533.jpg
ฝ่ายค้านถล่มนโยบาย รุมสับรัฐบาล แก้วิกฤตพลังงานเหลว

ฝ่ายค้านถล่มนโยบาย รุมสับรัฐบาล แก้วิกฤตพลังงานเหลว

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฝ่ายค้านถล่มนโยบาย

รุมสับรัฐบาล

แก้วิกฤตพลังงานเหลว

อภิสิทธิฉะหนักไร้ทิศทาง

นายกฯหนูชู5ยุทธศาสตร์

มั่นใจพาคนไทยตั้งตัวได้

นายกฯอนุทินนำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ชู 5 ยุทธศาสตร์บริหารภาครัฐยันลุยต่อยอดนโยบาย“คนละครึ่งพลัส” ยอมรับ “วิกฤตพลังงาน” บั่นทอนศก.ลั่นพาคนไทยตั้งตัวได้ ‘ฝ่ายค้าน’รุมชำแหละนโยบายรบ.ไร้ทิศทาง อัดยับแก้พลังงานล้มเหลวปชน.ฉะไม่สะท้อนวิกฤต แก้ล่าช้า ห่วงซ้ำรอยโควิด ‘มาร์ค’ตอกย้ำไม่ให้อภัยถ้าแสวงหาผลประโยชน์ตนเองกับพวกพ้องไม่มั่นใจหลักนิติธรรม-บังคับใช้กฎหมาย‘หมอวรงค์’เตือนระวังน้ำมันเก๊ พ่นพิษจะอยู่ไม่นาน

เมื่อเวลา 08.50น.วันที่ 9 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา ได้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภามีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุมพิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162เป็นวันแรก โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นำทีม ครม.เข้าร่วมการแถลงนโยบายอย่างพร้อมเพรียง เพื่อรับฟังการอภิปรายพร้อมกับตอบชี้แจงต่อที่ประชุม


นายกฯยึดหลักสำคัญ3ประการ

โดยนายอนุทินเริ่มอ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลว่าครม.จะยึดหลักสำคัญ 3ประการ ได้แก่ 1.พิทักษ์ไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 2.ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข3.ยึดมั่นหลักนิติธรรม บังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม บริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานธรรมาภิบาล ที่ผ่านมารัฐบาลบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้านทั้งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน Quick Big Win ได้แก่ โครงการคนละครึ่งพลัส การลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน การแก้ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ปราบปรามสแกมเมอร์และยาเสพติดอย่างเข้มข้น สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกลับมาขยายตัวสูงขึ้น

เร่งบริหารให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายกฯกล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์ จะเร่งดำเนินการนโยบายที่ให้ไว้กับประชาชน บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง เร่งประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ.2569ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางโดยเน้นการเยียวยากลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบธุรกิจ การเกษตร รวมถึงจะเร่งทำ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570ให้มีผลบังคับใช้ทันปีปฏิทินงบประมาณ

ดันบริหารยุทธศาสตร์ 5 กลุ่ม

นายอนุทิน แถลงย้ำว่า รัฐบาลจะบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ตามที่กำหนดในรัฐธรรมนูญ และเพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายสำคัญไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง จึงกำหนดกลไกบริหารราชการแผ่นดิน ภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ 5 กลุ่มดังนี้ 1.ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เร่งสร้างความมั่งคั่งและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 2.การผลิต การค้า และบริการ เร่งเพิ่มผลิตภาพและคุณภาพการผลิตภาคการเกษตร เกษตรแปรรูป การยกระดับอุตสาหกรรม 3.ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.ด้านสังคมและสวัสดิการ ยกระดับทุนมนุษย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างทั่วถึงยั่งยืน 5.ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง ยกระดับสถานะไทยในเวทีโลก รักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพในบริบทโลกหลายชั้ว

นายอนุทินกล่าวว่า การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลจะยึดประโยชน์ประเทศ ประชาชนเป็นที่ตั้งภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง การเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การดำเนินนโยบายจะใช้จ่ายจากแหล่งงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ อาทิ เงินกู้ กองทุนหมุนเวียน การให้เอกชนร่วมลงทุน จะใช้จ่ายงบประมาณตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด รอบคอบ กำกับการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ การให้บริการประชาชนและลดภาระหนี้สาธารณะประเทศในระยะยาว

ชูสร้างไทยมั่นคง-คนไทยตั้งตัวได้

“ท้ายที่สุดนี้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ขอเรียนประชาชนว่า ความท้าทายและความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่งจะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมเติมเต็ม ทุ่มเทสรรพกำลังอย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นำพาประเทศสู่การพัฒนาเต็มศักยภาพ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนการเจริญเติบโตของประเทศระยะยาว จะทำทุกวิถีทางเพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย”นายกฯกล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้นายกฯได้อ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา 1 ชั่วโมง 8 นาที 42 วินาที

เท้ง’ซัดรบ.กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ

จากนั้นเวลา 10.15 น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกอภิปรายเป็นคนแรกของพรรคฝ่ายค้านว่าหลังจากฟังนายกฯแล้วตัวท่านเองมีความรู้สึกอย่างไรรู้สึกมีความหวัง เห็นอนาคตตัวเอง ควบคู่กับอนาคตประเทศที่นายกฯฉายให้เราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่เป็นเพราะอะไร การอภิปรายต่อจากนี้เป็นข้อสังเกตถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาล อาจทำให้ทุกคนพอรู้สาเหตุตรงนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากการรัฐประหารเพราะคุมอำนาจเบ็ดเสร็จสภาฯบน สภาฯล่าง รวมถึงองค์กรอิสระต่างๆจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว

กาง 5คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ

“เรียกได้ว่ารัฐบาลชุดนี้แบ่งบูรณาการออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ใช่บริหารราชการแผ่นดินอย่างที่นายกฯแถลงไปสักครู่ แต่เป็น 5 คลัสเตอร์กลุ่มอำนาจ เกิดจากการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลด้วยกัน และแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์กันลงตัว1.บรรดามุ้งการเมืองต่าง ๆ ที่อดีตเคยอาจสังกัดพรรคอื่น แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ย้ายมาสวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคอันดับ 1 ไม่ได้หมายถึงพรรค สส.มากสุด แต่เป็นพรรคที่มี สส.ย้ายพรรค และชนะการเลือกตั้งมากที่สุดอันดับ 1 การที่ท่านจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่าง ๆ แบบนี้ ทำให้เห็นโฉมหน้า ครม.ที่ยกตัวอย่างบางจังหวัด เช่น บ้านสงขลา ชลบุรี หรือสุพรรณบุรี เป็นต้น

ซัดเพื่อไทยขายวิญญาณร่วมรบ.

2.ค้ำจุนรัฐบาลชุดนี้ คือพรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลขณะนี้ ที่บอกเต็มปากว่า ยอมขายวิญญาณตัวเอง เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่างตัวเลขสมการการเมืองบนหน้ากระดานอยู่แล้ว คงไม่ได้กล่าวหาเกินจริง สมมติพรรคอันดับ 2 นั้น ขู่ว่าจะถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ ไม่ต้องกังวลใจทั้งสิ้น ปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง เลือกสลับดึงพรรคการเมืองปัจจุบันที่อยู่ฝ่ายค้าน ไปร่วมรัฐบาลได้ทันที เป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียงก็ยังเป็นเสียงข้างมากได้ ปัญหาของการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ พรรคอันดับ2ไม่มีอำนาจต่อรองใดๆกับภูมิใจไทย”หัวหน้าพรรคประชาชนย้ำ

3.ดุลอำนาจสำคัญที่ได้ทำลายล้างอำนาจต่อรองของพรรคอันดับ2ในพรรคร่วมฯอย่างสิ้นเชิง คือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยที่ร่วมในรัฐบาลชุดปัจจุบัน มีจำนวนเสียงราว 20 เสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคอันดับ2ที่บอกเช่นนี้ หากปราศจากเสียงเหล่านี้ในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยจะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าออก ดึงพรรคอื่นมาสลับได้ตลอดเวลา

ฉะมีองค์กรอิสระคุมเกมเหนือทุกพรรค

4.สมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือองค์กรอิสระอื่นๆที่อาจได้รับการแต่งตั้งจากพวกเขาเหล่านั้น ล้วนเป็นไพ่โป๊กเกอร์รัฐบาลที่นำโดยภูมิใจไทย หยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้ ใช้คุมเกมก็ได้ คุมเกมจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เป็นหน้าตาอย่างที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามก็ได้ อย่างที่พวกตนโดนอยู่ อย่างคดี 44สส.ใช้ปกป้องพวกตัวเองก็ได้ เมื่อวานกกต.เพิ่งมีการรับรองผลการเลือกตั้ง สส.สุพรรณบุรี เขต2ทั้งที่มีข้อครหามากมาย ยังปกป้องพวกพ้องอะไรได้อีก คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่อยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้ถือเป็นดุลอำนาจสำคัญที่พรรคการเมืองอื่นไม่มีและ5.กลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศนี้ ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลปัจจุบัน ส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่น ๆ ว่า มาเถอะ อยู่ค่ายนี้ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้คือคนที่ถือตั๋วใบที่2และให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทย ในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

จุลพันธ์’ประท้วง‘เท้ง’ถอนคำพูด

หลังจากนั้นนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน สส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคเพื่อไทยลุกประท้วงขอให้ถอนคำพูดกรณีที่นายณัฐพงษ์พูดพาดพิงพรรคเพื่อไทยแม้จะใช้คำว่าพรรคอันสองแต่หมายความถึงพรรคเพื่อไทยซึ่งระบุว่าขายวิญญาณ ถือเป็นคำที่สร้างความเสียหาย ขอให้ถอนคำพูดเพราะกระบวนการการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกลไกการเมืองในระบบอบรัฐสภาเมื่อพรรคอันดับหนึ่งเชิญพรรคอันดับสามคือ พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมจึงได้หารือถึงการกำหนดนโยบายขับเคลื่อนความเป็นรัฐร่วมกัน

เท้ง’ยอมเปลี่ยน‘ละทิ้งจุดยืนเดิม’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตอนแรกนายณัฐพงษ์ไม่ยอมถอนคำพูด ขอให้ประธานสภาฯวินิจฉัย โดยนายโสภณ จึงวินิจฉัยว่าคำว่าขายวิญญาณประชาธิปไตยเป็นการกล่าวหา การกล่าวหาเหมือนใส่ร้ายซึ่งไม่เหมาะจะกล่าวร้าย ตนขอให้เปลี่ยนคำพูดเพื่อให้เกิดความเรียบร้อยซึ่งในที่สุดนายณัฐพงษ์เปลี่ยนคำพูดตามคำวินิจฉัยของประธานสภาฯว่า ขอเปลี่ยนว่าละทิ้งจุดยืนเดิมทำให้นายจุลพันธ์ลุกขึ้นตอบโต้ว่า“หากจะใช้วิธีตอดเล็ก ตอดน้อย ศักดิ์ศรี คุณภาพของพรรคท่านเดินตามนั้น ผมยอม”

กธ.อัดนโยบายฯสวนวิกฤตชาติ

เวลา 10.45น.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม(กธ.)อภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่ารู้สึกเฉยๆไม่ตื่นตาตื่นใจ คล้ายกับการแถลงนโยบายในสถานการณ์ปกติ ไม่แน่ใจว่าแนวนโยบายของรัฐบาลจะตอบโจทย์กับสถานการณ์โลกที่ผกผันเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไรก็ดีก็น้อมรับว่ารัฐบาลที่นำโดยท่านนายกอนุทินประสบความสำเร็จและได้รับฉันทานุมัติจากพี่น้องประชาชนให้เข้ามาบริหารประเทศ

“ผมขอพูดตรงๆว่าเห็นใจท่านนายกที่ซวย ที่ดวงไม่ดี พอชนะการเลือกกำลังแบ่งตำแหน่งก็เจอวิกฤตทันที แต่ที่กระผมเป็นห่วงและเห็นใจมากกว่าก็คือความไม่สบายใจและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนคนไทยที่แผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้าและต้องพึ่งพาตนเองในการกัดฟันฝ่าวิกฤตด้วยตัวของพวกเขาเอง”นายอรรถกร ย้ำ

ไม่เชื่อมั่นรบ.แก้วิกฤติน้ำมัน

นายอรรถกรกล่าวว่าความสับสนวุ่นวายจากการสื่อสารในช่วงวิกฤต ข้อมูลที่กระจัดกระจายก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านและความไม่เชื่อมั่นจากภาคประชาชนลดลงอย่างรวดเร็วเช่นการที่เราในฐานะคนไทยที่ต้องใช้น้ำมันในชีวิตประจำวัน ยังไม่รู้เลยว่าประเทศไทยเรามีสต็อกน้ำมันเท่าไหร่ จะมีไปอีกกี่เดือน หรือให้เราประหยัดการใช้ลง10เปอร์เซ็นต์ หรือเสนอให้อยู่อย่างพอเพียง ทั้งหมดทั้งปวง ที่ผ่านมาตนเห็นท่านทำงานเชิงรับ ในสถานการณ์แบบนี้ต้องทำงานเชิงรุก ถึงลูกถึงคน ชนได้ชน ชนไม่ได้ก็ต้องชน เพื่อนำพาประเทศพ้นปัญหาไปได้

หนู-นัส’ตัดไม่ขาด!คุยกันชื่นมื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศช่วงหนึ่งในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สส.ชลบุรี พรรคภูมิใจไทย เดินลงจากบัลลังก์ครม.พร้อมด้วยนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ตรงไปยังที่นั่งของพรรคกล้าธรรมเพื่อพูดคุยทักทาย กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม โดยเฉพาะนายอนุทินและร.อ.ธรรมนัส ดูมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส แม้การทำงานในขณะนี้จะอยู่คนละฝั่ง

อภิสิทธิ์’อัดไร้นโยบายหาเสียง

เวลา11.00น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)อภิปรายว่า สิ่งที่เราคาดหวังจากการแถลงนโยบาย ตนคิดว่า1.การที่ประชาชนสนับสนุนพรรคร่วมรัฐบาลว่านโยบายที่ไปหาเสียงและให้คำมั่นสัญญากับประชาชนไว้ว่าจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นจะอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลหรือไม่2.เป็นโอกาสของนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำของประเทศที่จะได้สร้างความหวัง ฉายภาพทิศทางการเดินหน้าของประเทศซึ่งจะมีผลกระทบกับประชาชนทุกคน3.เป็นเอกสารที่สมาชิกรัฐสภาจะต้องใช้ตรวจสอบรัฐบาลต่อไปจากการที่อ่านเอกสารคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่เคยหาเสียงไว้ แต่พบว่าเหมือนมีบางอย่างที่ขาดหายไป ไม่สามารถที่จะผูกมัดตัวเองเหมือนช่วงหาเสียงเช่นค่าไฟ 3 บาทบางเรื่องไม่น่าเชื่อว่ามาถึงขนาดนี้แล้วนโยบายเขียนสั้นเช่นปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เพียงเขียนแค่หลัก เข้าใจ เข้าถึงพัฒนา แล้วบอกจะสร้างความสันติสุขทั้งที่ความจริงแล้วสิ่งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือการพูดคุยเจรจาว่าจะมีแนวทางต่อไปสถานการณ์นี้ก็รุนแรงเพราะเพื่อนสมาชิกของเราเพิ่งถูกลอบยิงและยังเป็นของความมั่นคงหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในนโยบาย

ไร้ทิศทาง-ไม่มีหัวใจคำนึงถึงปชช.

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ตนจะเน้นย้ำในวันนี้ที่จะถามว่าทำไมพวกเราไม่ได้รู้สึกว่าพวกเรามีความชัดเจนในทิศทางหรือมีความหวังตนขอให้เหตุผล 4ประการคือ 1.นโยบายที่ท่านเขียนในสิ่งที่คนไม่โต้แย้งไม่ว่าจะเป็น3หลักการบริหาร 5 กลุ่มยุทธศาสตร์เป้าหมาย การบอกว่าเราจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อยากได้ แต่ไม่มีในเรื่องของรูปธรรม เครื่องมือที่จะใช้ กรอบเวลาที่ชัดเจนยกเว้นบางเรื่องเท่านั้นไม่มีเรื่องของตัวชี้วัดที่เราจะใช้ 2.วิธีบริหารที่ผ่านมาจากท่านทั้งหลายที่กำลังดำรงตำแหน่งอยู่ ณ ขณะนี้ 3.ประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการไม่มีความรู้สึกและหัวใจของประชาชนอยู่ในการเขียน 4.คุณธรรมและจริยธรรมความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นหัวใจของการที่จะทำให้นโยบายสำเร็จ ท่านกล้าเขียนนโยบายที่เอาอดีตว่าท่านสามารถดำเนินการให้เป็นควิกมิกซ์วินเช่นเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเข้มข้นที่กล้าเขียนกว่านั้นคือการจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ของประเทศ การบริหารจัดการปัจจัยการผลิต

ซัดล้มเหลวแก้วิกฤตพลังงาน

นายอภิสิทธิ์อภิปรายว่าสิ่งที่เขาตำหนิกับความล้มเหลวที่ผ่านมาประกอบด้วย 3 ส่วนคือ 1.การบริหารจัดการที่ผิดพลาด 2.การไม่ยอมให้ภาคส่วนอื่นๆ นอกจากประชาชนรับภาระกับสิ่งที่เกิดขึ้น 3.ความไม่ชอบมาพากลและแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ สิ่งที่น่าสนใจมากคือบทบาทหน้าที่ของกองทุนน้ำมัน เพราะพวกเราทราบไปว่ากองทุนน้ำมันจะมาแบกรับสะสมหนี้ไปเรื่อยๆไม่ได้ แต่ถามว่าเขาเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้ทำไม เค้าเอากองทุนน้ำมันมาทำหน้าที่นี้เพื่อประคับประคองหรือซื้อเวลาเผื่อว่าราคาน้ำมันลดลงต้นทุนอื่นๆจะได้ไม่เพิ่มขึ้นและซื้อเวลาเพื่อให้รัฐบาลเตรียมตัวช่วยคนที่ได้รับผลกระทบ แต่รัฐบาลนี้ผลาญเงิน 4หมื่นล้านจากประชาชนที่ใช้น้ำมันจะต้องไปซื้อน้ำมันแพงในวันข้างหน้า โดยไม่ได้เตรียมมาตรการรองรับ ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นราคาไม่รู้ว่าจะสายไปหรือไม่ที่จะแก้ปัญหานี้เพราะหากคิดที่จะไปคุมราคาสินค้าปลายทางความโกลาหล ความขาดแคลน การขาดทุน การลดลงของธุรกิจก็ลดลดลงแน่

อัดแรงหัวใจไม่อยู่กับประชาชน

นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ท่านพูดได้อย่างไรว่าประสบความสำเร็จในการบริหารความขาดแคลนซึ่งนอกเหนือจากการบริหารผิดพลาดตรงนี้แล้วที่ตนใช้คำว่าหัวใจท่านไม่อยู่กับประชาชน ขนาดคนไปทำงานกับท่านสัปดาห์เดียวออกมาต่อว่าฝ่ายค้านว่า พูดเรื่องราคาน้ำมันเป็นเรื่องเชย ตนจะเชยต่อไปเชื่อว่าคนทั้งประเทศก็จะเชยกับตน เพราะยุคนี้ไม่คาดหวังจะเก๋ไก๋หรูหราอีกต่อไปแล้ว นอกจากจะไม่ให้รัฐบาลและภาคธุรกิจรับภาระเท่าที่ควรยังต้องไปไล่ตามจับไอ้โม่ง คำพูดของนายกรัฐมนตรีที่สวยหรู ไม่มีใครจะดีไปกว่าประชาชน แต่ความสวยหรูนั้นไม่เจ็บเท่าวันที่ท่านพูดว่ามีแต่ประชาชนที่กักตุนน้ำมัน ท่านจงไปหาผู้กักตุนที่แท้จริงและดำเนินการเช่นเดียวกับเรื่องทุนเทาและสแกมเมอร์ที่พวกตนไปยื่นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินการตามหลังต่างประเทศเสมอ คนอดสงสัยไม่ได้ว่ามีบุคคลในแวดวงอำนาจของรัฐบาลอยู่ในกระบวนการนี้

ไม่มั่นใจหลักนิติธรรม-บังคับใช้ก.ม.

นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยว่า เรื่องที่ตนไม่มั่นใจในความสำเร็จของนโยบายคือสิ่งที่เขียนไว้ในหน้าแรกคือไม่มั่นใจว่าการบริหารด้วยหลักนิติธรรมและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคจะเป็นจริง ตนจะจับตาดูตั้งแต่เรื่องเขากระโดงและคดีฮั้วสว.ซึ่งความจริงพรรคเพื่อไทยก็พูดไว้เยอะ ขอให้ช่วยตามไปดูด้วย รวมถึงที่เขียนว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับคู่สัญญาของรัฐที่ทำให้สาธารณะเสียหายทั้งตึกสตง.พระราม 2 และจังหวัดนครราชสีมา แต่ท่านอย่าลืมคู่สัญญาของอาคารรัฐสภาแห่งนี้ที่มีปัญหาเยอะแยะด้วย ตนเองจะจับตาดูว่าทำจริงหรือไม่

ไม่ให้อภัยถ้าเอื้อประโยชน์ตนกับพวก

นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่าก่อนหน้าการแถลงนโยบาย ต้องผ่านขั้นตอนสำคัญคือการถวายสัตย์ วันนั้นมีพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าถ้าท่านจะทำตามคำปฏิญาณที่ทำต่อหน้าพระพักตร์ได้ ผลลัพธ์จะต้องเกิดกับประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประชาธิปไตยต้องงอกงามไพบูลย์อยู่บนวิถีทางที่ถูกต้อง และต้องทำให้ประเทศมีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น

“รัฐบาลทุกชุดเข้ามาบริหารต้องมีทั้งความสำเร็จและล้มเหลว เข้าใจกันได้ แต่สิ่งที่ให้อภัยกันไม่ได้คือถ้าแสวงหาผลประโยชน์เข้าตัว เข้าพวก และไม่เคารพในกระบวนการของกฎหมายและประชาธิปไตย กราบเรียนเตือนท่านว่า ถ้าท่านเห็นประชาชนเป็นเพียงทางผ่านสู่อำนาจ เห็นประชาธิปไตยเป็นเพียงพิธีกรรม เห็นประเด็นเรื่องความมั่นคงจริยธรรมเป็นเพียงการหาเสียงหรือเครื่องมือทางการเมือง ท่านจะไม่ได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณตนที่ท่านให้ไว้ต่อหน้าพระพักตร์ และทุกคนในประเทศจะบอกว่า พอแล้ว ไม่ไหวแล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นันทนา’สับนโยบายทุ่งลาเวนเดอร์

จากนั้นน.ส.นันทนานันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว. )อภิปรายว่ารัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นในภาวะวิกฤตพลังงานจึงเป็นภาวะวิกฤต วิกฤติเศรษฐกิจไปพร้อมกันดูจากตัวนโยบาย23ข้อแล้วตนเห็นว่า กำลังจัดนโยบายอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์แต่ประชาชนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา รัฐบาลกำลังท่องคาถาว่ารวยไม่ไหวแล้ว รวยกันแต่พวกท่าน แต่เสียงในหัวประชาชนเขาทนไม่ไหวแล้ว ตนนั่งฟังนายกฯแถลงด้วยความปวดใจ เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลเลย ถ้อยแถลงของนโยบายใช้วาทกรรมสวยหรูแต่ไม่ได้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนประเทศกำลังอยู่ในห้องไอซียู ยังชวนประชาชนมาสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลอยู่

มองชีวิตมีค่าน้อยกว่าผลกำไรนายทุน

น.ส.นันทนา กล่าวว่าขณะที่ชีวิตของชาวภาคเหนือในเวลานี้กำลังเสี่ยงกับฝุ่นพิษ PM 2.5 พวกเขาอยู่กับอยู่กับอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกมา2สัปดาห์แล้ว รัฐบาลกลับไม่บรรจุเรื่องนี้ในนโยบายแถมยังไม่มีเจตจำนงที่จะเอาพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายต่อไป รัฐบาลนี้มองว่าชีวิตของประชาชน มีค่าน้อยกว่าผลกำไรของนายทุนอย่างนั้นหรือ ส่วนปัญหาปากท้องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือปัญหาพลังงานตอนนี้น้ำมันแพงส่งผลต่อไฟฟ้าทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าราคาแพงถ้าพร้อมจ่ายคนไทยจะต้องแบกให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าแต่ได้ค่าตอบแทนตามสัญญาทำไมรัฐบาลไม่รื้อโครงสร้างสัญญาฐานนี้เพื่อปลดปล่อยคนไทยให้ใช้ไฟฟ้าราคาที่สมเหตุสมผล

ซัดจัดนโยบายแบบไม่เห็นหัวปชช.

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า ส่วนเรื่องอนาคตของประเทศที่กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐบาลจงใจที่จะไม่ใส่ไว้เลยแม้แต่ประโยคเดียว นโยบายฉบับก่อนเขียนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้สามบรรทัดก็น้อยแล้วฉบับนี้ไม่เขียนถึงทั้งที่ประชาชนคนไทย 21,000,000เสียง ลงประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ไปพร้อมกับการเลือกท่านเข้ามาเป็นนายกจะมาเทกันกลางแดดแบบนี้ไม่ได้เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ควบคุมกติกาหลักของประเทศไว้ที่ประเทศเราถดถอยจีดีพี1.8มา10ปีก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเมื่อ ประชาชน 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนเห็นชอบให้มีการแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาล มีหน้าที่ที่จะดำเนินการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามประชามติโดยเร็ว แล้วเหตุใดจึงไม่บรรจุในนโยบายซึ่งประชาชนจับตาดูอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีฮั้วสว.คดีเขากระโดงก็จะถูกเป่าหายไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างนั้นหรือ

หมอวรงค์บี้น้ำมันหาย635ล้านลิตร             

ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า จากการติดตามวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการขึ้นราคาน้ำมันถึง 8 ครั้ง ราคารวม 20.6 บาท ซึ่งถือว่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกรณีน้ำมันขาดแคลนนั้น จากการตรวจสอบของตน เชื่อว่าจะมีน้ำมันหายไปกว่า 635 ล้านลิตร ในช่วง วันที่ 16-31 มี.ค. ถือว่ามีกระบวนการปลอมน้ำมัน และโกงน้ำมัน ขณะที่นายกฯ บอกว่าพูดแล้วทำในเรื่องการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้นายกฯ ลดจำนวนผู้ช่วย สส.ลง รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส. สว. เพื่อนำไปจุนเจือประชาชน

เตือนน้ำมันเก๊ พ่นพิษจะอยู่ไม่นาน

“สิ่งที่รัฐบาลทำดีผมชื่นชม แต่สิ่งที่ไม่ดี อย่างเช่นเมื่อก่อนผมตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว พบว่ามีการโกงส่งข้าวแบบจีทูจีเก๊ ดังนั้นในครั้งนี้น้ำมันที่พบการโกง ก็ต้องเรียกว่าน้ำมันเก๊ ต้องเร่งจัดการ อะไรที่ผมแนะนำแล้วทำ ท่านจะอยู่ได้4 ปี แต่หากไม่แยแส ผมว่ารัฐบาลอาจอยู่ได้ไม่นาน” นพ.วรงค์ อภิปราย

เสรีฯ’ติงครม.‘ลูกเทพ-เด็กเส้น’เยอะไป

ขณะที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า การแต่งตั้งครม.แล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเทพ เด็กเส้นเยอะไปหน่อย นอกจากนี้มีรัฐมนตรีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ชี้มูลความผิดในคดีฮั้วสว.จำนวน 12 คนซึ่งรวมถึงนายอนุทิน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน3ของครม.ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่าผลการทำงานจะเป็นรูปแบบใด อย่างไรก็ดี ตนขอให้รัฐบาลยึดอุดมการณ์การทำงานคือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตนเองและร่วมมือกัน เพื่อให้ประชาชนอยู่กันอย่างเป็นสุข และทำให้คำพูดของนายกฯ ที่บอกว่า รวยแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว จะได้เป็นของจริง

ปชน.ฉะนโยบายไม่สะท้อนวิกฤต

ช่วงบ่ายนายวีระยุทธกาญจน์ชูฉัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชนอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาลถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่าในภาวะวิกฤตประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาลเดินนำหน้าประชาชนอย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล กลับเดินตามหลังประชาชนหลายก้าว ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่ง กักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์

“การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด”นายวีระยุทธ กล่าว

ไร้แนวทางชัดเจนช่วยเหลือปชช.

นายวีระยุทธกล่าวอีกว่าสิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือการแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นความชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ปี2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี 2569ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า นอกจากนี้ ประชาชนคาดหวังการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบ

ชงรบ.เสนอฉากทัศน์เลวร้ายที่สุด

นายวีระยุทธเสนอว่ารัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจากฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดก่อนเป็นลำดับแรกด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลง ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่า การเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

เสนอเพิ่มความมั่นคงพลังงานไทย

นายวีระยุทธกล่าวด้วยว่า การทำนโยบายในภาวะวิกฤตต้องไม่จบแค่เชิงรับแต่ต้องมีเชิงรุกด้วย โดยรัฐบาลต้องถือธงนำสร้างภารกิจแห่งชาติร่วมกันประกาศให้คนไทยทุกคนเห็นความจำเป็นชัดเจน หนักแน่น และมุ่งมั่นเป็นภารกิจ ที่ทั้งรัฐและเอกชนทั้งประเทศจะไปด้วยกัน ซึ่งภารกิจสำคัญที่สุดตอนนี้คือการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศไทยการสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกัน 3 แนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ

แก้ปัญหาล่าช้าห่วงซ้ำรอยโควิด

นายวีระยุทธตั้งคำถามว่าประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใดโดยเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอมทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้นจากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

นายวีระยุทธยังขอให้รัฐบาลอนุทิน2ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top