วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569
ลมหายใจคนเหนือรอไม่ได้! สส.ตี๋ ย้ำประโยชน์ หากประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5
เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2569 จากกรณีนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือสส.ตี๋ สส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก “Phattarapong Leelaphat – ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” เรียกร้องให้ 9 ผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือประกาศเขตภัยพิบัติ และยกระดับเป็นภัยระดับสามให้รัฐมนตรีมหาดไทยมาบัญชาการโดยด่วน เนื่องจากค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่สูง (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : สส.ตี๋ จี้ 9 ผู้ว่าฯ เหนือ ประกาศเขตภัยพิบัติฝุ่น PM2.5 ขู่หากไม่ทำ ห่วงเซฟอนุทิน ระวังเจอ ม.157)
ล่าสุด นายภัทรพงษ์ ได้โพสต์เพิ่มเติม เรื่องประกาศเขตภัยพิบัติ PM2.5 แล้วได้อะไร? โดยระบุว่า "โพสต์นี้ขอลงรายละเอียดยาวนิดนึงนะครับ
อย่างแรกเลยครับเรื่องนี้ สิ่งที่ผมเรียกร้องมาโดยตลอดคือ ผู้ว่าฯประกาศเขตภัยพิบัติ แล้วต้องยกระดับเป็นภัยระดับ 3 เพื่อให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมาเป็นผู้บัญชาการ (อนุทิน ชาญวีรกูล) เพราะเรื่องนี้เกินกำลังของจังหวัดแล้ว (จังหวัดประกาศจะเป็นภัยระดับ 2 จังหวัดจัดการกันเองเท่านั้น)
เมื่อประกาศภัยและยกระดับแล้ว รัฐบาลจะเข้าบัญชาการโดยตรง ทำงานด้วยวอร์รูมระดับภาค และมีอำนาจสั่งการกระทรวงต่าง ๆ เพื่อเสริมกำลังการจัดการให้เป็นระดับประเทศ โดยมีจังหวัดต่าง ๆ ในพื้นที่ประสบภัยเป็น node คอยสานงานต่ออีกทอดหนึ่ง
โดยการประกาศจะปลดล็อคการใช้งบประมาณฉุกเฉิน (เงินทดรองราชการ) ที่ทุกจังหวัดจะมีงบ 50 ล้านบาทต่อจังหวัด และเมื่อยกระดับภัยเป็นระดับสาม แต่ละกระทรวงที่เข้ามาจัดการก็จะมีงบประมาณเฉพาะในส่วนนี้เช่นกัน เช่น ก.กลาโหม 100 ล้านบาท สำนักนายกฯ 100 ล้านบาท ก.เกษตรฯ 100 ล้านบาท ก.มหาดไทย 50 ล้านบาท ก.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ ก.สาธารณสุข อีกกระทรวงละ 10 ล้านบาท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 100 ล้านบาทอีกด้วย
งบฉุกเฉินมีอยู่ในกระเป๋าแล้วกว่า 620 ล้านบาท และยังสามารถขอขยายได้อีก แต่ต้องประกาศเขตภัยพิบัติก่อน ถึงจะใช้ได้
เงินกว่า 620 ล้านบาท++ ใช้กับอะไรได้บ้างครับ? ตามระเบียบแล้ว ต้องใช้เงินตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังประกาศ แต่ระเบียบนี้ก็เปิดช่องให้สามารถ #ขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ได้ เอาง่ายๆคือระเบียบฉบับนี้เปิดช่องว่างไว้ให้มีความยืดหยุ่นในการจัดการภัยที่เราคาดไม่ถึงไว้แล้ว เพราะฉะนั้นการประกาศเขตเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากแน่นอนครับ ผมขออธิบายเป็นสองส่วนก่อน ส่วนแรกคือ ใช้เงินตามหลักเกณฑ์ ส่วนที่สองคือ การขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ ครับ
ส่วนแรกในหลักเกณฑ์ งบฉุกเฉินก้อนนี้จะช่วยในภารกิจดับไฟที่มาจากการเผาป่า ต้นเหตุหลักของฝุ่นพิษที่เรากำลังเจอกันตอนนี้ ลดจำนวนไฟและค่าฝุ่นลงให้เหลือน้อยที่สุด โดยการเพิ่มเจ้าหน้าที่ลาดตระเวน+ดับไฟพร้อมค่าตอบแทน น้ำมันเชื้อเพลิง ค่าซ่อมแซม หรือค่าเช่า อุปกรณ์ ยานพาหนะ ที่ใช้ในการดับไฟเพิ่ม คือเอาง่าย เราจะเพิ่ม คน อาวุธ พร้อมกระสุน ให้ทีมดับไฟของเรานั่นเอง เซฟเจ้าหน้าที่ที่ตอนนี้มีกำลังคนน้อย และกำลังเจอปัญหาความล้าสะสม เสี่ยงต่อชีวิตของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก
และในส่วนของการรับมือผลกระทบด้านสุขภาพ เงินก้อนนี้สามารถใช้ซื้อหน้ากากอนามัย N95, 1 ชิ้นต่อคนต่อวัน(ฟังดูเหมือนเรื่องง่ายๆไม่ต้องประกาศเขตก็ทำได้ใช่ไหมครับ แต่ทุกวันนี้ยังไม่ทำกันเลย) และสำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง เด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี (เพราะเราไม่มีหน้ากากขนาดที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงกับเด็กเล็กนะครับทุกวันนี้ เด็กเสี่ยงมากๆ) และกลุ่มผู้ป่วยติดเตียง รวมถึงผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปีที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ รัฐจะสามารถจัดซื้อมุ้งสู้งฝุ่น นวัตกรรมที่พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ครัวเรือนละ 1 ชุด รวมถึงค่าอาหาร ค่าไฟฟ้า ในกรณีตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่เป็นห้องปลอดฝุ่นด้วย
แต่แค่นั้นก็ยังไม่พอครับ รัฐต้องจัดการส่วนที่สอง คือ การขอใช้เงินนอกหลักเกณฑ์ด้วย เพื่อเอามาอุดช่องโหว่ ของส่วนแรก ให้สามารถใช้งบฉุกเฉินในการจัดสร้าง/ดัดแปลง ศูนย์พักพิงชั่วคราว ให้เป็นห้องปลอดฝุ่นขนาดใหญ่ เพื่อรองรับประชาชนในกลุ่มที่ไม่มีเครื่องฟอกอากาศในครัวเรือนให้สามารถอพยพมาพักพิงที่ศูนย์แห่งนี้ได้ ให้อย่างน้อยในช่วงวิกฤตแบบนี้ ประชาชนสามาถหาที่พักพิง ที่มีอากาศหายใจที่ไม่เป็นพิษ 24 ชั่วโมงให้กับพวกเขาด้วย นี่คือสิ่งที่รัฐมองข้ามมาตลอดหลายปี
รวมถึงการขออนุมัติเงินนอกหลักเกณฑ์ในการออกค่าตอบแทนพร้อมประกันชีวิตเฉพาะสำหรับภารกิจที่มีความเสี่ยงแบบนี้ จากหลักเกณฑ์เดิมที่ระบุว่าให้คิดตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ให้ปรับเพิ่มจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2 เท่า และให้สามารถใช้ในการจัดซื้อประกันชีวิต/สุขภาพ ของคนดับไฟ
สถานการณ์ตอนนี้ เราต้องยอมรับว่า ปัญหานี้ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้ากันนานแล้ว ซึ่งกับหลายรัฐบาลที่ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้ากับเหตุการณ์นี้ แม้ผมได้ยกประเด็นขึ้นในสภาหลายต่อหลายครั้ง ตอนนี้เราไม่สามารถแก้ปัญหา 100% แต่เราต้องเร่งมือลดผลกระทบด้านสุขภาพกับประชาชนให้ได้มากที่สุด และจัดการต้นเหตุของฝุ่นพิษนี้ให้เหลือน้อยที่สุด
นี่คือสิ่งที่ผู้นำทุกระดับ รัฐบาล รัฐมนตรี ทั้งหลายต้องดำเนินการ วันนี้ผมไม่สนว่าคุณจะเข้ามาในตำแหน่งด้วยวิธีใด จะแบ่งมุ้ง แบ่งเก้าอี้กันอย่างไร แต่ขอให้ทุกคนทำงานตามอำนาจที่ตนมีอยู่ในมือช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ หากไม่รู้ว่าอำนาจที่ตนได้มาทำอะไรได้บ้าง ก็ขอให้ยอมรับว่าตนไม่รู้แล้วรับฟังให้รอบด้านด้วย
ลมหายใจของประชาชนภาคเหนือตอนนี้ รอไม่ได้อีกแล้ว"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี