วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลางกระแสลมทางการเมืองที่พัดผ่านทำเนียบรัฐบาล จนนำมาสู่การโปรดเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” รายชื่อหนึ่งที่ถูกสปอตไลท์จับจ้องมากที่สุดคงหนีไม่พ้น “ขิง-เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” ที่ข้ามห้วยจากกระทรวงอุตสาหกรรม มานั่งคุมบังเหียน “กระทรวงพลังงาน” กระทรวงเกรดเอที่เป็นเสมือนเผือกร้อนในมือรัฐบาลขณะนี้
ดีเอ็นเอการเมืองและโปรไฟล์ “หนุ่มอ็อกซ์ฟอร์ด”
เส้นทางของเอกนัฏไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แม้จะมีดีกรีการศึกษาขั้นเทพพ่วงท้ายด้วยปริญญาตรี-โท ด้าน Engineering, Economics and Management (EEM) จาก University of Oxford ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับงานพลังงานที่ต้องใช้ทั้งความเข้าใจด้านวิศวกรรมและการคำนวณโครงสร้างราคาระดับเศรษฐศาสตร์ แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาใต้ร่มเงาของตระกูลการเมืองใหญ่ ทั้งฐานรากจาก “เตชะไพบูลย์” และความใกล้ชิดกับลุงกำนัน “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ประสบการณ์ทั้งในฐานะ สส. ที่อายุน้อยที่สุด และบทบาทนอกสภาในฐานะ โฆษก กปปส. ในช่วงวิกฤตความขัดแย้ง หล่อหลอมให้เขามีบุคลิก “กล้าชน” และสื่อสารได้อย่างมีพลัง

บทเรียน “มือปราบทุนเทา” สู่โจทย์ใหญ่ “โครงสร้างพลังงาน”
ภาพจำที่เอกนัฏสร้างไว้ในฐานะ รมว.อุตสาหกรรม คือภาพของรัฐมนตรีสายลุยที่จัดตั้ง “ทีมสุดซอย” ออกไล่ล่าตรวจจับโรงงานอุตสาหกรรมทุนเทาที่สร้างมลพิษและทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัวอิทธิพล จนมีข่าวลือถึงการถูก “ตั้งค่าหัว” หลักร้อยล้านบาท ความสำเร็จนี้กลายเป็นความหวังที่ประชาชนมีต่อเขาเมื่อย้ายมาคุมพลังงาน
โจทย์ใหญ่ที่รออยู่ไม่ใช่แค่เรื่องมลพิษ แต่คือ “วิกฤตปากท้อง” จากราคาพลังงานโลกที่ผันผวนรุนแรง ความตึงเครียดในตะวันออกกลางปี 2569 ทำให้ราคาน้ำมันและค่าก๊าซกลายเป็นระเบิดเวลา คำถามคือเขาจะใช้ความ “สุดซอย” แบบที่เคยทำกับโรงงานทุนเทา มาใช้กับการรื้อโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ได้มากน้อยเพียงใด
เงาอดีตและรอยร้าวที่ต้องก้าวข้าม
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้ คือการก้าวเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งสำคัญที่เดิมเป็นของ “พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” อดีต รมว.แรงงาน (และอดีตเจ้ากระทรวงพลังงานยุคก่อนหน้า) ความไม่ลงรอยระหว่างเอกนัฏกับพีระพันธุ์ในเชิงการบริหารงานภายในพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเรื่องที่คอการเมืองต่างรู้กันดี การเปลี่ยนตัวผู้เล่นในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับทัพตามความเหมาะสม แต่เป็นการวัดรอยเท้าและพิสูจน์ว่าแนวทางของคนรุ่นใหม่อย่างเอกนัฏ จะทำสิ่งที่คนรุ่นเก่าทำไม่สำเร็จได้จริงหรือไม่

บทสรุป: เดิมพันศรัทธารัฐบาลอนุทิน
สุดท้ายแล้ว กระทรวงพลังงานในยุค “เอกนัฏ 1” จะกลายเป็นจุดชี้ขาดสำคัญของรัฐบาลอนุทิน การเริ่มต้นที่ดูทุลักทุเลท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลต้องออกแรงอย่างมาก ให้การกอบกู้สถานการณ์ ฝีมือการทำงานของเอกนัฏต่อจากนี้จะเป็นตัวตัดสินว่า เขาจะสามารถกู้ศรัทธาประชาชนกลับคืนมาด้วยการลงมือบริหารจัดการจัดการสถานการณ์พลังงานให้พ้นวิกฤต รวมถึงการจัดการโครงสร้างพลังงานที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย และใช้กลไกอำนาจที่มีอยู่ในมือเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้รุดไปข้างหน้า ได้แค่ไหน
เส้นทางสายพลังงานสายนี้... จะไปได้สุดซอยอย่างที่ได้เคยสร้างชื่อไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรม หรือจะเอาชื่อมาทิ้งไว้ แล้วทำตัว ลอยตามน้ำ เฉกเช่นนักการเมืองธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่มาแล้วก็ไป ยังไม่อาจสรุปได้ แต่ผลงานนับจากนี้ไปจะเป็นเครื่องพิสูจน์
#ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี