชื่นชมและได้รับการยอมรับโดยประชาคมระหว่างประเทศในภาพรวมปรับตัวดีขึ้น

(4) ประสิทธิภาพการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวมคงเดิมจากดัชนีความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ใน Tier 1 โดยมีค่าเท่ากับ 99.22 คะแนน แต่ดัชนีประชาธิปไตยที่คงอยู่ในอันดับที่ 63 โดยมีคะแนนลดลง อยู่ที่ 6.27 คะแนน

ด้านที่ 2

(ความสามารถในการแข่งขัน)

 

(1) เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืนดีขึ้น จากอัตราการขยายตัวของรายได้ประชาชาติ (GNI) ร้อยละ 2.7 ชะลอตัวเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 2.8 ขณะที่อัตราการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ร้อยละ 2.5 (ข้อมูล พ.ศ. 2567) เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าที่ขยายตัวร้อยละ 2.0

(2) ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง โดยสัดส่วนมูลค่าการลงทุนวิจัยและพัฒนาของประเทศต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 0.94 ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 1.16 และอันดับความสามารถในการแข่งขัน อยู่อันดับที่ 30 จาก 69 ประเทศ ลดลงจากปี 2567 ซึ่งอยู่อันดับที่ 25 จากการพัฒนาที่ลดลงในปัจจัยย่อยทุกด้านทั้งสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพภาครัฐประสิทธิภาพภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

ด้านที่ 3

(การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์)

 

(1) คนไทยเป็นคนดี คนเก่งมีคุณภาพ พร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21              ดีขึ้นในบางมิติ จากมิติด้านค่านิยมและคุณธรรมมีคะแนนดัชนีชี้วัดคุณธรรมปรับตัวเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 4.36 มิติด้านสุขภาพมีอัตราการเสียชีวิตจาก 4 โรค
ไม่ติดต่อเรื้อรังลดลง แต่มีสุขภาพจิตลดลงจากอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็น 8.02 คน ต่อประชากรแสนคน

(2) สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตปรับตัวลดลง สะท้อนจากดัชนีความก้าวหน้าของคนด้านชีวิตครอบครัวและชุมชนปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 0.5894 จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนเด็กและเยาวชนที่เข้าสู่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการแจ้งความคดีชีวิต

ร่างกาย และเพศ และคดีประทุษร้ายต่อทรัพย์ รวมถึงครัวเรือนที่มีหัวหน้าครัวเรือนเดี่ยว และการที่ผู้สูงอายุอยู่ตามลำพัง

ด้านที่ 4

(การสร้างโอกาสและ
ความเสมอภาคทางสังคม)

 

(1) การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติเพิ่มขึ้น จาก
การลดลงของค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคจากเดิม 0.343 เป็น 0.335 และสัดส่วนรายจ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชากรจำแนกตามระดับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อนหน้าจาก 7.79 เท่า เป็น 7.83 เท่า

(2) การกระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมและเพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับปรับตัวลดลง จากดัชนีความก้าวหน้าของคนที่มีค่าอยู่ที่ 0.6363 ลดลงจากเดิมที่ค่าดัชนีอยู่ที่ 0.6398

(3) การเพิ่มขีดความสามารถของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาการพึ่งตนเอง และการจัดการตนเองสร้างสังคมคุณภาพปรับตัวดีขึ้น จากดัชนีความก้าวหน้าของคนด้านการมีส่วนร่วมที่มีค่าอยู่ที่ 0.5336 (เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 0.5335)
และด้านความยากจนหลายมิติของผู้สูงอายุที่มีค่าอยู่ที่ 0.0044 (ลดลงจากเดิมที่ 0.0072)

ด้านที่ 5

(การสร้างการเติบโต
บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม)

(1) การอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมให้คนรุ่นต่อไปใช้ได้อย่างยั่งยืนลดลง จากสัดส่วนพื้นที่สีเขียวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดลง 0.03 ล้านไร่

(2) การฟื้นฟูและสร้างใหม่ฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อลดผลกระทบทางลบจากการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมลดลง เนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำผิวดินที่มีคุณภาพในเกณฑ์ดีมาก และการจัดการขยะมูลฝอยมีปริมาณขยะมูลฝอยเพิ่มขึ้น 0.25 ล้านตัน และปริมาณของเสียอันตรายเพิ่มขึ้น 5,613 ตัน ขยะที่ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 และฝุ่นละออง PM10 ดีขึ้น

(3) การใช้ประโยชน์และสร้างการเติบโตบนฐานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุลภายในขีดความสามารถของระบบนิเวศดีขึ้น จากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรของไทยลดลง 0.11 คาร์บอนไดออกไซด์ต่อหัวประชากรและปริมาณการใช้พลังงานต่อหัวประชากรลดลง 0.70 กิโลจูลต่อหัวประชากร และส่วนแบ่งการใช้พลังงานหมุนเวียนต่อโครงสร้างการใช้พลังงานทั้งหมดเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.18

(4) การยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตของประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมบนหลักของการมีส่วนร่วมและธรรมาภิบาลดีขึ้น จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเฉพาะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมดีขึ้นอยู่อันดับที่ 250 รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของสมาชิกเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น 8,747 คน และจำนวนองค์กรนอกภาครัฐ (NGO และเอกชน) เป็น 324 องค์กร

ด้านที่ 6

(การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ)

(1) ภาครัฐมีการทำงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวมโดยตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวกรวดเร็วโปร่งใสปรับตัวลดลง จากผลการประเมินด้านประสิทธิผลของภาครัฐภายใต้ดัชนีชี้วัดธรรมาภิบาลโลกซึ่งมีคะแนนอยู่ที่ 0.25 คะแนน (ลดลงจากเดิมที่มี 0.31 คะแนน)

(2) ภาครัฐมีขนาดเล็กลงพร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงปรับตัว
ดีขึ้น
จากดัชนีรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อยู่ในอันดับที่ 52 จาก 193 ประเทศ (ดีขึ้น 3 อันดับจากปีก่อนหน้า) และผลสำรวจระดับความพร้อมการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลมีคะแนนความพร้อมอยู่ในระดับที่ 4 (ระดับสูง) (ดีขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 24.74)

(3) การควบคุมปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบแย่ลงจากผลการประเมินด้านการควบคุมปัญหาทุจริตและประพฤติมิชอบภายใต้ดัชนีวัดธรรมาภิบาลโลกที่มีคะแนน -0.53 คะแนน (แย่ลงจากปีก่อนหน้าที่มีคะแนน -0.44)

(4) กระบวนการยุติธรรมเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศลดลง จากผลการประเมินด้านหลักนิติธรรมภายใต้ดัชนีวัดธรรมาภิบาลโลกเท่ากับ
- 0.22 คะแนน (ต่ำกว่าปีก่อนหน้าที่มีคะแนน -0.20 คะแนน)

                        1.3 การประเมินสถานการณ์บรรลุเป้าหมายของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 23 ประเด็น ผ่านข้อมูลสถิติ สถานการณ์ งานวิจัย และดัชนีชี้วัดที่จัดทำขึ้นจากหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการดำเนินงาน/โครงการของหน่วยงานของรัฐที่ถูกนำเข้าระบบ eMENSCR ณ สิ้นเดือนตุลาคม พ.ศ.2568 จำนวน 240,439 โครงการ สรุปได้ ดังนี้

สถานะ

จำนวน (เป้าหมาย)

ร้อยละ

ระดับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (Y2) (37 เป้าหมาย)

บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด

(ร้อยละ 100)

6

16.22

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับใกล้เคียง

(ร้อยละ 76 – 99.99)

16

43.24

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับเสี่ยงต่อการบรรลุเป้าหมาย

(ร้อยละ 51 – 75.99)

5

13.51

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับวิกฤตต่อการบรรลุเป้าหมาย

(ต่ำกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50.99)

10

27.03

ระดับแผนแม่บทย่อย (Y1) (140 เป้าหมาย)

บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้

(ร้อยละ 100)

39

 

27.86

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับใกล้เคียง

(ร้อยละ 76 – 99.99)

50

35.71

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับเสี่ยง

(ร้อยละ 51 – 75.99)

20

14.29

การบรรลุเป้าหมายอยู่ในระดับวิกฤต

(ต่ำกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 50.99)

31

22.14

                2. ประเด็นท้าทายและการดำเนินการในระยะต่อไป

                การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติยังคงมีประเด็นท้าทายที่สำคัญที่ทุกหน่วยงานของรัฐต้องให้ความสำคัญในการร่วมกันแก้ไขอย่างบูรณาการเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติในห้วงเวลาที่เหลือตามหลักการบริหารงานคุณภาพ PDCA สรุปได้ ดังนี้

หลักการบริหารงานคุณภาพ

 

ประเด็นท้าทาย

 

ข้อเสนอแนะ

การวางแผน

(Plan)

(1) ความเข้าใจในหลักการและการเปลี่ยนแปลงแผนระดับชาติ ทั้งในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ และแผนระดับที่ 2 ของหน่วยงานของรัฐไปสู่การปฏิบัติที่ควรต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงแผนทั้งเป้าหมายการพัฒนาไปพร้อมกับตัวชี้วัดของเป้าหมาย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(2) บริบทการพัฒนาประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมทำให้แผนระดับชาติที่ประกาศใช้ในห้วงที่ผ่านมาอาจเกิดข้อจำกัด ทั้งในมิติเป้าหมายการพัฒนา ประเด็น/
แนวทางการพัฒนา และกลไกการขับเคลื่อนสูงการปฏิบัติที่ไม่สะท้อนบริบทการพัฒนาในปัจจุบัน

(1) สร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรภาครัฐในทุกระดับอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับหลักการและการเป็นแปลงแผนระดับชาติไปสู่การปฏิบัติโดยพิจารณาวิธีการ กลไก และเครื่องมือใหม่ที่จะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเจ้าภาพและหน่วยงานร่วมขับเคลื่อนแผนแม่บทฯ เพื่อทำให้เกิดการทำงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นรวมทั้งให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างบูรณาการเพิ่มมากขึ้นระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และหน่วยงานการอื่น ๆ ที่มีหน้าที่กำกับ ติดตาม ประเมินผล และบริหารจัดการระบบงบประมาณของประเทศ เพื่อให้เกิดการบูรณาการและพัฒนากระบวนการงบประมาณที่สอดคล้องกับสถานการณ์การพัฒนาประเทศ

(2) เร่งพิจารณาความเหมาะสมของยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 - 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) เพื่อนำไปสู่การทบทวน/ปรับปรุง หากจำเป็นและเผยแพร่ให้หน่วยงานรัฐทราบและใช้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำแผนระดับที่ 3 และโครงการ/ การดำเนินงานก่อนเริ่มปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 รวมทั้งเร่งศึกษาทบทวนประเด็นการปฏิรูปประเทศ โดยวิเคราะห์ประเด็นการพัฒนาที่จำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศในระยะต่อไปในบริบทปัจจุบันที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง/เรื้อรังเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปประเทศอย่างยั่งยืน

การปฏิบัติ

(Do)

(1) แผนระดับที่ 3 ในส่วนของแผนปฏิบัติการด้าน... ที่มีกฎหมายระบุให้มีการจัดทำแผน
มีจำนวนมากและมีการซ้ำซ้อนกัน
โดยในช่วงปี 2561 - 2568 จำนวน 215 แผน พบว่า
แผนส่วนใหญ่ร้อยละ 53 (จำนวน 114 แผน)
ไม่มีกฎหมายกำหนดให้จัดทำและเสนอแผนต่อคณะรัฐมนตรี สะท้อนว่าการจัดทำแผนปฏิบัติการด้าน... ของหน่วยงานของรัฐยังไม่เป็นไปตามหลักการที่กำหนด ซึ่งควรมีเท่าที่จำเป็นตามบริบทการพัฒนาประเทศเท่านั้นนอกจากนี้ หลายแผนปฏิบัติการด้าน... ยังขาดการเชื่อมโยงไปยังเป้าหมายของแผนระดับชาติ รวมทั้งมีตัวชี้วัดที่สะท้อนกระบวนการมากกว่าผลลัพธ์

(2) โครงการ/การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นลักษณะการทำงานแบบแยกส่วน
ขาดการบูรณาการ และเป็นงานเดิมที่อาจหมดความจำเป็นและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ส่งผลให้โครงการ/
การดำเนินงานอาจไม่ตอบโจทย์และสภาพปัญหาที่เป็นปัจจุบัน

(1) สศช. ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่มีหน้าที่การกรองแผนปฏิบัติการด้าน... ควรเร่งดำเนินการวิเคราะห์ช่องว่างและความครอบคลุมของแผนระดับที่ 3 ของหน่วยงานรัฐในการขับเคลื่อนเป้าหมายแผนแม่บทฯ ในแต่ละเป้าหมายแผนแม่บทย่อย (Y1) ว่ามีแผนระดับ 3 ใดบ้างที่จำเป็นหรือขาดหายตามบริบทการพัฒนาประเทศ

(2) สศช. ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติควรเร่ง

พัฒนาและเผยแพร่ระบบ STAR Leverage Coach เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถจัดทำโครงการแบบ “คานงัด” ที่ตอบโจทย์ทั้งภารกิจหน่วยงานและทิศทางการพัฒนาประเทศ รวมถึงสามารถระบุผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่อการปิดช่องว่างของเป้าหมายแผนแม่บทฯ (Contribution of the project)  โดยจะทำให้ได้โครงการ/การดำเนินงานที่พุ่งเป้าต่อการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การติดตามตรวจสอบและประเมินผล (Check)

(1) การขาดการจัดเก็บข้อมูลตัวชี้วัดตามเป้าหมายแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ที่มีความต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน
ส่งผลให้
บางเป้าหมายของแผนแม่บทฯ มีความจำเป็นต้องใช้ตัวชี้วัดเทียบเคียง (proxy) ที่อาจสะท้อนเป้าหมายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ประกอบกับบางเป้าหมายแผนแม่บทย่อย (Y1) อาจมีความซ้ำซ้อนหรือไม่ส่งผลต่อเป้าหมายแผนแม่บทระดับประเด็น (Y2) ส่งผลให้การติดตามผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติจากรายงานประจำปีอาจไม่สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาในปัจจุบัน

(1) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในมิติการพัฒนาต่าง ๆ ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ โดยเฉพาะภารกิจด้านการจัดเก็บข้อมูลควรพัฒนาตัวชี้วัดที่สามารถสะท้อนเป้าหมายแผนแม่บทฯ รวมถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีความแม่นยำ ต่อเนื่องและเป็นปัจจุบัน

(2) การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติผ่านระบบ eMENSCR อาจยังไม่ครอบคลุมโครงการ/การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐทั้งหมด เนื่องจากคำนิยามของแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันประกอบกับข้อมูลนำเข้าในระบบ eMENSCR อาจไม่ถูกต้องหรือครบถ้วนทั้งวงจร โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการติดตาม “แผนงาน” และ “แผนเงิน” เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

(3) กลไกการติดตามตรวจสอบ โดยเฉพาะหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลอาจยังไม่ได้
นำข้อมูลจากระบบ eMENSCR มาใช้ในการดำเนินการเท่าที่ควร เนื่องจากอาจขาดความเชื่อมั่นในระบบ หรือการมีข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่เชื่อมโยงกัน

(2) สศช. เร่งพัฒนาระบบ eMENSCR ให้มีความเชื่อมโยงกับระบบกลางในการติดตามตรวจสอบและประเมินผลระดับชาติเข้ากับระบบการจัดการงบประมาณอิเล็กทรอนิกส์อย่างสมบูรณ์ รวมทั้งเร่งพัฒนาส่วนของการแสดงผล

การวิเคราะห์ข้อมูล (Dashboard)

สำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สนับสนุนการทำงานของผู้ใช้งานระบบได้อย่างเป็นมิตรมากยิ่งขึ้น

(3) ยกระดับกลไกการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐให้เป็นไปตามหลักการวงจรบริหารงานคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้นำเข้าข้อมูลที่มีคุณภาพ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการติดตามตรวจสอบเห็นความสำคัญของการมีข้อมูลที่มีคุณภาพและการใช้ประโยชน์

                3. สศช. แจ้งว่า รายงานสรุปผลฯ จะเป็นข้อมูลให้หน่วยงานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินการต่าง ๆ อาทิ ปรับปรุงการจัดทำแผนระดับที่ 3 ให้สามารถปิดช่องว่างและยกระดับการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาของประเทศได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งจัดทำคำขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ ตลอดจนเพื่อให้ประชาชนผู้สนใจรับทราบและมีส่วนร่วมในการติดตามเสนอแนะ เร่งรัดการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้

10. เรื่อง รายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมา

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบรายงานสรุปผลการพิจารณาต่อข้อเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ข้ามพรมแดน กรณีการปนเปื้อนมลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายจากประเทศเมียนมาของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอและแจ้งให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบต่อไป

                เรื่องเดิม

                คณะรัฐมนตรีมีมติ (15 กรกฎาคม 2568) รับทราบข้อเสนอแนะของ กสม. ในเรื่องดังกล่าว ตามที่ กสม. เสนอ และมอบหมายให้ ทส. เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม (กห.) (เหล่าทัพและกองบัญชาการกองทัพไทย) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อศึกษาแนวทางและความเหมาะสมของข้อเสนอแนะดังกล่าว และให้ ทส. สรุปผลการพิจารณาหรือผลการดำเนินการดังกล่าวในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

 

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ทส. ได้พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้แก่ กห. กต. กษ. มท. สธ. สงป. สทนช.กนช. คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ ในการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน การแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน ครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 และได้รับความเห็นจาก กก. ด้วยแล้ว โดยมีรายงานสรุปผลการพิจารณาในภาพรวมสรุปได้ ดังนี้

ข้อเสนอแนะของ กสม.

สรุปผลการพิจารณาในภาพรวม

มาตรการภายในประเทศ

1. ให้กรมควบคุมมลพิษประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มความถี่ของการเก็บ ตัวอย่างน้ำและตะกอนดินในพื้นที่เสี่ยง เปิดเผยผลการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมและข้อมูลความเสี่ยง ต่อสุขภาพแก่สาธารณชนอย่างสม่ำเสมอด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและให้คำแนะนำในการปฏิบัติตนที่เหมาะสม รวมทั้ง พัฒนาระบบการเตือนภัยให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดแผนตรวจวัดคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขา แม่น้ำสาย แม่น้ำโขงในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย โดยเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์ค่าความขุ่น ค่าโลหะหนัก เดือนละ 2 ครั้งและเก็บตัวอย่างตะกอนดินเพื่อวิเคราะห์ค่าโลหะหนัก เดือนละ 1 ครั้ง อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของกรมควบคุมมลพิษรวมทั้งจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชน และให้บริการตรวจวัดสารหนู ด้วยชุด test kit

2. ให้ สธ. (โดยกรมควบคุมโรค กรมอนามัย และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด) ตรวจสุขภาพและคัดกรองโรค ที่อาจเกิดจากโลหะหนัก (โดยเฉพาะสารหนู) ให้แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมทั้ง จัดทำฐานข้อมูลสุขภาพเพื่อติดตามผลในระยะยาวอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ

สธ. มีการดำเนินการ ดังนี้

1) กรมควบคุมโรค ได้กำหนดแผนการตรวจสุขภาพและคัดกรองความเสี่ยงในระยะ 5 ปี ประกอบด้วย

1.1) แผนการตรวจสุขภาพประชาชน

1.1.1) พัฒนาระบบเฝ้าระวังเชิงรุก โดยโรงพยาบาลหน่วยบริการสาธารณสุขในพื้นที่รายงานกลุ่มอาการสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับโลหะหนัก

1.1.2) พัฒนาแนวทางการเฝ้าระวัง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลทำแผนที่ชุมชน (Community Profile) เพื่อหากลุ่มเสี่ยงของประชาชนผู้ประกอบอาชีพที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกในรัศมี 1 กิโลเมตร และมีการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานแหล่งน้ำผิวดินเกิน 2 ครั้ง ขึ้นไป

1.1.3) คัดกรองความเสี่ยง 2,056 คน

ในจังหวัดเชียงราย และ 281 คน ในจังหวัดเชียงใหม่และแบ่งเป็น 3 กลุ่มเสี่ยง ได้แก่ (ต่ำ ปานกลาง และสูง) และตรวจปัสสาวะจากประชากรกลุ่มเสี่ยงปานกลางและสูง (จังหวัดเชียงราย 305 คน จังหวัดเชียงใหม่ 43 คน)

1.1.4) ลงพื้นที่สื่อสารกับประชาชน เพื่อให้ความรู้และลดความตื่นตระหนก

1.2) แนวทางการดำเนินงานต่อไป

กรมควบคุมโรคได้ดำเนินการจัดทำแผนการ

เฝ้าระวังสุขภาพสารหนู 5 ปี

2) กรมอนามัยดำเนินการตรวจวัดคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์คุณภาพน้ำประปาดื่มได้ ตามประกาศกรมอนามัย พ.ศ.2563 ดังนี้

2.1) แม่น้ำกก. (ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่) เก็บตัวอย่างจำนวน 92 ตัวอย่างพบสารหนูและตะกั่วอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด

2.2) แม่น้ำกก (จังหวัดเชียงราย) เก็บตัวอย่างจำนวน 71 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานแต่มี 4 หมู่บ้าน ที่พบตะกั่วเกินมาตรฐาน

2.3) แม่น้ำสาย/รวก (เชียงราย) เก็บตัวอย่างจำนวน17 ตัวอย่าง พบว่า สารหนูและตะกั่วมีค่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานทั้งหมด

2.4) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้คำแนะนำการดูแล สุขภาพและใช้น้ำอย่างปลอดภัย และมีการแจ้งผลการตรวจให้พื้นที่ทราบ รวมถึงให้คำแนะนำแนวทางการปรับปรุงคุณภาพน้ำประปาต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เจ้าของระบบ ผ่านการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานของจังหวัด

3. ให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) อปท. และ มท. เร่งจัดหา น้ำดื่มสะอาดสำรองสำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัยและวางแผนระยะยาวในการจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ ปลอดภัยพร้อมทั้งพัฒนาระบบประปาหมู่บ้านให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุม

1) กปภ. จังหวัดเชียงราย มีแผนการเฝ้าระวังโดยตรวจวัด คุณภาพน้ำดิบและคุณภาพน้ำประปาเดือนละ 2 ครั้ง

2) การบรรเทาผลกระทบของประชาชนในพื้นที่ โดยการแจกจ่าย น้ำอุปโภค - บริโภค

3) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติมีการพัฒนาตัวกรองกำจัดสารหนูในระบบประปาหมู่บ้าน

4. ให้ กษ. กก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินผลกระทบเบื้องต้นต่อภาคเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวและกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะหน้าแก่ผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับตัวและฟื้นฟูอาชีพแก่ผู้ได้รับผลกระทบ

กษ. มีการดำเนินการ ดังนี้

1. กรมชลประทานมีการลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกกในพื้นที่โครงการชลประทานจังหวัดเชียงราย

2. กรมการข้าวติดตามตรวจสอบคุณภาพตะกอนดินในแปลงเกษตร ซึ่งยังไม่มีการตรวจพบโลหะหนักเกิน ค่ามาตรฐาน รวมทั้งให้คำแนะนำชาวบ้านในการปรับวิธีการปลูกข้าวเป็นแบบเปียกสลับแห้ง

3. กรมประมงกำหนดแผนการตรวจสอบสัตว์น้ำ สัตว์หน้าดิน โดยตรวจวัดโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่วและแคดเมียม ภายใต้โครงการติดตามเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในสัตว์น้ำในแม่น้ำสายและแม่น้ำกก ตั้งแต่พฤษภาคม – กันยายน 2568 สุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ จำนวน 22 จุด

เดือนละ 2 ครั้ง ผลการตรวจสอบสัตว์น้ำ - สัตว์หน้าดินเปรียบเทียบกับมาตรฐานอาหารสารปนเปื้อนตามประกาศ สธ. (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน พบไม่เกินค่ามาตรฐาน

4. กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตร ตั้งแต่พฤษภาคม - สิงหาคม 2568 พืชที่เก็บเป็นพืชผัก พืชไร่ ที่มีผลผลิตในขณะนั้นและเป็นพื้นที่ที่ใช้น้ำจากแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีการตรวจโลหะหนัก 4 ชนิด ได้แก่ สารหนู ปรอท ตะกั่วและแคดเมียม ซึ่งผลการตรวจสอบพบไม่เกินค่ามาตรฐาน อาหารที่มีสารปนเปื้อนตามประกาศ สธ. (ฉบับที่ 414) พ.ศ. 2563 ฯ

5. สนับสนุนงบประมาณสำหรับการขจัดสารพิษและฟื้นฟูแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน รวมถึงโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟู่ป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ และพืชพรรณริมตลิ่งเพื่อเสริมสร้างความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

กรมควบคุมมลพิษมีการเสนอขอรับการสนับสนุนงบกลางประจำปี 2568 จาก สงป. รวมถึงตั้งงบประมาณ ปี พ.ศ. 2569 - 2570 สำหรับการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นกรณีเฉพาะ

6. ให้คณะกรรมการกลุ่มน้ำโขงเหนือเป็นหน่วยประสานงานหลักและเสนอให้ กนช. แต่งตั้งหรือปรับปรุงองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้แทนจากภาคประชาสังคม
ภาคประชาชน นักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐ
ในสัดส่วน ที่เหมาะสมและสมดุล โดยให้คณะอนุกรรมการข้างต้น จัดทำแผนปฏิบัติการของจังหวัด โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตั้งแต่ระดับชุมชน ลุ่มน้ำ จนถึงระดับชาติตามหลักธรรมาภิบาลน้ำ (Water Governance) และดำเนินการร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง

คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงเหนือ มีคำสั่งที่ 1/2568 วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 แต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนการดำเนินการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำข้ามพรมแดน ลุ่มน้ำโขงเหนือเพื่อบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งภาครัฐและภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำข้ามพรมแดนให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายเป็นประธานคณะทำงานฯรองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงรายเป็นรองประธานคณะทำงานฯ แบ่งกรอบการดำเนินงาน

จำนวน 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านวิชาการและข้อมูล 2) ด้านการมีส่วนร่วมและการสื่อสาร 3) ด้านกฎหมายและแผนบูรณาการ 4) สนับสนุนข้อมูลการประสานงานระหว่างประเทศ และคณะกรรมการฯ เห็นชอบแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำแม่น้ำข้ามพรมแดน จำนวน 14 โครงการ วงเงินงบประมาณ 188.36 ล้านบาท เพื่อเสนอให้ สทนช. และ กนช. พิจารณาขับเคลื่อนการสนับสนุนงบประมาณต่อไป

มาตรการระหว่างประเทศ

1. ให้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กห. ทส. และ สทนช. เร่งดำเนินการเจรจากับประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดมลพิษ เพื่อให้ยุติการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่เป็นต้นเหตุของมลพิษโดยเร็วที่สุด โดยใช้กลไก่ความร่วมมือ ทั้งในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคที่มีอยู่ รวมทั้งผลักดันให้รัฐเจ้าของสัญชาติของบริษัทแม่แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs)

2. ให้ กต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทส. ผลักดันให้ประเทศในภูมิภาคกำหนดแนวทางความร่วมมือเพื่อแก้ไข ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนผ่านกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิผล รวมถึงให้ประเทศในภูมิภาค พัฒนากฎหมายภายในเพื่อรองรับการจัดการ ป้องกันและเยียวยาผลกระทบจากปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

1) กต. กรมควบคุมมลพิษ และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแรได้มีการประชุมหารือทางเทคนิคร่วมกับเมียนมาเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำกก ณ กรุงเนปยีดอ เมียนมา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม2568 โดยมี. Mr. Khin Maung Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและ Mr. Ha Maung Thein ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนฝ่ายเมียนมาผลการหารือพบว่า ค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของทั้งสองประเทศแตกต่างกัน และมีการหารือการดำเนินงาน ร่วมกันในอนาคตเพื่อสำรวจและเก็บตัวอย่างน้ำ การแบ่งปัน ข้อมูลผลการตรวจวัดคุณภาพน้ำ และการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน

2) วันที่ 20 สิงหาคม 2568 รองนายกรัฐมนตรี

(นายประเสริฐ จันทรรวงทอง) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในขณะนั้นในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดิน เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทยในการประชุมหารือระดับรัฐต่อรัฐ โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์) ในขณะนั้น และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย สทนช.

กรมควบคุมมลพิษ กรมเอเชียตะวันออก กรมอุตสาหกรรม พื้นฐานและการเหมืองแร่ และกรมอนามัยได้ประชุมหารือเรื่องปัญหาคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย ร่วมกับเมียนมา โดยมี H.E. Mr. Khin Maung Yi รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเมียนมาเป็นผู้แทนเมียนมา โดยที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันให้มีการจัดตั้งคณะทำงานด้านวิชาการร่วม (Joint Technical Working Group) เพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลการตรวจสอบคุณภาพน้ำ และความเป็นไปได้ในการลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกัน

ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำข้อเสนออย่างเป็นทางการไปยังเมียนมาในการจัดคณะสำรวจร่วมกันระหว่างไทยและเมียนมา โดยได้เสนอความร่วมมือทางวิชาการอื่น ๆ เพิ่มเติมโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะสนับสนุนการฝึกอบรมด้านสุขอนามัยสำหรับประชาชน ริมฝั่งแม่น้ำแก่ฝ่ายเมียนมาและด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ในการประกอบกิจการเหมืองแร่อย่างยั่งยืน ซึ่งฝ่ายเมียนมาตอบรับในหลักการและเห็นควรต้องหารือรายละเอียดและขอบเขตการทำงานของคณะทำงานดังกล่าวต่อไป ทั้งนี้ ฝ่ายเมียนมาแจ้งว่า พื้นที่บางส่วนยังมีข้อจำกัด ด้านความมั่นคงขอให้ฝ่ายไทยเข้าใจความละเอียดอ่อนด้วย

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top