533.jpg
อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน เซ็นตั้ง‘คตร.’ ‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อนุทินจ่อรื้อโครงสร้างน้ำมัน
เซ็นตั้ง‘คตร.’
‘เอกนิติ’นั่งปธ.ชงทุบราคา
‘พิพัฒน์’ถอยเลิกคุมศบก.

นายกฯอนุทิน เซ็นตั้ง คตร.ศึกษาโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ “เอกนิติ”นั่งประธาน “เอกนัฏ”ร่วมทีม พร้อมดึงนักวิชาการ ร่วมแก้ปัญหาน้ำมัน สั่งเร่งศึกษา ค่าการกลั่น-ค่าการตลาด-ค่าขนส่ง เชื้อเพลิง ก่อนกำหนดราคาน้ำมันให้เหมาะสมเพื่อเสนอ ครม.ภายใน 15วัน “พิพัฒน์”จ่อคุย“นายกฯ”ขอไม่คุมพลังงาน หวั่นถูกครหาโยงธุรกิจครอบครัว ลั่น“ปล่อยผมไปเถอะ”

เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมให้สัมภาษณ์ผ่านรายการข่าวว่าขอไม่คุมกระทรวงพลังงานว่าในส่วนของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หรือ ศบก. ซึ่งเป็นศูนย์ที่ติดตามสถานการณ์น้ำมัน จะหมดไปกับรัฐบาล “หนู 1” และเมื่อ “หนู 2” มาก็ต้องตั้งใหม่ หลายคนที่อยู่ในตำแหน่ง ก็มีการสลับสับเปลี่ยน


นายกฯจ่อตั้ง‘เอกนิติ’คุมศบก.-พลังงานแทน

พร้อมยอมรับว่า คิดว่าจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เป็นประธานแทน เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้งกับประชาชนและนายพิพัฒน์เอง แต่อย่างไรก็ตามตนจะต้องระดมความรู้ประสบการณ์ของทุกคนมาแก้ไขปัญหาประชาชน ซึ่งตนก็รับฟังสังคมและประชาชน รวมถึงนักวิชาการและทุกๆ ฝ่าย เพื่อให้เกิดความสบายใจและสามารถทำงานต่อไปได้ ทั้งนี้ จะมีกุนซือด้านพลังงานเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีอยู่

ขณะที่ การแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลกระทรวงจะให้นายเอกนิติ รับผิดชอบกระทรวงพลังงานใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามนั้น เพื่อให้ประชาชนและนายพิพัฒน์เกิดความสบายใจด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เขามีผลประโยชน์ทับซ้อนทางพลังงาน แต่เป็นเพราะเราฟังเสียงประชาชน

น้ำมันกลั่นในไทย คนไทยต้องได้ใช้

สำหรับกรณีที่เมื่อวานนี้ ในที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเรียกอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กรมเจ้าท่า และพลเรือเอก ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์ เสนาธิการทหารเรือ เข้าหารือมีประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับเรื่องพลังงานหรือไม่ นายอนุทินระบุว่า เป็นการขอความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือ ศรชล. ตำรวจ กรมเจ้าท่า และกรมการปกครอง เพื่อควบคุมไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งหลังจากนี้ไปน้ำมันจะต้องให้สำหรับประชาชนคนไทยเท่านั้น ส่วนที่จะส่งไปสปป.ลาว จะจัดหาน้ำมันสำเร็จรูปและขายตรงไปยังสปป.ลาว เลย เพราะฉะนั้นน้ำมันทุกหยดที่กลั่นอยู่ในโรงกลั่นประเทศไทยจะต้องเอาไว้สำหรับคนไทยได้ใช้ พร้อมย้ำว่าเราจะต้องให้คนไทยได้ใช้จริงๆ ในภาวะที่น้ำมันของไทยราคาต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนได้มีการหารือกับเสนาธิการทหารเรือ เรื่อง MOU 2544 ด้วยหรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับตนจบแล้ว ก่อนย้ำว่าคำว่าจบของตนคือยกเลิก

พิพัฒน์ยันบ.มหาชนPTครอบงำไม่ได้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการรองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศบก.ให้สัมภาษณ์รายการโทรทัศน์(เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand) ถึงกรณีเกิดกระแสแบนธุรกิจพลังงานของครอบครัว (ปั๊ม PT)ว่า เรื่องนี้จะโทษความคิด หรือความรู้สึกของคนไม่ได้ แต่ส่วนตัวคิดว่าเรื่องนี้ต้องแยกส่วนกันโดยดูจากพฤติกรรม เพราะตนลาออกจากธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2546 และไม่เคยเข้าร่วมสังฆกรรมกับบริษัท PT ในตำแหน่งใดทั้งสิ้น โดยตลอดระยะเวลา 20 ปี ตนจะเข้าไปปีละหนึ่งครั้งคือวันเกิดบริษัทช่วงเดือนมีนาคม

พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจของบริษัท PT มีคณะกรรมการและผู้บริหาร และที่สำคัญ PT เป็นบริษัท (มหาชน) ฉะนั้นการที่จะไปก้าวก่ายบริษัทหรือครอบงำไม่ได้ เพราะมีบอร์ดอยู่แล้วซึ่งไม่จำเป็นต้องฟังเราซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้ถือหุ้นธรรมดาคนหนึ่ง แต่
ไม่ปฏิเสธว่า PT เป็นธุรกิจของครอบครัว แต่การจะเข้าไปแทรกแซง หรือประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ขอให้รอดูการพิสูจน์ ผลประกอบการในไตรมาสกลางเดือนพฤษภาคม ดีกว่า

เพราะเขามองว่าขณะนี้ตนแก้ตัวอะไร คงไม่มีประโยชน์ แต่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจ และไม่เคยเอาความลับราชการ มาเปิดเผยให้กับคณะกรรมการบริษัท หรือคนในครอบครัว ว่าน้ำมันในแต่ละวันจะปรับขึ้นอัตราเท่าใด ฉะนั้นความจริงจะเกิดขึ้นในไม่ช้าจึงขอให้รอวันนั้น

จ่อคุย‘นายกฯ’ขอไม่คุมพลังงาน

เมื่อถามว่าจะทำหน้าที่ ผอ.ศบก.ในรัฐบาลชุดใหม่ด้วยหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรี มอบความไว้วางใจ ตนก็จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในฐานะที่พอมีความรู้เรื่องพลังงานอยู่บ้าง ส่วนเรื่องเทคโนโลยีและโรงกลั่นรู้แค่ในส่วนซื้อมาขายไปเท่านั้น แต่ไม่มีความรู้เรื่องโรงกลั่นแต่อย่างใดและหากนายกฯ มอบความไว้วางใจก็จะทำงานอย่างเต็มที่ แต่ถ้ามีการเปลี่ยนตัว รมว.พลังงาน และให้คนอื่นมาทำหน้าที่ ตนก็พร้อมที่จะถอยไปเป็นกองเชียร์

เมื่อถามว่ายังเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ หรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังไม่แบ่งงาน เพราะการตั้งครม.ชุดนี้ก็มีมืออาชีพเข้ามาหลายคนซึ่งทุกคนก็มีความสามารถ

นายพิพัฒน์ ยังกล่าวอีกว่าขอเรียนตรงไปตรงมาว่าจะเข้าไปหารือกับนายกรัฐมนตรีว่าเมื่อสังคมเป็นเช่นนี้ ไม่ยินดีให้ตนมากำกับดูแลกระทรวงพลังงาน ตนอาจจะขอว่าหยุดเถอะ เมื่อสังคมไม่ยอมรับ คงหาที่สบายๆ เพื่อไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับกระทรวงอื่นๆ ดีกว่า เพราะมีมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งนายกรัฐมนตรี อาจเชิญที่ปรึกษามาเฉพาะวิชาชีพก็เป็นไปได้

ส่วนกรณีการเก็บภาษีลาภลอยโรงกลั่น นายพิพัฒน์ ระบุว่า เรื่องดังกล่าวตนเคยเสนอนายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ถึง 2 ครั้งว่า เมื่อเก็บแล้ว เวลาเขาขาดทุนจะชดเชยให้โรงกลั่นอย่างไรซึ่งต้องดูอย่างรอบด้าน

นายพิพัฒน์ ย้ำในช่วงท้ายว่าตนไม่ได้อยากเป็น ผอ.ศบก. แต่ท้ายที่สุด ต้องคุยกับนายกรัฐมนตรีหากมีคนที่มีความรู้ความสามารถ “ก็ปล่อยผมไปเถอะ”

นายกฯเซ็นตั้งคตร.มอบ‘เอกนิติ’นั่งปธ.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 5/2569 เรื่อง กำหนดมาตรการเพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ฉบับที่ 3) ให้มีคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน และมีรมว.พลังงาน, รมว.พาณิชย์, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตรมว.พลังงาน, นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตที่ปรึกษารมว.พลังงาน, นายอนุสรณ์แสงนิ่มนวล อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัทบางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน), นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) นอกจากนี้ ยังมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานร่วมเป็นกรรมการด้วย

สั่งเร่งศึกษาค่ากลั่นชงครม.ใน15วัน

สำหรับอำนาจหน้าที่นั้น คตร.จะมีอำนาจในการศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการกำหนดค่าการกลั่นค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาของน้ำมันเชื้อเพลิงและเสนอผลการศึกษาต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) เพื่อพิจารณา และศึกษาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมในการคำนวณราคาและกำหนดราคาสำหรับราคาขายส่งหน้าโรงกลั่นราคาขายให้แก่ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรา 10 และมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้บังคับ พร้อมทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ให้ คตร. มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใดๆหรือสั่งให้บุคคลใดได้ให้ข้อเท็จจริงหรือส่งเอกสารใดๆ เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้

พาณิชย์-พลังงาน-คลัง ถกรับมือ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมร่วมกับกระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ว่าภาครัฐได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนและผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน โดยมุ่งลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นใจในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าว เป็นการหารือร่วมกันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลักเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ประชาชน มิได้เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความร่วมมือเชิงนโยบาย เพื่อให้การดูแลประชาชนเป็นไปอย่างรอบด้าน

นางศุภจีกล่าวว่าความผันผวนของราคาน้ำมันส่งผลต่อหลายภาคส่วนทั้งค่าเดินทาง ค่าอาหาร ต้นทุนการผลิตและราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ดังนั้นทั้งสามหน่วยงาน (พาณิชย์-พลังงาน-คลัง) จึงร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแลโดยให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยควบคู่กับการประคองภาคธุรกิจไม่ให้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่งผ่านไปยังผู้บริโภค

เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน

ที่ประชุมได้ติดตามโครงสร้างราคาน้ำมันทั้งระบบ ตั้งแต่การกลั่น การขนส่งจนถึงการจำหน่าย เพื่อให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โปร่งใสและเป็นธรรม พร้อมพิจารณากำหนดกรอบค่าการกลั่นในลักษณะช่วงอัตราสูง-ต่ำเพื่อสร้างสมดุลระหว่าง
ผู้ประกอบการและผู้บริโภคและไม่ให้เกิดการซ้ำเติมความเดือดร้อนของสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการหารือแนวทางเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน โดยการสำรวจแหล่งพลังงานเพิ่มเติมและเพิ่มทางเลือกในการจัดหา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโลก ขณะเดียวกัน จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแล หากพบการกักตุนหรือเอาเปรียบผู้บริโภคจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

เร่งลดผลกระทบค่าครองชีพ

พร้อมกันนี้ ภาครัฐเตรียมมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม อาทิผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการขนส่ง เกษตรกร และภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ เพื่อประคองเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ความร่วมมือของทั้งสามกระทรวงในครั้งนี้ มุ่งลดผลกระทบก่อนส่งถึงประชาชน และสร้างความมั่นใจว่าภาครัฐกำลังดูแลสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถผ่านช่วงความผันผวนของราคาพลังงานไปได้ร่วมกัน” นางศุภจี กล่าว

พณ.-เอกชนสู้ศก.โลกผันผวน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้หารือร่วมกับ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมภาคเอกชน 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เพื่อวางทิศทางความร่วมมือ“ทีมไทยแลนด์”ระหว่างภาครัฐและเอกชน มุ่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย และยกระดับเศรษฐกิจประเทศให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลกระทบต่อการค้า การลงทุน และการวางแผนธุรกิจ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรมโดยใช้ภาคธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ชูดัน‘ไทยช่วยไทย’ช่วยปชช.

ในระยะเร่งด่วนเปิดโครงการ“ไทยช่วยไทย”วันนี้ (1 เม.ย. 2569) ร่วมกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีกและซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ สูงสุดถึงร้อยละ 58 โดยเน้นสินค้า House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือก พร้อมเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs และสินค้าชุมชนเข้าร่วมในระยะต่อไป พร้อมยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ กระจายสินค้าราคาประหยัดและช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จในพื้นที่นำร่อง

วาง 4 เสาหลักยกระดับแข่งขัน

สำหรับแนวทางระยะยาวกระทรวงพาณิชย์เร่งปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจและมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐฯและจีน พร้อมเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจารอบที่ 8 และเหลือประเด็นสำคัญร้อยละ 20–30 คาดว่าจะสรุปผลได้โดยเร็ว ควบคู่กับการรักษาตลาดเดิมและขยายตลาดใหม่ในอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และเอเชียกลาง ยังมุ่งยกระดับอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต (Future Food) และ Food Tech เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผลักดันอุตสาหกรรม S-Curve เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน (Competitiveness) 2.สร้างความมั่นคงและเสถียรภาพเศรษฐกิจ (Security & Stability) 3.กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ (Inclusive) 4.เสริมความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Resilient Agility)

นายกฯเปิด‘ไทยช่วยไทย’ลดภาระ

วันเดียวกัน เวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยเป็นประธานเปิดตัวโครงการ “ไทยช่วยไทย”ลดภาระ ลดค่าครองชีพ โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้บริหารกระทรวง ภาคเอกชน ห้างค้าส่งและค้าปลีก ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย เข้าร่วมงานด้วย

โดยนายกฯกล่าวว่า วันนี้ยินดีและดีใจเป็นอย่างยิ่งที่มาเป็นประธานเปิดโครงการไทยช่วยไทยลดภาระลดค่าครองชีพถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทันท่วงที เราทราบกันดีว่าสถานการณ์ความขัดแย้งการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงทวีความรุนแรงส่งผลกระทบเป็นวงกว้างราคาพลังงานในภาวะเศรษฐกิจที่ค่าของชีพของประชาชนในหลายประเทศทั่วโลกประเทศไทยได้รับผลกระทบจากสภาวการณ์นี้ด้วย รัฐบาลได้คำนึงถึงผลกระทบดังกล่าวที่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รัฐบาลจึงได้ขอให้ทางกระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดูแลราคาสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าของชีพของประชาชน

ปลุกซื้อของไทยช่วยไทยรักสามัคคีกัน

“โครงการนี้เป็นการช่วยคนไทยไม่ต้องไปพึ่งพาใครเราต้องช่วยเพื่อนร่วมชาติของเราทุกคนด้วยความเต็มใจด้วยความรัก ความสมานสามัคคี สมัยเป็นเด็กมีเพลงอยู่ท่อนหนึ่งที่บอกว่า“ถ้าไทยไม่ช่วยไทยแล้วใครจะมาช่วยเรา”และจบด้วยคำว่า“ไทยเพื่อไทยอุดหนุนไทย ไทยพวกเรา”คนแต่งเพลงนี้มาจากอนาคตเหมือนกันเมื่อ 30-40 ปีก่อน เป็นเพลงที่ฟังแล้วมันติดอยู่ในมโนสำนึก พวกเราทุกคนพึงจะปฏิบัติ ไม่ใช่เฉพาะในยามข้าวยากหมากแพงหรือในยามที่มีวิกฤตการณ์ใดๆ ก็ตามแต่ในยามปกติเราก็ต้องรักกันสามัคคีกัน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน”นายกฯ กล่าว

ทั้งนี้ ภายหลังเปิดโครงการฯ นายกฯเยี่ยมชมบูธร้านค้าต่างๆ ในโครงการฯโดยแวะอุดหนุนซื้อสินค้าตามบูธต่างๆ พร้อมจ่ายเงินสดด้วยเงินตัวเองซื้อของใช้เข้าบ้านพร้อมซื้อข้าวสารบอกจะเอาไปเยี่ยมชาวบ้าน

‘พิพัฒน์’ส่งปลัดพลังงานนั่งถกศบก.

เวลา 16.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม มอบหมายให้นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โดยนายประเสริฐระบุว่า มาเป็นประธานการประชุมแทน เนื่องจากนายพิพัฒน์ติดภารกิจ

น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา โฆษกศบก.กล่าวก่อนประชุมว่าในอนาคตมีการหารือนอกรอบกันว่าอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเวลาประชุมเพื่อให้สอดคล้องกับเวลานำเสนอข่าวของสื่อมวลชนด้วย แต่ต้องหารือกันอีกครั้ง ซึ่งช่วงนี้เป็นรอยต่อรัฐบาล หากมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือแจ้งเปลี่ยนกะทันหัน ต้องขอภัยด้วย

ด้านนายชัยวัฒน์ บุญชวลิตรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์กล่าวว่าความเหมาะสมการแถลงข่าวอาจจะมีการเว้นระยะ เพื่อให้แต่ละหน่วยไปปฏิบัติงาน จะได้มีข้อมูลข้อเท็จจริงมานำเสนอประชาชน และมีช่วงเวลาที่เราคิดว่าอาจจะเป็นวันประชุม และแถลงข่าว คือ วันจันทร์ พุธ หรือศุกร์

กกพ.เคาะค่าไฟพ.ค-ส.ค.ที่3.95บ./หน่วย

ขณะที่ นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(สำนักงาน กกพ.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าในการประชุม กกพ.ครั้งที่ 13/2569 (ครั้งที่ 1,003) วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้พิจารณาผลการรับฟังความคิดเห็นและเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ(ค่าเอฟที)สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 โดยกำหนดค่าเอฟที เรียกเก็บที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับค่าไฟฟ้าฐานที่ 3.78 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเรียกเก็บเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย(ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ทั้งนี้ ค่าเอฟทีดังกล่าวสะท้อนแนวโน้ม ต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าในงวดเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม 2569 จำนวน 29.66 สตางค์ต่อหน่วย ในการพิจารณาครั้งนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จะยังคงรับภาระต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมจำนวน 35,928 ล้านบาท ไว้แทนประชาชน ควบคู่กับการที่ กกพ.พิจารณานำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ ส่วนเกิน (Claw back) จำนวนประมาณ 9,472 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความผันผวนจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top