533.jpg
หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว  ฟันคลังน้ำมัน

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว ฟันคลังน้ำมัน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หอบหลักฐานแจ้งจับแล้ว

ฟันคลังน้ำมัน

บริษัทแจงไม่ได้กักตุน

จับตารบ.รื้อสูตรราคา

“พิพัฒน์” ชงข้อมูลหั่นต้นทุนทิพย์โรงกลั่นน้ำมันเข้าครม.6เมษายน ด้านพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี หอบหลักฐานแจ้งความเอาผิด บริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ หลังพบพฤติการณ์กักตุนสินค้าเกินกำหนด ผู้ถูกกล่าวหาโต้กลับปัดแสวงหาผลประโยชน์ จากสถานการณ์สู้รบ

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้


เดินหน้าลดค่าการกลั่น

ผมและคณะกรรมการ ศบก.ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ค่าการกลั่น” และ “โครงสร้างราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม.วันที่ 6เมษายนนี้ แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ “ราคาน้ำมัน” คือ ต้นทุนหลักของระบบขนส่ง และเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน”

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าครองชีพ #คมนาคมเพื่อประชาชน

แจ้งความกักตุดน้ำมันสุราษฎร์ฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 4เมษายนที่ผ่านมา นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ในฐานะตัวแทนผู้เสียหาย เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี ให้ดำเนินคดีกับ บริษัท พี.ซี สยามปิโตรเลียม จำกัด (สำนักงานใหญ่) เลขที่ 91/1 หมู่ 1 ถนนกาญจนวิถี ต.บางกุ้ง อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในความผิดฐานกักตุนสินค้าควบคุม โดยมีสินค้าควบคุมไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในประกาศของคณะกรรมการตามมาตรา 25 (12) หรือเก็บสินค้าควบคุมไว้ ณ สถานที่อื่นนอกจากสถานที่เก็บตามที่ได้แจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 25 (5) หรือไม่นำสินค้าควบคุมที่มีไว้เพื่อจำหน่ายออกจำหน่าย หรือเสนอขายตามปกติ หรือปฏิเสธการจำหน่าย หรือประวิงการจำหน่ายหรือการส่งมอบสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เหตุเกิดระหว่างห้วงเดือนมีนาคม 2569 วันเวลาต่อเนื่องกัน โดยภายหลังพนักงานสอบสวน ได้สอบปากคำผู้เสียหายไว้แล้วและจะได้ทำการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานติดตามตัวผู้กระทำผิดในคดีนี้มา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

แถลงการโต้ไม่ได้กักตุน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 4 เมษายน บริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด ออกแถลงการณ์ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับการกักตุนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดังนี้ บริษัทฯ เป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ประกอบกิจการด้านรับซื้อ จำหน่าย และจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิง โดยมีการดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ บริษัทฯ มีสถานะเป็นผู้บริหารจัดการคลังน้ำมันเฉพาะในส่วนที่บริษัทฯ รับผิดชอบเท่านั้น

สำหรับประเด็นที่ปรากฏในข่าวเกี่ยวกับการ “กักตุนน้ำมัน” นั้น บริษัทฯขอเรียนว่าการดำเนินงานด้านการจัดเก็บและบริหารสต๊อกน้ำมันของบริษัทฯ เป็นไปตามแผนการจัดส่งและสำรองน้ำมันตามปกติ เพื่อรองรับความต้องการใช้งานของลูกค้าและภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ โดยไม่มีนโยบายหรือพฤติการณ์ในการกักตุนสินค้า เพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากสถานการณ์แต่อย่างใด

พร้อมรับการตรวจสอบ

บริษัทฯ มีระบบบริหารจัดการสต๊อกน้ำมันที่สามารถตรวจสอบได้ มีการแยกเก็บอย่างชัดเจน และไม่มีการปะปนกับสินค้าของผู้ประกอบการรายอื่น ทั้งนี้ กระบวนการรับเข้า-จ่ายออกน้ำมันยังคงดำเนินการตามปกติโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานที่หน่วยงานราชการกำหนดอย่างเคร่งครัด

บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมถึงพร้อมสนับสนุนข้อมูล เอกสาร หรือรายละเอียดที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

จี้นายกฯช่วยกลุ่มเปราะบาง

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤติราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว  เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากและขอให้ทุกภาค รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหานำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด เมื่อรัฐบาลมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบายและแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน 

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด จึงเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน

แจกคูปองลดราคาสินค้า

เบื้องต้น อาทิ การแจกคูปองส่วนลด เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียมสินค้าราคาพิเศษ เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำทันที โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาจะจากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้ และขอให้ดูแลและเยียวยากลุ่มเปราะบาง รวมถึงผู้มีรายได้น้อย เกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงาน ไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ก่อนที่ปัญหาวิกฤติจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้ว” นายชัยวุฒิ กล่าว

เทพไทเสนอแนะทางออก

นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หนุน อนุทิน เดินตลาด ฟังเสียงประชาชน ผมเห็นภาพข่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งตัวแบบสบายๆ ใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำ เดินห้างโลตัสบางกะปิ เพื่อตรวจราคาสินค้าของโครงการไทยช่วยไทย ได้เจอกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในห้างโลตัส จึงเห็นท่าทีของประชาชนที่มีความรู้สึกต่อการบริหารราชการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน ได้เข้ามาพูดคุยกับนายอนุทิน โดยถามถึงคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว หมายถึงใครรวย หมายถึงประชาชนหรือนายทุนรวยกันแน่

ส่วนอีกคนก็เข้ามาขอร้องว่า น้ำมันแพง ช่วยหน่อย ปล่อยแบบนี้ตายแน่ ซึ่งมีอีกหลายความรู้สึกของประชาชน ที่สะท้อนความรู้สึกมายังตัวนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ผมอยากให้นายกอนุทิน ได้ใช้เวลาว่างในวันหยุดหรือวันไหนก็ได้ ลงพื้นที่เดินตลาด เดินห้าง เพื่อจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของประชาชน และความยากลำบาก เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งได้สะท้อนปัญหาทางสื่อโซเชียล ซึ่งเห็นกันอย่างมากมายว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว และราคาน้ำมันแพงน้ำมันขาดตลาด ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างไร และจะได้รู้ถึงความรู้สึกของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้เล่นสื่อโซเชียล หรือไม่ได้ระบายความรู้สึกผ่านสื่อโซเชียล จะได้ระบายความรู้สึกผ่านตัวนายอนุทินโดยตรง

ผมสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

เติมคนละครึ่งหัวละ5พัน

ส่วนสิ่งที่นายกอนุทินพยายามชี้แจงกับประชาชน ถึงโครงการช่วยเหลือประชาชน คือนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายยาวิเศษ หรือนโยบายเรือธงของรัฐบาลอนุทิน1 จนมาถึงรัฐบาลอนุทิน2 ที่ได้รับอนิสงฆ์จากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โครงการคนละครึ่งพลัส การช่วยเหลือประชาชนเท่าเดิม คือคนละ 2000 บาท อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่น้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินงบประมาณ โครงการคนละครึ่งเป็น 5000 บาท เพื่อช่วยเหลือทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ต้องให้มีการลงทะเบียนในการใช้สิทธิ์ เพราะจะเป็นการช่วยเหลืออย่างไม่ทั่วถึง จึงฝากรัฐบาลให้คิดทบทวน เรื่องวงเงิน 2000 บาท และการลงทะเบียนการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เป็นวงเงินคนละ 5000 บาท โดยไม่จำกัดสิทธิ์

ขายแก๊สหุงต้มไม่เต็มถึง

น.ส.ญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ปัจจุบันประชาชนต้องเผชิญภาระค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมัน การซื้อสินค้าแล้วได้รับปริมาณไม่ครบตามที่จ่ายเงิน ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม กรมฯ จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำกับดูแล “ปริมาณสินค้า” ควบคู่กับการดูแลด้านราคา เพราะแม้จำหน่ายในราคาปกติ แต่หากได้สินค้าไม่ครบถ้วน ก็ถือเป็นพฤติกรรมฉวยโอกาสเอาเปรียบผู้บริโภคเช่นเดียวกัน จากการสุ่มตรวจร้านจำหน่ายก๊าซ LPG ในพื้นที่ อ.เมือง จังหวัดนนทบุรี เจ้าหน้าที่พบความผิดปกติจากการสุ่มชั่งน้ำหนักถังก๊าซบางส่วน มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถังและคลาดเคลื่อนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับ พร้อมสั่งให้แจ้งโรงบรรจุแก้ไขการบรรจุให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนจำหน่าย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้บริโภค นอกจากนี้ สายตรวจพิเศษของกรมการค้าภายในยังตรวจพบกรณีโรงบรรจุก๊าซใน จ.นนทบุรี และพระนครศรีอยุธยา บรรจุก๊าซไม่เต็มถัง รวม 57 ถัง มีปริมาณสุทธิไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง จึงดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 ที่ สภ.บางบัวทอง และสภ.วังน้อย

ตรวจสอบหลายจังหวัด

ขณะที่การตรวจสอบในจังหวัดยโสธร ขอนแก่น และชลบุรี พบผู้จำหน่ายรายใหญ่จำหน่ายก๊าซหุงต้มไม่เต็มถัง เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติมาตราชั่งตวงวัด พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2557 เจ้าหน้าที่จึงเปรียบเทียบปรับ 20,000 บาท พร้อมอายัดก๊าซหุงต้มดังกล่าว และสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขก่อนจำหน่ายต่อไป ในระดับร้านค้าปลีก พบการกระทำผิดในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และสตูล โดยจำหน่ายก๊าซหุงต้มที่มีปริมาณไม่ตรงตามที่แสดงบนถัง เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการเปรียบเทียบปรับรายละ 10,000 บาท เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการค้าและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบครั้งนี้เป็นทั้งการดำเนินงานตามแผนตรวจสอบปกติ ควบคู่กับการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนของประชาชนและการเฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้การจำหน่ายก๊าซหุงต้มมีความถูกต้อง โปร่งใส และประชาชนได้รับปริมาณครบถ้วนตามที่จ่ายเงิน โดย

กรมฯ จะยังคงสุ่มตรวจอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ พร้อมกำชับโรงบรรจุและร้านจำหน่ายให้ตรวจสอบน้ำหนักก๊าซก่อนส่งต่อหรือจำหน่ายทุกครั้ง “ควบคู่กับการสร้างความเป็นธรรม กรมการค้าภายในยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “ธงฟ้าลดค่าครองชีพ” ที่ขยายจุดจำหน่ายจากเดิมราว 60 จุด เพิ่มเป็นกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ควบคู่กับการเชื่อมโยงวัตถุดิบสู่ร้านอาหารโดยตรง เพื่อลดต้นทุนผู้ประกอบการ ช่วยให้สามารถจำหน่ายอาหารในราคาที่เหมาะสมและบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในช่วงวิกฤตนี้

น.ส.ญาณี กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประชาชนพบเห็นการจำหน่ายสินค้าไม่เป็นธรรมหรือสงสัยว่าก๊าซหุงต้มมีปริมาณไม่ครบถ้วน เช่น ใช้แล้วหมดเร็วกว่าปกติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” โดยสามารถแนบภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอประกอบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างรวดเร็วต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top