วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569
533.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 11 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

วันที่ 11 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง การร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. รับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอและรัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบรวม 24 ฉบับ

                2. มอบหมายให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือหัวหน้าส่วนราชการเร่งรัดการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร  และวุฒิสภาแล้วแจ้งยืนยันไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พร้อมเหตุผลประกอบการพิจารณา ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาการร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติต่อไปให้ทันกำหนดเวลาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569)

                สาระสำคัญของเรื่อง

                1. บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 147 บัญญัติให้ในกรณีที่มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบให้เป็นอันตกไป ร่างพระราชบัญญัติที่ตกไป ถ้าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป ร้องขอต่อรัฐสภาภายในหกสิบวันนับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป (ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569) เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร (สผ.) หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณีพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วยก็ให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไปได้

              2. สลค. ได้ประสานขอข้อมูลเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่ค้างการพิจารณาของรัฐสภา สผ. และวุฒิสภา จากสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้วปรากฏว่า มีร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอและรัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบ รวม 24 ฉบับ ดังนี้

                        2.1 ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของ สผ. จำนวน 20 ฉบับ

                        2.2 ร่างพระราชบัญญัติที่ค้างในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา จำนวน 4 ฉบับ ซึ่ง สลค. พิจารณาแล้วสมควรดำเนินการร่างพระราชบัญญัติที่รัฐสภายังมิได้ให้ความเห็นชอบโดยมอบให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เสนอกฎหมายหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง รับไปพิจารณา ดังนี้

กระทรวงเจ้าของร่าง

ร่างกฎหมาย

ขั้นตอน

กระทรวงกลาโหม
(จำนวน 2 ฉบับ)

1. ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

2. ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

กระทรวงการคลัง
(จำนวน 3 ฉบับ)

3. ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

4. ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

5. ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานีให้แก่ นางมี รักเสมอวงศ์ พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์

วิจัย และนวัตกรรม

(จำนวน 2 ฉบับ)

6. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ....

 

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

7. ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

กระทรวงคมนาคม
(จำนวน 5 ฉบับ)

8. ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย
(ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (เพิ่ม (ฆ/4) ว่าด้วยการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ)

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

9. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ ในท้องที่เขตวังทองหลาง เขตบางกะปิ เขตสวนหลวง เขตประเวศ เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และอำเภอบางพลี อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

10. ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย - มีนบุรี ในท้องที่อำเภอเมืองนนทบุรี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี และเขตหลักสี่ เขตบางเขน เขตคันนายาว เขตมีนบุรี

กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

 

11. ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระในอสังหาริมทรัพย์ เพื่อกิจการขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย - มีนบุรีในท้องที่เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ....

วาระที่ 1
(รอการพิจารณาของ สผ.)

12. ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืน สผ.

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ

และสิ่งแวดล้อม

(จำนวน 1 ฉบับ)

13. ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....

อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา

กระทรวงยุติธรรม
(จำนวน 3 ฉบับ)

14. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 พ.ศ. ....

วาระที่ 2

(อยู่ระหว่าง กมธ. พิจารณา)

15. ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา

16. ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา

กระทรวงสาธารณสุข
(จำนวน 2 ฉบับ)

17. ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

วาระที่ 1

(รอการพิจารณาของ สผ.)

18. ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. ....

หมายเหตุ : เนื่องจากในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้มีมติให้นำร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและแนวหน้าสุขภาพ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ พิจารณาเป็นร่างหลักและให้นำร่างที่คณะรัฐมนตรี

(ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พ.ศ. ....) เสนอประกอบการพิจารณา

กมธ. พิจารณาเสร็จแล้ว รอการพิจารณาของ สผ. ในวาระที่ 2

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

(จำนวน 1 ฉบับ)

19. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

อยู่ระหว่างการดำเนินการของวุฒิสภา

สำนักงาน ก.พ.ร.

(จำนวน 1 ฉบับ)

20. ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. ....

วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมและส่งคืน สผ.

สำนักงาน ปปง.

(จำนวน 2 ฉบับ)

21. ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

กมธ. พิจารณาเสร็จแล้ว รอบรรจุวาระ สผ.

22. ร่างพระราชบัญญัติยกเลิกบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่กำหนดความผิดมูลฐานตามกฎหมาย

ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ....

กมธ. พิจารณาเสร็จแล้ว รอบรรจุวาระ สผ.

สำนักงานศาลยุติธรรม

(จำนวน 2 ฉบับ)

23. ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

(กำหนดให้มีเจ้าพนักงานคดีทำหน้าที่ช่วยเหลือศาลในการดำเนินคดี)

วาระที่ 1

(รอการพิจารณาของ สผ.)

24. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

(การกำหนดตำแหน่งเจ้าพนักงานคดีประจำศาลยุติธรรม)

วาระที่ 1

(รอการพิจารณาของ สผ.)

 

2. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอรับร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาพิจารณาก่อนรับหลักการ

               คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2523 19 กุมภาพันธ์ 2544 15 มีนาคม 2548 8 กรกฎาคม 2551 25 สิงหาคม 2554 18 กุมภาพันธ์ 2558 2 มกราคม 2567 และ 17 กันยายน 2567

                2. แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอรับร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาพิจารณาก่อนรับหลักการ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สลค. เห็นว่า ที่ผ่านมาข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการกำหนดเกี่ยวกับกรณีที่คณะรัฐมนตรีจะขอรับร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณารับหลักการ และปัจจุบัน ข้อ 118 วรรคหนึ่งแห่งข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้บัญญัติให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้เสนอ ถ้าคณะรัฐมนตรีขอรับร่างพระราชบัญญัตินั้นไปพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการ เมื่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติก็ให้รอการพิจารณาไว้ก่อน แต่ต้องไม่เกิน 60 วันนับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมีหลักการเช่นเดียวกับข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในอดีต คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 และ 17 กันยายน 2567 ตามข้อ 2 วางหลักเกณฑ์การดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นการกำหนด ส่วนราชการที่รับผิดชอบ และวิธีการในการพิจารณาของส่วนราชการดังกล่าว โดยกำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เชิญผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับ ร่างพระราชบัญญัตินั้น และผู้แทนของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงบประมาณ (สงป.) มาร่วมพิจารณา แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป เพื่อให้การดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทันเสนอสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเวลาที่คณะรัฐมนตรีขอรับร่างพระราชบัญญัติเพื่อพิจารณาก่อนรับหลักการ อันจะส่งผลให้การพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่คณะรัฐมนตรีขอรับจากสภาผู้แทนราษฎรมาพิจารณาก่อนรับหลักการเป็นไปด้วยความรอบคอบ ชัดเจน และ มีความสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของคณะรัฐมนตรีและกรอบของงบประมาณ อย่างไรก็ดีที่ผ่านมามีมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้อ้างอิงในเรื่องนี้จำนวนหลายมติ จึงเห็นควรกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการขอรับร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งมา พิจารณาก่อนรับหลักการ เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ ดังนี้

                1) เมื่อสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการแล้ว ให้ สลค. ส่งร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ สคก. พิจารณาดำเนินการ โดยให้ สคก. เชิญผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมาร่วมพิจารณาโดยด่วนให้แล้วเสร็จและเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาก่อนเสนอสภาผู้แทนราษฎรภายในกำหนดเวลาที่ขอรับมา ทั้งนี้ ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) ทราบด้วย

                2) ให้ สคก. เชิญผู้แทน สศช. และ สงป. ร่วมพิจารณาด้วย เพื่อให้การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวมีความสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของคณะรัฐมนตรีและกรอบของงบประมาณ

                3) ให้รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติเป็นผู้ชี้แจงผลการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่คณะรัฐมนตรีขอรับมา พิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเป็นข้อมูลและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร*

____________________

* การกำหนดระยะเวลาเพื่อให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติไปพิจารณาก่อนรับหลักการเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอาจกำหนดระยะเวลาแตกต่างกันไปสำหรับร่างพระราชบัญญัติแต่ละฉบับ แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันที่สภาผู้แทนราษฎรมีมติตามข้อบังคับฯ ข้อ 118 โดยสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 26 ได้เคยมีมติ เช่น

- เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย พ.ศ. .... (นายศักดิ์ดา แสนมี่ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวน 12,888 คน เป็นผู้เสนอ) ไปพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการ โดยให้รอการพิจารณาไว้ภายในกำหนด 60 วัน (มีมติเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม 2566)

- เห็นชอบให้คณะรัฐมนตรีรับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ. ....(นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ) กับร่างพระราชบัญญัติทำนองเดียวกันอีก 6 ฉบับ รวม 7 ฉบับ ไปพิจารณาก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรจะลงมติรับหลักการ โดยให้รอการพิจารณาไว้ภายในกำหนด 15 วัน (มีมติเมื่อวันพุธที่ 7 กุมภาพันธ์ 2567) เป็นต้น

 

3. เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี หรือที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว

               คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 6 สิงหาคม 2562 และ 4 กุมภาพันธ์ 2568

                2. ให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ซึ่งวางแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการร่างอนุบัญญัติ ที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) หรือคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรี (คกอ.) หรือที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว

                สาระสำคัญของเรื่อง

                โดยที่ร่างอนุบัญญัติ เช่น ร่างพระราชกฤษฎีกา ร่างกฎกระทรวง ร่างระเบียบจะเป็นการกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ ดังนั้น เพื่อให้ร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สคก. หรือ คกอ. หรือที่ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งคณะรัฐมนตรีเคยมีมติเห็นชอบหรืออนุมัติหลักการไว้ก่อน เช่น ร่างพระราชกฤษฎีกาเกี่ยวกับการกำหนดเขตที่ดินที่จะเวนคืน ร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับทางน้ำชลประทาน มีผลบังคับใช้โดยเร็วและสามารถนำมาปฏิบัติเพื่อให้เกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้ถือแนวปฏิบัติที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ดังนี้

                1. กรณีร่างอนุบัญญัติที่อยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของ สคก. หรือ คกอ. ให้ สคก. หรือ คกอ. ตรวจพิจารณาต่อไป เว้นแต่รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องได้แจ้งให้ระงับการดำเนินการภายใน 30 วันนับแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติในเรื่องนี้ไปยัง สคก. หรือ สลค. ซึ่งเป็นฝ่ายเลขานุการของ คกอ. แล้วแต่กรณี และเมื่อ สคก. หรือ คกอ. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วให้ สลค. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ โดยไม่ต้องนำเรื่องมาเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง

                2. กรณีร่างอนุบัญญัติที่ สคก. หรือ คกอ. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้วก่อนมีแนวทางปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ (ขั้นตอนการลงนาม) แบ่งเป็น      

                        2.1 กรณีอยู่ในระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานเจ้าของเรื่องหากรัฐมนตรีเจ้าของเรื่องประสงค์จะดำเนินการต่อไป ให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ไปตามขั้นตอนเพื่อให้ร่างอนุบัญญัติดังกล่าวประกาศใช้บังคับได้ต่อไป

                        2.2 กรณีเรื่องที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของ สลค. ให้ สลค. ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ เช่น กรณีร่างอนุบัญญัติที่เป็นกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับ ให้ สลค. ส่งเรื่องให้รัฐมนตรีเจ้าของเรื่องเพื่อพิจารณาลงนามต่อไป หากเป็นร่างพระราชกฤษฎีกา ให้ สลค. แจ้งรัฐมนตรีเจ้าของเรื่องเพื่อยืนยันร่างพระราชกฤษฎีกา ที่ตรวจพิจารณาแล้ว ก่อน สลค. นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อประกาศใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป

                3. ภายใต้การดำเนินการตามข้อ 1. และ 2. นั้น หากร่างอนุบัญญัติเป็นเรื่องนโยบายสำคัญหรือเมื่อ สคก. หรือ คกอ. ตรวจพิจารณาร่างอนุบัญญัติเสร็จแล้วและมีการแก้ไขเพิ่มเติมร่างอนุบัญญัติดังกล่าวในสาระสำคัญ ให้ สลค. แจ้งหน่วยงานเจ้าของเรื่องเพื่อยืนยันร่างอนุบัญญัติที่ สคก. หรือ คกอ. ตรวจพิจารณาเสร็จแล้ว ก่อนนำเสนอร่างอนุบัญญัติดังกล่าว ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

 

4. เรื่อง การมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ให้ความเห็นชอบหรือมีคำสั่งแทนคณะรัฐมนตรี เกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกาที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการอันจำกัด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2548 12 เมษายน 2548 26 กุมภาพันธ์ 2551 9 ตุลาคม 2551 13 มกราคม 2552 และ 25 สิงหาคม 2554

                2. ให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ซึ่งมอบหมายให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ให้ความเห็นชอบ หรือมีคำสั่งแทนคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับร่างพระราชกฤษฎีกาที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เช่น พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง พระราชกฤษฎีกา ยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการอันจำกัด ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

                สาระสำคัญของเรื่อง

              โดยที่ร่างพระราชกฤษฎีกาที่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญในความสัมพันธ์กับรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา เช่น พระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนตำแหน่งที่ว่าง พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในบางครั้งจะมีระยะเวลาดำเนินการค่อนข้างจำกัดตามกรอบระยะเวลาและขั้นตอนของกฎหมาย ประกอบกับเป็นเรื่องที่มีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนอยู่แล้ว คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติ (28 มกราคม 2563) มอบหมายให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อนุมัติ ให้ความเห็นชอบหรือมีคำสั่งแทนคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติราชการของคณะรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าวดำเนินไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จึงเสนอขอให้คณะรัฐมนตรี มีมติให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563 ต่อไป

 

5. เรื่อง แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                คณะรัฐมนตรีมีมติตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 และวันที่ 30 กันยายน 2568

                2. เห็นชอบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

                3. รับทราบสรุปข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ และคณะกรรมาธิการวุฒิสภา ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินการตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สลค. เสนอว่าโดยที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผผ. และ กสม. ได้เสนอมาตรการ ความเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุง การปฏิบัติราชการการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม อันเนื่องมาจากหน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วนตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ ของรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องที่ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดำเนินการต่อไปโดยเร็วหรือมีเงื่อนเวลากำกับตามกฎหมาย ส่วนญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นการดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอแนะในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ และญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงเห็นควรกำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับญัตติ รายงานและข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยนำแนวทางปฏิบัติเดิมตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 มาปรับปรุงแก้ไขให้กระชับยิ่งขึ้นเพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ ถือปฏิบัติ ดังนี้

                1. แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ

                        1.1 เมื่อ สลค. ได้รับมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ ให้ สลค. พิจารณาว่ามาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระเกี่ยวข้องกับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง/หลายแห่งให้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระและมอบหมายให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระในเรื่องใดได้หรือไม่ประการใดก่อนโดยหากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ให้พิจารณามอบหมายให้มีหน่วยงานหลักในการรวบรวมผลการดำเนินการดังกล่าวของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสรุปเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

ทั้งนี้ โดยให้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

                        1.2 ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐแจ้งผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อ 1.1 ให้ สลค. ทราบ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

                        1.3 เมื่อ สลค. ได้รับผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อ 1.2 แล้ว ให้ สลค. นำผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

ทั้งนี้ กรณีเป็นมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ต้องดำเนินการก่อนครบ 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช.

                2. แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา

                        2.1 เมื่อ สลค. ได้รับญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ให้ สลค. พิจารณาว่าในกรณีที่ญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเกี่ยวข้องกับส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง/หลายแห่ง ให้รายงานนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้นเพื่อพิจารณาสั่งการให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับไปพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการตามญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในเรื่องใดได้หรือไม่ประการใดก่อนโดยหากเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของรัฐหลายแห่งให้พิจารณามอบหมายให้มีหน่วยงานหลักในการรวบรวมผลการดำเนินการดังกล่าวของส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาสรุปเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                        2.2 ให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐแจ้งผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อ 2.1 ให้ สลค. ทราบ ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง

                        2.3 เมื่อ สลค. ได้รับผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการตามข้อ 2.2 แล้ว ให้ สลค. นำญัตติ รายงาน และข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พร้อมผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการของส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ

                3. โดยที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่แล้ว สลค. จึงได้ตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะขององค์กรอิสระ และคณะกรรมาธิการวุฒิสภา แล้วพบว่า มีเรื่องต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการรวมทั้งสิ้น จำนวน 111 เรื่อง ดังนี้

                        3.1 เรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายหน่วยงานหลักรับไป พิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานหลักเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 44 เรื่อง

                        3.2 เรื่องที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งมอบหมายหน่วยงานหลักรับไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานหลักเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี รวม 25 เรื่อง

                        3.3 เรื่องที่หน่วยงานหลักรายงานสรุปผลการพิจารณาในภาพรวมมายังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องให้หน่วยงานหลักยืนยันการเสนอเรื่องอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังมีการเปลี่ยนรัฐบาล (กรณีดำเนินการตามมติ ครม./คำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี) รวม 42 เรื่อง

 

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี พ.ศ. 2569)

                คณะรัฐมนตรีรับทราบ เรื่อง ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... (ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี พ.ศ. 2569) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อประกอบการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตรวจพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าวเสร็จแล้ว ซึ่งกระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) ได้ยืนยันให้ความเห็นชอบร่างกฎกระทรวงดังกล่าวด้วยแล้ว           

                ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า โดยที่ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... เป็นการยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2568 เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรและอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการเดินทางบนทางหลวงพิเศษในช่วงเทศกาลดังกล่าว และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนเป็นประจำทุกปี ซึ่งตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 บัญญัติให้ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉินนายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้

                นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า

                1. เห็นชอบร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษ หมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้ดำเนินการต่อไปได้

                2. ให้กระทรวงคมนาคม (กรมทางหลวง) กระทรวงมหาดไทย (ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน) กระทรวงพลังงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

                สาระสำคัญของร่างกฎหมาย

              ร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 ภายในระยะเวลาที่กำหนด พ.ศ. .... มีสาระสำคัญดังนี้

                ให้ยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการใช้ยานยนตร์บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 ทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร (ถนนกาญจนาภิเษก) ตอนบางปะอิน - บางพลี และตอนพระประแดง - บางแค ช่วงพระประแดง - ต่างระดับบางขุนเทียน และทางหลวงพิเศษหมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี ตั้งแต่เวลา 00.01 นาฬิกา ของวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 ถึงเวลา 24.00 นาฬิกา ของวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569

 

เศรษฐกิจ-สังคม

7. เรื่อง ระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

                คณะรัฐมนตรีรับทราบระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ทั้งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเจ้าสังกัด ได้แต่งตั้งบุคคลเพื่อทำหน้าที่ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา (ปคร.) แล้ว สลค. จะได้นำรายชื่อ ปคร. เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พ.ศ. 2551 (ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานฯ) ต่อไป

 

8. เรื่อง มาตรการและโครงการของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติ ตามที่กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบมาตรการและโครงจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

2. อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 260.60 ล้านบาท (สองร้อยหกสิบล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยจัดสรรให้กรมการค้าภายในและกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำหรับดำเนินมาตรการและโครงการฯ โดยด่วนต่อไป

       สาระสำคัญของเรื่อง

                กระทรวงพาณิชย์ขอเสนอมาตรการและโครงการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง จำนวน 3 โครงการ เพื่อขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 260.60 ล้านบาท (สองร้อยหกสิบล้านหกแสนบาทถ้วน) โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

       1. โครงการธงเขียวราคาประหยัดพลัส กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางฯ จำนวน 159.09 ล้านบาท (เก้าสิบเก้าล้านเก้าหมื่นบาทถ้วน)

        1) วัตถุประสงค์: เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยการเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ลดภาระค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนของเกษตรกร ส่งเสริมและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบัน เกษตรกรในการจัดจำหน่ายปุ๋ยเคมีและปัจจัยการผลิตทางการเกษตรแก่เกษตรกรอย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง

        2) กลุ่มเป้าหมาย: เกษตรกร

        3) ระยะเวลาดำเนินการ: เดือนพฤษภาคม 2569

                        4) วิธีดำเนินการ: ดำเนินกิจกรรมจัดงานจำหน่ายสินค้าเกษตร ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เคมีการเกษตร อุปกรณ์ทางการเกษตร ราคาประหยัดให้แก่เกษตรกร จำนวน 15 ครั้ง ระยะเวลาดำเนินการ 2 วันต่อครั้ง ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจำหน่ายปัจจัยการเกษตรที่ครอบคลุมพืชทุกชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล

                5) ผลสัมฤทธิ์: (1) ลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรให้ไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท (2) เกษตรกรมีช่องทางในการเข้าถึงปัจจัยเกษตรราคาถูกเพิ่มขึ้น และ (3) เกษตรกรมีเงินไว้ในครัวเรือนมากขึ้น

      2. โครงการเยียวยาลดค่าครองชีพประชาชน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางฯ จำนวน 81.51 ล้านบาท (แปดสิบเอ็ดล้านห้าแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

1) วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน ลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ และเพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันและในราคาประหยัด รวมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการบริโภคภาคครัวเรือน

 2) กลุ่มเป้าหมาย: ประชาชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร และวิสาหกิจชุมชน

 3) ระยะเวลาดำเนินการ: เดือนพฤษภาคม 2569

         4) วิธีดำเนินการ: ดำเนินการ 2 กิจกรรม ดังนี้

                 (1) จัดงานธงฟ้าจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้แก่ประชาชน โดยการจำหน่ายสินค้าจำเป็นต่อการครองชีพ เช่น น้ำตาลทราย น้ำมันพืชปาล์ม ไข่ไก่ ข้าวสาร เป็นต้น และสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดจากผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SME ในแหล่งชุมชนทั่วประเทศ

(2) จำหน่ายสินค้าราคาประหยัดผ่านรถพุ่มพวง ภายใต้ชื่อ “พาณิชย์พุ่มพวง...ลดราคาช่วยประชาชน!” และตลาดชุมชนทั่วประเทศ โดยเชื่อมโยงสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันพืช น้ำตาล หรือสินค้าตามฤดูกาล มาจำหน่ายให้กับประชาชน

          5) ผลสัมฤทธิ์: ลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ซื้อสินค้าในโครงการได้ไม่น้อยกว่า 28 ล้านบาท

      3. โครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มรายได้ SME ไทย" กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ได้ขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางฯ จำนวน 80 ล้านบาท (แปดสิบล้านบาทถ้วน)

1) วัตถุประสงค์: เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการชุมชน SME และ รายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพสูง และความผันผวนของสถานการณ์เศรษฐกิจโลก เพิ่มรายได้ผู้ประกอบการชุมชน ลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และการหมุนเวียนรายได้ภายในประเทศ สามารถรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจให้อยู่รอดได้ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมทั้งเร่งขยายช่องทางการตลาด และการเข้าถึงผู้บริโภค ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

2) กลุ่มเป้าหมาย: ผู้ประกอบการ SME และวิสาหกิจชุมชน

3) ระยะเวลาดำเนินการ: เดือนพฤษภาคม 2569

        4) วิธีดำเนินการ: ดำเนินกิจกรรม “ไทยช่วยไทย สร้างรายได้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์” โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ของไทยในการสนับสนุนผู้ประกอบการรายชุมชน และ SME ในการจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ไทย เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าไทย สร้างรายได้ให้
กับชุมชน และสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก

          5) ผลสัมฤทธิ์: เพิ่มรายได้ให้ SIVE ไทย ไม่น้อยกว่า 150 ล้านบาท

ทั้งนี้ การดำเนินการตามข้อ 9.1 – 3.9 เข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 โดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่ หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว

                ประโยชน์และผลกระทบ

                1. เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าที่มีคุณภาพออกจำหน่ายส่งผลให้มีรายได้สูงขึ้น

                2. ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องทางการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ที่จำเป็นในราคา
ที่เป็นธรรม ในขณะที่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SME มีช่องทางการจำหน่ายสินค้าเพิ่มขึ้น        3. ผู้ประกอบการชุมชน SME มีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว

                4. สินค้าของผู้ประกอบการ SME ไทย มีคุณภาพมาตรฐานทดแทนสินค้า นำเข้า ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเร่งด่วน และเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการชุมชน SME และรายย่อยและกระตุ้นให้เกิดการบริโภคสินค้าไทยภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

 

9. เรื่อง ขอให้พิจารณาประกาศพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร               

                คณะรัฐมนตรีมีมติปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และให้มีการประกาศเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรให้เขตพื้นที่อำเภอยี่งอ อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี อำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง จังหวัดยะลา และอำเภอนาทวี อำเภอจะนะ อำเภอเทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา รวมจำนวน 19 อำเภอ ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ กอ.รมน. ตามที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2569 โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นประธานมีมติเห็นชอบให้ปรับพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ออกจากพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 และให้เสนอการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในเขตท้องที่ดังกล่าว

 

10. เรื่อง แนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สำนักงบประมาณขอเสนอแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางประกอบการวางแผนการดำเนินงาน และกำหนดแผนการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับการดำเนินงานของรัฐบาลตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 และพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ตลอดจนมติคณะรัฐมนตรีและระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

                แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                1. มุ่งเน้นดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชนรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการรักษาวินัยและเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการคลังให้สามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจและตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ(พ.ศ. 2566 - 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 -2570) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง ความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ

                2. จัดทำงบประมาณเพื่อกระตุ้น สนับสนุน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Pro - Growth Budget Initiative) อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยมุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศควบคู่กับการผลักดันการปฏิรูปประเทศ (Transformation) เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พร้อมทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ การปรับตัวและการดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การป้องกันภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อมรับมือภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมการวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสวัสดิการที่เหมาะสมลดความเหลื่อมล้ำ คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender - Responsive Budgeting : GRB) รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารจัดการภาครัฐอย่างบูรณาการ โดยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                3. จัดทำงบประมาณแบบแม่นยำ ตรงเป้าหมาย และตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ (Precisely Targeted Budgeting) ยึดหลักการจัดทำงบประมาณแบบฐานศูนย์ (Zero - Based Budgeting) โดยพิจารณาความจำเป็นเร่งด่วน ลำดับความสำคัญ และความเหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ รวมทั้งพิจารณาทบทวนเพื่อชะลอ ปรับลด หรือยกเลิกการดำเนินโครงการที่หมดความจำเป็นหรือมีความสำคัญในระดับต่ำ และลดรายจ่ายประจำที่ซ้ำซ้อน โดยคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า (Value for Money : VfM) ประหยัด (Economy) มีประสิทธิภาพ (Efficiency) และประสิทธิผล (Effectiveness) รวมถึงศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณในปีที่ผ่านมา

                4. จัดทำแผนงาน/โครงการ โดยมีการกำหนดเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและ/หรือตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนบนพื้นฐานของการวิเคราะห์ข้อมูลจริง (Demand - Driven by Data Analytics) ซึ่งควรส่งผลต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญและชัดเจน ตลอดจนมีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานเพื่อลดความซ้ำซ้อน เกิดความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ

                5. จัดทำงบประมาณโดยพิจารณาให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณ เช่น เงินรายได้ เงินสะสมคงเหลือมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก รวมทั้งพิจารณาแหล่งเงินอื่น เพื่อดำเนินโครงการภาครัฐที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnerships : PPP) การระดมทุนผ่านกองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund : TFFIF) เพื่อลดภาระงบประมาณของประเทศ

                6. ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณมิติพื้นที่ (Area) ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนา พื้นที่ ระดับภูมิภาค กลุ่มจังหวัด จังหวัด และท้องถิ่น ตรงตามความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งเพิ่มความร่วมมือระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

                7. การจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นไปตามหลักการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดโดยภาพรวมคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีของหน่วยรับงบประมาณปรับเพิ่มขึ้นไม่ควรเกินร้อยละ 20 ของงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยส่วนที่เพิ่มขึ้นควรเป็นรายจ่ายลงทุน หรือรายจ่ายเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาล เว้นแต่ที่ต้องดำเนินการตามข้อผูกพันที่เกิดจากกฎหมาย สัญญา ข้อตกลงระหว่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้ และค่าใช้จ่ายตามสิทธิ

                8. ดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช2560 พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 กฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ วุฒิสภา

11. เรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

               ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความรุนแรงและยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยด่วนต่อไป ซึ่งตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 บัญญัติให้ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้

                นายกรัฐมนตรีจึงได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติว่า

                1. เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันและมอบหมาย ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยด่วนต่อไป ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยโอนงบประมาณรายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณี หรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ มาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน และหากไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม ตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ต่อไป สำหรับในกรณีมีความจำเป็น ที่จะขอใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรา 169 (3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้หน่วยรับงบประมาณและสำนักงบประมาณดำเนินการรวบรวมข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเหตุผลและความจำเป็นในการขอใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนก่อนดำเนินการต่อไปด้วย

                2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ดังนี้

                        2.1 ให้กระทรวงพลังงานเร่งชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และเหตุผลความจำเป็นในการปรับราคาน้ำมัน ในประเทศให้ประชาชนทราบอย่างถูกต้องและทั่วถึง รวมทั้งให้แสดงข้อมูลการเปรียบเทียบราคาน้ำมันของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านให้ชัดเจนด้วย

                        2.2 ให้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเร่งพัฒนา

แอปพลิเคชัน (Application) หรือระบบดิจิทัลที่แสดงข้อมูลที่ตั้งของสถานีบริการน้ำมันและปริมาณน้ำมันคงเหลือในแต่ละสถานีให้เป็นปัจจุบันตามเวลาจริง (Real time) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและเลือกใช้บริการจากสถานีบริการน้ำมันได้อย่างเหมาะสม และตรงกับความต้องการของตน

                        2.3 ให้กระทรวงยุติธรรมร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสต๊อกน้ำมันของสถานีบริการน้ำมันอย่างเป็นระบบและเฝ้าระวังการกักตุนและลักลอบส่งออกน้ำมันด้วย

                        2.4 ให้กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรายงานความคืบหน้าในการดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันในส่วนที่เกี่ยวข้องไปยังศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศปศ.) โดยด่วนอย่างต่อเนื่อง แล้วให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในฐานะฝ่ายเลขานุการของ ศปศ. รวบรวมข้อมูลผลการดำเนินงานในภาพรวมเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

                มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                1. มาตรการภาษีเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน

                        1.1 หลักการและเหตุผล

                        (1) การปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันในกลุ่มดีเซลในครั้งนี้เป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนการผลิตในภาคส่วนต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ โดยปรับลดอัตราภาษีเป็นการชั่วคราว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ผันผวนจากปัจจัยความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                        (2) ความผันผวนจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทานน้ำมันดิบและเส้นทางการขนส่งพลังงานระดับโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกที่ควบคุมได้ยาก

                        (3) น้ำมันดีเซลเป็นต้นทุนหลักของภาคการขนส่ง (Logistics) และภาคการผลิตสินค้าซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยตรง

                        1.2 ข้อเสนอเพื่อพิจารณา

                        ปรับลดอัตราภาษีสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันประเภทน้ำมันดีเซลลง 1 บาทต่อลิตร โดยให้อนุพันธ์ของน้ำมันดังกล่าวมีการปรับลดอัตราภาษีตามสัดส่วนเนื้อน้ำมันที่ผสมอยู่เป็นเวลา 30 วัน โดยการดำเนินการต้องออกกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต

                        ทั้งนี้ ทุก ๆ การลดอัตราภาษี 1 บาทต่อลิตร จะส่งผลให้รายได้ภาษีสรรพสามิตลดลงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อเดือน

                        อนึ่ง การดำเนินมาตรการในข้อ 1 เข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการหรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 และการเสนอยกเว้นหรือลดภาษีอากรตามบทบัญญัติในมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ) และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ เรื่อง การดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ. 2561 (ประกาศคณะกรรมการฯ) โดยกระทรวงการคลังได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่ต้องนำเสนอตามบทบัญญัติในมาตรา 27 และ 32 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เรียบร้อยแล้ว

                2. มาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบาง

                        2.1 กองทุนประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม (กองทุนฯ) ได้ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น (งบกลางฯ) จำนวน 25,500 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการแก่ผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ (โครงการฯ) ปี 2565 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ให้ความเห็นชอบการขอรับจัดสรรรายการดังกล่าวแล้ว ตามหนังสือกระทรวงการคลังด่วนที่สุดที่ กค 0204.2/1760 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 และกระทรวงการคลังได้รับ หนังสือด่วนที่สุดที่ นร 0706/4067 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2569 แจ้งว่า สำนักงบประมาณได้พิจารณาอนุมัติงบกลางฯ ให้แก่กองทุนฯ เป็นจำนวน 99 ล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบให้ใช้จ่ายงบกลางรายการ ดังกล่าวแล้ว และกองทุนฯ ได้รับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

                        อย่างไรก็ดี กองทุนๆ ได้ประมาณการยอดคงเหลือ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 3,182.22 ล้านบาท ซึ่งจะเพียงพอสำหรับจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการเพียงวันที่ 10 เมษายน 2569 ทั้งนี้ในการใช้จ่ายเงินต่อเดือนสำหรับการใช้จ่ายของผู้มีสิทธิอยู่ที่ประมาณ 4,700 ล้านบาท ดังนั้น เพื่อให้กองทุนฯ สามารถมีเงินเพียงพอในช่วงเร่งด่วน กองทุนฯ จะต้องขอจัดสรรงบกลางฯ เป็นจำนวนอีก 4,700 ล้านบาท

                        2.2 เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือดูแลกลุ่มผู้เปราะบางจากวิกฤติสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง กระทรวงการคลังจึงขอเสนอมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิตามโครงการฯ ปี 2565 จำนวน 13,228,468 ราย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นจำนวน 100 บาท จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน รวมเป็นเงินงบประมาณ 1,322,846,800 บาท

                        ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และประกาศคณะกรรมการฯ โดยได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว

                3. มาตรการให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่กลุ่มขนส่ง

                        แบ่งเป็นการช่วยเหลือในสองกลุ่มใหญ่ ได้แก่

                        3.1 การช่วยเหลือรถขนส่งรับจ้าง ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ที่มีระบบระบุตำแหน่งด้วย

ดาวเทียม (GPS) มีอยู่ประมาณ 164,106 คัน โดยจะพิจารณาจากระยะทางที่วิ่งจริง โดยปกติเฉลี่ยรถกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันวันละ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลดูแลให้ลิตรละ 6 บาทจากฐานราคาวันที่ 25 มีนาคม 2569 คิดเป็นการให้ความช่วยเหลือ 30 วันเป็นเงินจำนวน 1,407 ล้านบาท

                        3.2 การช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น

                        (1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสามกล่าวคือทั้งรถวิ่งออกจากกรุงเทพกรุงเทพมหานครและรถวิ่งข้ามภาคได้เงินประมาณเดือนละ 73.27 ล้านบาท

                        (2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,419 คัน สนับสนุนให้ วันละ 300 บาท หรือคิดเป็นน้ำมันประมาณ 50 ลิตรต่อวัน ชดเชยให้ลิตรละ 6 บาท คิดเป็นเงิน 174.73 ล้านบาท

                        (3) กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซค์หรือกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 114,653 คัน และสนับสนุนให้เดือนละ 300 บาท คิดเป็นเงินสนับสนุน 34.40 ล้านบาท

                        รวมทั้งสิ้นเป็นเงินสนับสนุน 30 วัน จำนวน 1,689.39 ล้านบาท

                4. มาตรการช่วยเหลือเกษตรกร

                        มอบหมายกระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการธงเขียว สนับสนุนค่าปุ๋ยควบคู่บัตรดินดี เพื่อลดภาระต้นทุน และส่งเสริมการใช้ปุ๋ยทางเลือกและปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า

                5. มาตรการช่วยเหลือภาคการประมง

                มอบหมายกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการส่งเสริมให้ภาคการประมงนำน้ำมันดีเซล B20 มาใช้ทดแทนน้ำมันเขียว เพื่อลดต้นทุนค่าเชื้อเพลิงให้กับภาคการประมง รวมทั้งดำเนินการกระจายน้ำมันดีเซล B20 ไปยังคลังน้ำมันต่าง ๆ ของภาคการประมงโดยเร็วต่อไป

                6. มาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ

                ให้กรมบัญชีกลางพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐที่ไม่สามารถเข้าทำสัญญา หรือไม่สามารถส่งมอบสินค้าหรืองานได้ อันเนื่องจากผลกระทบจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางและให้สำนักงบประมาณเร่งชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ให้รวดเร็วและเหมาะสม

                7. มาตรการดูแลผลกระทบให้แก่กลุ่มอื่น ๆ

                การปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย (โครงการ Soft Loanฯ)

                ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ซึ่งรวมถึงโครงการ Soft Loanฯ ของธนาคารออมสินและเนื่องจากในปัจจุบันสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงได้ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดพลังงานและภาคธุรกิจในวงกว้าง รวมทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ระหว่างประเทศ ต้นทุนการขนส่ง และความสามารถในการเข้าถึงตลาดส่งออกของผู้ประกอบการไทยไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมที่เผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับสูงขึ้นภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปัจจัยการผลิตและความไม่แน่นอนของตลาดส่งออก ภาคการขนส่ง ที่มีภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น รวมถึงภาคบริการและธุรกิจค้าส่งค้าปลีกที่ยังคงประสบปัญหาสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของประเทศ ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวและรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคมที่เพิ่มขึ้น ผ่านการลดต้นทุนทางการเงินและเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการ กระทรวงการคลังจึงเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการ Soft Loanฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        7.1 โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)

                     (1) วัตถุประสงค์

                        จากเดิม : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าโลกการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น รวมถึงภาคท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันถูกกระทบจากการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว ผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมและเสริมสภาพคล่องของธุรกิจ

                     แก้ไขเป็น : เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น นโยบายการค้าโลก การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว ข้อพิพาทชายแดน สาธารณภัยต่าง ๆ สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นต้น ผ่านการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานโดยรวมและเสริมสภาพคล่องของธุรกิจ

                        (2) คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ

                        จากเดิม : ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งกรณีเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งมีบุคคล สัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ต่อเศรษฐกิจไทยยกเว้นบริษัทในหมวดธุรกิจการเงิน โดยเป็นผู้ประกอบธุรกิจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

                        1) ผู้ส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบจากสินค้าที่อัตราภาษีนำเข้าสูงขึ้น

                        2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

                        3) ผู้ประกอบธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว

                        4) ผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดน

                        5) ผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจตามข้อ 1) - 4)

                        แก้ไขเป็น : ผู้ประกอบการ SMEs ทั้งกรณีเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ตามนิยามของ สสว. ซึ่งมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value added) ต่อเศรษฐกิจไทย ยกเว้นบริษัทในหมวดธุรกิจการเงินโดยเป็นผู้ประกอบธุรกิจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

                        1) ผู้ส่งออกซึ่งได้รับผลกระทบจากสินค้าที่อัตราภาษีนำเข้าสูงขึ้น

                        2) ผู้ประกอบธุรกิจที่ถูกกระทบจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

                        3) ผู้ประกอบธุรกิจในภาคการท่องเที่ยว

                        4) ผู้ประกอบธุรกิจในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดน

                        5) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย

                        6) ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                        7) ผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจตามข้อ 1) - 6)

                        นอกจากนี้ กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังและธนาคารออมสินสามารถร่วมกันพิจารณาปรับปรุงคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อในข้อ 7.1 ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสมโดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

                        7.2 โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                        (1) ชื่อโครงการ

                        จากเดิม : โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism)

                        แก้ไขเป็น : โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้ผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                        (2) วัตถุประสงค์

                        จากเดิม : เพื่อพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบธุรกิจภาคการท่องเที่ยวธุรกิจโรงแรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนขยายกิจการ ปรับปรุงสถานประกอบการ ยกระดับมาตรฐานบริการ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ เพื่อกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท้องถิ่นและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

                     แก้ไขเป็น : เพื่อพัฒนาศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ เช่น การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เป็นต้น โดยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสามารถลงทุนเพื่อขยายกิจการ ปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานและสถานประกอบการ ยกระดับมาตรฐานสินค้าและบริการรวมทั้งเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถรองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

                        (3) คุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อ

                        จากเดิม : ผู้ประกอบการทั้งกรณีเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ไม่ใช่บริษัท ที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (เว้นแต่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) และเป็นผู้ประกอบธุรกิจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

                        1) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจให้บริการที่พักอาศัย ธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น

                        2) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจตาม ข้อ 1)

                        แก้ไขเป็น : ผู้ประกอบการทั้งกรณีเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งมีบุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียนที่ไม่ใช่บริษัท ที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (เว้นแต่เป็นบริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ) และเป็นผู้ประกอบธุรกิจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

                        1) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในกลุ่มธุรกิจภาคการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจให้บริการที่พักอาศัย ธุรกิจร้านอาหาร เป็นต้น

                        2) เป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                        3) เป็นผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจตามข้อ 1) - 2)

                        (4) ประเภทสินเชื่อ

                     จากเดิม : เงินกู้ระยะยาว (L/T) และเงินกู้ระยะสั้น (P/N) โดยเน้นการให้สินเชื่อเพื่อการลงทุน (CAPEX) เป็นสัดส่วนหลัก ทั้งนี้ เป็นการให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ไม่ใช่ลูกหนี้ที่โอนหนี้ (Refinance)

                        แก้ไขเป็น : เงินกู้ระยะยาว (L/T) สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้น และสินเชื่อการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ เป็นการให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ ไม่ใช่ลูกหนี้ที่โอนหนี้ (Refinance)

                        ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และประกาศคณะกรรมการฯ โดยได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว

                        โครงการ Soft Loanฯ ยังเข้าข่ายตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการโดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้จากการดำเนินการนั้น ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ของโครงการ Soft Loanฯ อยู่ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบไว้ โดยไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น

12. เรื่อง ผลการประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 2/2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 และให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่วันที่  20 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ตามมติของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 2/2569 และเห็นชอบและรับทราบร่างประกาศ ซึ่ง สมช. ได้ประสานสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อตรวจพิจารณาร่างประกาศจำนวน 8 ฉบับ ดังกล่าวเป็นการล่วงหน้าด้วยแล้ว

                สาระสำคัญของเรื่อง

              1. คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ประธานกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้มีการประชุมฯ ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมวิจิตรวาทการ ชั้น 3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ทำเนียบรัฐบาลโดยพิจารณาว่า สถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผ่านมายังคงปรากฏภาพข่าวความเคลื่อนไหวกลุ่มสมาชิกผู้ก่อเหตุรุนแรง รวมถึงแกนนำระดับสั่งการที่ยังคงสนับสนุนให้สมาชิกรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกจากประเทศเพื่อนบ้านเตรียมการก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามเตรียมการก่อเหตุเพื่อบ่อนทำลายความปกติสุขและระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนสร้างอำนาจต่อรองในกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

                2. คณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยข้อเสนอแนะของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ในฐานะหน่วยงานพิเศษที่รับผิดชอบตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และหน่วยงานด้านความมั่นคง จึงมีมติเห็นชอบและให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

                        2.1 ให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุศิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลานและจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง ออกไป     อีก 3 เดือน (คราวที่ 84) ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 และสิ้นสุดในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมพื้นที่ และเพื่อเป็นมาตรการในการป้องกัน ปรามปราบ ระงับ และยับยั้งสถานการณ์ให้ยุติลงโดยเร็ว รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่

                        2.2 ให้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 และสิ้นสุดในวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่ดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2561 แต่เนื่องจากภายหลังที่มีการยกเลิกประกาศสถานการณ์ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สนับสนุนของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง ทั้งเป็นที่หลบซ่อน พักพิง และพื้นที่ประกอบระเบิด อีกทั้งยังปรากฏเหตุการณ์ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่

 

13. เรื่อง มาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

               คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ ดังนี้

                1. เห็นชอบโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครั้งฯ ของ ธ.ก.ส. ตามข้อ 1.1 รวมถึงอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 2,970 ล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับลดวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของ ธ.ก.ส. ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568

                นอกจากนี้ เห็นควรมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินการ โดยอาจขอความร่วมมือหน่วยงานอื่นในการร่วมดำเนินการเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ

                2. เห็นชอบการปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของ ธ.ก.ส. ตามข้อ 1.2

                3. เห็นชอบโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ของธนาคารออมสิน ตามข้อ 2.1 รวมถึงอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณ จำนวน 300 ล้านบาท ซึ่งกรอบวงเงินงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ในครั้งนี้ จะไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับลดวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อ Transformationฯ ของธนาคารออมสิน ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568

                4. เห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของธนาคารออมสิน ตามข้อ 3.1

                5. รับทราบ 1) โครงการสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุข โครงการสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 และโครงการสินเชื่อ Solar Roof ของ ธอส. ตามข้อ 2.2 2.3 และ 2.4 ตามลำดับ 2) มาตรการ EXIM Support Plus ของ ธสน. ตามข้อ 3.2 3) โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของ ธพว. ตามข้อ 3.3 4) มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มเปราะบาง ตามข้อ 4 และ 5) มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ตามข้อ 5

                สาระสำคัญ

              กระทรวงการคลังขอเสนอมาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                1. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับเกษตรกร

              โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต (โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ) และการปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการ สินเชื่อไทยยั่งยืน (ชุมชนสร้างไทย ระยะที่ 3) (โครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ) ของ ธ.ก.ส.

                จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนและอยู่ในระดับสูง กระทบต่อต้นทุนพลังงาน การขนส่ง และต้นทุนการผลิตปุ๋ยเคมี ทำให้ราคาปุ๋ยทางการเกษตรและปัจจัยทางการผลิตปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลให้ภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยต้องแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ด้านการเกษตร “เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรแบบดั้งเดิม” ไปสู่ “เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน” ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งสำหรับเกษตรกร ในการนี้ กระทรวงการคลังขอเสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ พร้อมทั้งขอปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับการชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        1.1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ

                        1) วัตถุประสงค์ : สนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรในการจัดซื้อปัจจัยการผลิต เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินจากการใช้บริการสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพการเกษตรและเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร

                        2) กลุ่มเป้าหมาย : เกษตรกร

                        3) วงเงินโครงการ : 30,000 ล้านบาท

                        4) ระยะเวลาโครงการ : ระยะเวลา 3 ปี นับตั้งแต่วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เห็นชอบ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2572

                        5) วงเงินสินเชื่อต่อราย : สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท

                        6) ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ : ไม่เกิน 12 เดือน นับถัดจากวันรับเงินกู้และไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572

                        7) อัตราดอกเบี้ย : ธ.ก.ส. กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรผู้กู้สามารถปฏิบัติได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามข้อ 8) เกษตรกรผู้กู้จะชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี และรัฐบาลจะชำระดอกเบี้ยแทนเกษตรกรผู้กู้ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ทั้งนี้ ภายหลังสิ้นสุดระยะเวลาโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ คิดอัตราดอกเบี้ยตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด

 

                        8) หลักเกณฑ์และเงื่อนไข :

                                8.1) เกษตรกรต้องผ่านการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) โดย ธ.ก.ส. หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ/หรือหน่วยงานร่วมดำเนินการอื่น ๆ เช่น การใช้ปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพตามค่าการวิเคราะห์ดิน เป็นต้น

                                8.2) ต้องใช้เงินกู้เพื่อจัดซื้อปุ๋ยผ่านสถาบันเกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ หรือแหล่งอื่นตามที่ ธ.ก.ส. กำหนด

                                8.3) เกษตรกรต้องใช้พันธุ์/เมล็ดพันธุ์ ที่ได้รับการรับรองมีมาตรฐานตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือตามที่ ธ.ก.ส. กำหนดและจำหน่ายให้แก่เกษตรกรในราคาที่เหมาะสม ซึ่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ จะควบคุมราคาให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

                                8.4) สามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ตามระยะเวลาที่ ธ.ก.ส. กำหนดโดยเกษตรกรผู้กู้รับชำระค่าผลผลิตผ่านบัญชีเงินฝากของ ธ.ก.ส. และยินยอมให้ ธ.ก.ส. หักชำระหนี้จากบัญชีเงินฝาก

                                เพื่อให้การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด จึงเห็นควรมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแนวทางการดำเนินการ โดยอาจขอความร่วมมือหน่วยงานอื่นในการร่วมดำเนินการเพิ่มเติมได้ เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ

                        9) วงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาล : ธ.ก.ส. ขอรับเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลรวมเป็นเงินทั้งสิ้นไม่เกิน 2,970 ล้านบาท แบ่งเป็น

                                9.1) การชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (ไม่เกินวันที่ 30 เมษายน 2572) รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 2,700 ล้านบาท (วงเงิน 30,000 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี)

                                9.2) วงเงินจ่ายขาดสำหรับการอบรม/เรียนรู้การพัฒนาทักษะและการบริหารจัดการต้นทุน (Reskill/Upskill) ให้ผู้เข้าร่วมโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ แก่ ธ.ก.ส. จำนวน 270 ล้านบาท

                                การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 (พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ) และประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (คณะกรรมการฯ) เรื่องการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ก่อให้เกิดภาระต่องบประมาณหรือภาระทางการคลังในอนาคต พ.ศ. 2561 (ประกาศคณะกรรมการฯ) โดยได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว

                                โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ยังเข้าข่ายตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรมมาตรการ หรือโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้จากการดำเนินการนั้น ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลเพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ จำนวน 2,970 ล้านบาท จะไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับลดวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของ ธ.ก.ส. ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะกล่าวถึงในข้อ 3.1.2 ต่อไป

                                ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ด้วยแล้ว

                                นอกจากนี้ ธ.ก.ส. ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะต้องจัดทำบัญชีสำหรับการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ได้รับมอบหมายแยกต่างหากจากบัญชีการดำเนินงานทั่วไป พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ต่อไป

                        1.2 การปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ

                        ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ซึ่งรวมถึงโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ของ ธ.ก.ส. วงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลจำนวน 5,250 ล้านบาท ทั้งนี้ เนื่องจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นกระทรวงการคลังจึงได้เสนอโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ตามที่กล่าวในข้อ 3.1.1 โดยใช้กรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ เพื่อดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งฯ ในการนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นควรปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        1) ปรับลดวงเงินโครงการ จากเดิม 50,000 ล้านบาท เป็น 21,700 ล้านบาท

                        2) ปรับลดวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาล จากเดิม รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3.50 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (ไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2574) จำนวน 5,250 ล้านบาท (วงเงิน 50,000 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี) โดย ธ.ก.ส. จะทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป เป็น รัฐบาลชดเชยดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. ในอัตราร้อยละ 3.50 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี (ไม่เกินวันที่ 31 กรกฎาคม 2574) จำนวน 2,278.50 ล้านบาท (วงเงิน 21,7000 ล้านบาท x อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.50 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี) โดย ธ.ก.ส. จะทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับจัดสรรงบประมาณเป็นรายปีตามภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงต่อไป

                        ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการสินเชื่อไทยยั่งยืนฯ ยังคงเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไว้แล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568

                2. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับประชาชน

                     2.1 โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน (โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ) ของธนาคารออมสิน

                        กระทรวงการคลังขอเสนอโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่ง โลจิสติกส์ (Logistics) และพลังงานสะอาด ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยให้สินเชื่อแก่ประชาชนเพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน เช่น การเปลี่ยนรถเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) เป็นต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        1) คุณสมบัติผู้กู้ : บุคคลธรรมดาสัญชาติไทยที่มีแนวทางการปรับตัวด้านความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นการให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ ไม่ใช่ลูกหนี้ที่โอนหนี้ (Refinance)

                        2) วงเงินโครงการ : 5,000 ล้านบาท (ภายใต้วงเงินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย 100,000 ล้านบาท)

                        3) วงเงินสินเชื่อต่อราย : วงเงินสินเชื่อสูงสุดต่อรายต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 2 ล้านบาท

                        4) ระยะเวลาโครงการ : ไม่เกิน 5 ปี

                        5) อัตราดอกเบี้ย :

                                5.1) กรณีให้สินเชื่อเพื่อการจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) ธนาคารออมสินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ และสถาบันการเงินและ Non-Banks คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี (Effective Rate) จากผู้ใช้สินเชื่อในโครงการนี้ ปีที่ 1 - 5 โดยขึ้นอยู่กับเงื่อนไข เช่น เงินดาวน์ ระยะเวลาการผ่อนชำระ หลักประกัน เป็นต้น

                                ทั้งนี้ หากมีข้อจำกัดให้กระทรวงการคลังโดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) และธนาคารออมสินสามารถพิจารณาอัตราดอกเบี้ยของรถยนต์ไฟฟ้าและรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมได้

                                5.2) กรณีให้สินเชื่ออื่น ๆ ธนาคารออมสินให้สินเชื่อแก่สถาบันการเงินในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ภายในระยะเวลาโครงการ และสถาบันการเงินคิดดอกเบี้ยจากผู้ใช้สินเชื่อในโครงการไม่เกินร้อยละ 3.50 ต่อปี ในปีที่ 1 - 2 และไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ในปีที่ 3 - 5

                        6) ระยะเวลายื่นขอสินเชื่อ : ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินสินเชื่อรวมในโครงการจะหมด

                        7) วงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาล : ธนาคารออมสินขอรับงบประมาณชดเชยจากรัฐบาล เพื่อชดเชยต้นทุนเงินปีที่ 3 - 5 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 300 ล้านบาท (วงเงิน 5,000 ล้านบาท x ร้อยละ 2 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี)

                        ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะของกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามบทบัญญัติในมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และประกาศคณะกรรมการฯ โดยได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐต้องเสนอพร้อมกับการขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตรา 27 มาด้วยแล้ว

                        โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ยังเข้าข่ายตามบทบัญญัติในมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดำเนินกิจกรรม มาตรการหรือโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่ายหรือการสูญเสียรายได้จากการดำเนินการนั้น ให้กระทำได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายและอยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น ทั้งนี้ กรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลดังกล่าว จะไม่ส่งผลให้ยอดคงค้างตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นการปรับลดวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) (โครงการสินเชื่อ Transformationฯ) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบไว้เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ซึ่งจะกล่าวถึงในข้อ 3.3.1 1) ต่อไป

                        ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบแนวทางในการกำกับการดำเนินโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ที่กำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณาให้ความเห็นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ และเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในหลักการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ของโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ด้วยแล้ว

                        นอกจากนี้ ธนาคารออมสินในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ จะต้องจัดทำบัญชีสำหรับการดำเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการที่ได้รับมอบหมายแยกต่างหากจากบัญชีการดำเนินงานทั่วไป พร้อมทั้งเสนอรายงานผลการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและผลสัมฤทธิ์ต่อรัฐมนตรี เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี และเปิดเผยให้สาธารณชนทราบ รวมทั้งเผยแพร่ผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ตามนัยบทบัญญัติมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังฯ ต่อไป

                     2.2 โครงการสินเชื่อบ้านอยู่เย็นเป็นสุขของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

                        ธอส. สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซมปรับปรุง และซื้ออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบพลังงานทดแทน เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงาน (ECO House) คิดอัตราดอกเบี้ยในปีที่ 1 ร้อยละ 2.20 ต่อปี ปีที่ 2 ร้อยละ 3.25 ต่อปี ปีที่ 3 คิดอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate : MRR) - 2.895 ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. เท่ากับร้อยละ 6.145 ต่อปี) และตั้งแต่ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา ให้เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด ระยะเวลากู้ 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

                     2.3 โครงการสินเชื่อบ้านเบอร์ 5 ของ ธอส.

                        ธอส. สนับสนุนสินเชื่อแก่ผู้ที่ต้องการซื้อ ปลูกสร้าง และรีไฟแนนซ์ ที่อยู่อาศัยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติบ้านเบอร์ 5 จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.69 ต่อปี ใน 2 ปีแรก ปีที่ 3 เท่ากับร้อยละ MRR - 3.555 ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา ให้เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด ระยะเวลากู้ 40 ปี รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569

                     2.4 โครงการสินเชื่อ Solar Roof ของ ธอส.

                        ธอส. สนับสนุนสินเชื่อแก่ลูกค้าสวัสดิการที่หน่วยงานทำข้อตกลงโครงการสวัสดิการเงินกู้ที่อยู่อาศัย ที่ต้องการกู้เพิ่มเพื่อซื้อหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) วงเงินต่อรายไม่เกิน 300,000 บาท และไม่ต้องจดจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 3.90 ต่อปีใน 3 ปีแรก และตั้งแต่ปีที่ 4 จนถึงตลอดอายุสัญญา ให้เป็นไปตามที่ ธอส. กำหนด ระยะเวลากู้ 10 ปี

              3. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการ

                        3.1 การปรับปรุงหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน

                        ตามที่คณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ได้มีมติเห็นชอบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพื่อ SMEs ไทย ซึ่งรวมถึงโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน วงเงินโครงการ 100,000 ล้านบาท และอนุมัติกรอบวงเงินงบประมาณชดเชยจากรัฐบาลจำนวน 4,200 ล้านบาท และต่อมาคณะรัฐมนตรีในคราวการประชุมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ได้มีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน นอกจากนี้ กระทรวงการคลังได้เสนอโครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ตามที่กล่าวในข้อ 3.2.1 จึงทำให้โครงการย่อยภายใต้โครงการสินเชื่อ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิม 4 โครงการย่อย เป็น 5 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการสินเชื่อกรณีเสริมสภาพคล่อง (Mitigation) (โครงการสินเชื่อ Mitigationฯ) 2) โครงการสินเชื่อกรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) (โครงการสินเชื่อ Reinventฯ) 3) โครงการสินเชื่อ Transformationฯ 4) โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนา ศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (โครงการสินเชื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวฯ) และ 5) โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ทั้งนี้ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไปสามารถขอสินเชื่อเพื่อปรับตัวและพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน (Transformation) ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละโครงการย่อยนั้น ๆ ได้

                        ในการนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินการดังกล่าว จึงเห็นควรเสนอการปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทยของธนาคารออมสิน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                        1) การปรับปรุงวงเงินโครงการและวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาลของโครงการสินเชื่อ Transformationฯ

                                1.1) ปรับลดวงเงินโครงการ จากเดิม 30,000 ล้านบาท เป็น 25,000 ล้านบาท

                                1.2) ปรับลดวงเงินการขอรับชดเชยจากรัฐบาล จากเดิม ธนาคารออมสินขอรับงบประมาณชดเชยจากรัฐบาล เพื่อชดเชยต้นทุนเงินปีที่ 3 - 5 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,800 ล้านบาท (วงเงิน 30,000 ล้านบาท x ร้อยละ 2 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี) เป็นธนาคารออมสินขอรับงบประมาณชดเชยจากรัฐบาล เพื่อชดเชยต้นทุนเงินปีที่ 3 - 5 ในอัตราร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 3 ปี รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 1,500 ล้านบาท (วงเงิน 25,000 ล้านบาท x ร้อยละ 2 ต่อปี x ระยะเวลา 3 ปี)

                     2) การปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการสินเชื่อ Mitigationฯ และโครงการสินเชื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวฯ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569

                                2.1) โครงการสินเชื่อ Mitigationฯ

                                เพิ่มวัตถุประสงค์และคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจ
ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย ผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว นอกจากนี้กระทรวงการคลังโดย สศค. และธนาคารออมสินสามารถร่วมกันพิจารณาปรับปรุงคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม โดยให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

                                2.2) โครงการสินเชื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวฯ

                                (1) ปรับปรุงชื่อโครงการให้สอดคล้องกับการเพิ่มเติมวัตถุประสงค์จากเดิม โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยว (Tourism) เป็น โครงการสินเชื่อกรณีพัฒนาศักยภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

                                (2) เพิ่มวัตถุประสงค์และคุณสมบัติผู้ขอสินเชื่อให้ครอบคลุมผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และผู้ประกอบธุรกิจในห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของผู้ประกอบธุรกิจดังกล่าว

                                (3) เพิ่มประเภทสินเชื่อให้ครอบคลุมการให้สินเชื่อหมุนเวียนระยะสั้นและสินเชื่อการค้าต่างประเทศ ทั้งนี้ เป็นการให้สินเชื่อใหม่แก่ลูกค้าเดิมหรือลูกค้าใหม่ ไม่ใช่ลูกหนี้ที่โอนหนี้ (Refinance)

                     3) ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ของธนาคารออมสิน

                                3.1) วงเงินสินเชื่อต่อราย

                                (1) โครงการสินเชื่อ Mitigationฯ จากเดิม วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายรวมทุกสถาบันการเงิน ไม่เกิน 30 ล้านบาท เป็น วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายต่อสถาบันการเงิน ไม่เกิน 30 ล้านบาท

                                (2) โครงการสินเชื่อ Transformationฯ และโครงการสินเชื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวๆ จากเดิม วงเงินกู้สูงสุดต่อรายรวมทุกสถาบันการเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises : SMEs) (ตามนิยามของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)) และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เกิน 150 ล้านบาท เป็น วงเงินกู้สูงสุดต่อรายต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการ SMEs (ตามนิยามของ สสว.) และสำหรับผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ ไม่เกิน 150 ล้านบาท

                                3.2) เพื่อประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ ธนาคารออมสินสามารถจัดสรรวงเงินระหว่างโครงการย่อย ภายใต้โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการสินเชื่อ Reinventฯ 2) โครงการสินเชื่อ Transformationฯ 3) โครงการสินเชื่อ พัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวฯ และ 4) โครงการสินเชื่อปรับตัวเพื่อความยั่งยืนฯ ได้ตามความเหมาะสม

                                ทั้งนี้ สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขอื่น ๆ ของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย ยังคงเป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบไว้แล้วเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 และวันที่ 26 มีนาคม 2569

                        3.2 มาตรการ EXIM Support Plus ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.)

                        ธสน. ได้ดำเนินมาตรการ EXIM Support Plus เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ส่งออกไทยที่ได้รับผลกระทบทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางทำให้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขนส่งเพิ่มขึ้น เช่น ค่าระวางเรือ ค่าประกันภัยการเดินเรือ (Risk Premium) เป็นต้น คิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่อัตรา Prime Rate - ร้อยละ 2.06 ต่อปี และสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่อัตรา Prime Rate - ร้อยละ 3.06 ต่อปี วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกินร้อยละ 20 ของยอดคงค้างของวงเงินสินเชื่อที่มีอยู่กับสถาบันการเงิน ระยะเวลากู้ไม่เกิน 12 เดือน รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569

                        นอกจากนี้ ธสน. ยังมีโครงการประกันการส่งออก เพื่อช่วยลดความเสี่ยงให้กับผู้ประกอบการส่งออกในกรณีไม่ได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อในต่างประเทศ เพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการส่งออกในการขยายตลาดส่งออก และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้มากยิ่งขึ้น เช่น โครงการ EXIM for Export Expansion โครงการ EXIM Bank Shield โครงการ EXIM Expand Sure เป็นต้น โดยโครงการ ดังกล่าวจะคุ้มครองผู้ประกอบการส่งออกด้วยอัตราเบี้ยประกันพิเศษ และ/หรือสัดส่วนอัตราพิเศษในการคุ้มครอง มูลค่าความเสียหาย

                     3.3 โครงการสินเชื่อ SME Green Productivity ของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.)

                        ธพว. ได้ดำเนินโครงการสินเชื่อ SME Green Productivity วงเงินโครงการ 15,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเงินลงทุน และ/หรือเงินทุนหมุนเวียนให้กับผู้ประกอบการ SMEs ในการยกระดับและเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมสีเขียว รวมทั้งธุรกิจที่ต้องการติดตั้งระบบหรืออุปกรณ์ต่อเนื่องเพื่อปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด ปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต หรือเครื่องจักร อุปกรณ์ ยานพาหนะรวมถึงใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมถึงผู้ประกอบการ SMEs ที่มีกระบวนการผลิตหรือเทคโนโลยีลดการใช้พลังงาน เช่น การติดตั้ง Solar Roof เป็นต้น และเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle : EV) โดย ธพว. คิดดอกเบี้ยกับผู้ประกอบการ SMEs ในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ใน 3 ปีแรก วงเงินสินเชื่อต่อรายไม่เกิน 30 ล้านบาท ระยะเวลากู้ไม่เกิน 10 ปี ปลอดชำระเงินต้นสูงสุดไม่เกิน 12 เดือน รับคำขอสินเชื่อถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569

                4. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มเปราะบาง

                กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ให้กลุ่มเปราะบางที่มีรายได้น้อยที่ได้รับสิทธิตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 จำนวน 13,228,468 ราย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 ได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่านการขยายวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นจำนวน 100 บาท จากเดิม 300 บาท เป็น 400 บาท เป็นระยะเวลา 1 เดือน รวมเป็นเงินงบประมาณ 1,322,846,800 บาท โดยขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

                5. มาตรการบรรเทาผลกระทบสำหรับกลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ

                ตามแนวทางมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ให้กรมบัญชีกลางพิจารณามาตรการเพื่อช่วยเหลือคู่สัญญาภาครัฐที่ไม่สามารถเข้าทำสัญญา หรือไม่สามารถส่งมอบสินค้าหรืองานได้ อันเนื่องจากผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง และให้สำนักงบประมาณเร่งชดเชยค่างานก่อสร้างตามสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ให้รวดเร็วและเหมาะสมโดยกรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณได้ดำเนินการ ดังนี้

                     5.1 กรมบัญชีกลาง

                        กรมบัญชีกลางได้กำหนดแนวทางปฏิบัติและยกเว้นระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว242 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ซึ่งครอบคลุมกรณีผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างที่ไม่สามารถลงนามในสัญญาได้ โดยให้ถือว่ามีเหตุผลสมควรและไม่เป็นผู้ทิ้งงานพร้อมคืนหลักประกัน สำหรับสัญญาที่ลงนามแล้วหากได้รับผลกระทบให้ถือเป็นเหตุสุดวิสัยโดยยกเว้นการแจ้งเหตุภายใน 15 วัน แต่คู่สัญญายังต้องแจ้งความประสงค์ขอเยียวยา หรืออาจเจรจาตกลงหยุดงานชั่วคราวได้ตามความเหมาะสม ส่วนกรณีที่ลงนามสัญญาแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มดำเนินงาน หน่วยงานรัฐสามารถใช้ดุลยพินิจเลิกสัญญาและคืนหลักประกันได้ รวมถึงอนุญาตให้แก้ไขสัญญาจ้างที่ไม่ใช่งานก่อสร้างหากต้นทุนพัสดุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การพิจารณาให้เป็นไปตามหลักฐานเชิงประจักษ์ที่คู่สัญญาชี้แจงถึงปัญหาด้านต้นทุนหรือความขาดแคลนพัสดุอันเป็นผลมาจากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นรายกรณีไป

                        นอกจากนี้ กรมบัญชีกลางได้ออกหนังสือ ด่วนที่สุดที่ กค 0433.2/ว 244 ลงวันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อขยายตารางรายละเอียดประกอบการถอดแบบคำนวณราคากลางงานก่อสร้างในส่วนที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิงโซล่า (ดีเซล) ณ อำเภอเมือง ที่อัตรา 51.00 - 69.99 บาทต่อลิตร เพื่อให้
การคำนวณราคากลางสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

                        5.2 สำนักงบประมาณ

                        สำนักงบประมาณได้ดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มคู่สัญญาภาครัฐ ดังนี้

                                1) ให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ เร่งรัดการโอน/เปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร เพื่อเป็นเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้างของสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) ที่ได้รับอนุมัติวงเงินแล้วและสำหรับรายการที่อยู่ระหว่างการขอรับจัดสรรหรือระหว่างการพิจารณา ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการตรวจสอบเอกสารและอนุมัติวงเงินชดเชยค่า K เป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อบรรเทาปัญหาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

                                2) ปรับปรุงและทบทวนเงื่อนไข หลักเกณฑ์ และวิธีการคำนวณสัญญาแบบปรับราคาได้ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2532 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและราคา วัสดุจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

              ประโยชน์และผลกระทบ

                มาตรการเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ภาคบริการ ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ภาคการเกษตรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และประชาชน ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) ของประเทศ ให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง และมีสภาพคล่องเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจ การทำการเกษตรรวมทั้งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

 

14. เรื่อง ขอทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า และเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,458.92 ล้านบาทเพื่อดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้าภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ของกรมการขนส่งทางบก

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ สำหรับการมอบหมายกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ให้กองทุนฯ รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) ไปพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ และ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด รวมทั้งให้มีมาตรการป้องกันการทุจริตในทุกขั้นตอนด้วย

                สาระสำคัญ

              กระทรวงคมนาคมได้รับรายงานจากกรมการขนส่งทางบก เสนอขอทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่ง สินค้า และเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,458.92 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้าภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ของกรมการขนส่งทางบก สรุปได้ ดังนี้

                1. คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันและมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยด่วนต่อไป ตามที่กระทรวงการคลังเสนอทั้งนี้ ในกรณีมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณ ให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณาปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยโอนงบประมาณรายจ่าย โอนเงินจัดสรรหรือเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร แล้วแต่กรณีหรือใช้จ่ายจากเงินนอกงบประมาณ เงินสะสม หรือเงินรายได้ มาดำเนินการในโอกาสแรกก่อน และหากไม่เพียงพอและมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ ให้จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเท่าที่จำเป็น และเหมาะสม ตามขั้นตอนของระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ต่อไป ซึ่งมาตรการให้การสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่กลุ่มขนส่งในส่วนของกระทรวงคมนาคม ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ แบ่งเป็นการช่วยเหลือในสองกลุ่มใหญ่ มีดังนี้

                        1) การช่วยเหลือรถขนส่งรับจ้าง ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ที่มีระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) มีอยู่ประมาณ 164,106 คัน โดยจะพิจารณาจากระยะทางที่วิ่งจริง โดยปกติเฉลี่ยรถกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันวันละ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลดูแลให้ลิตรละ 6 บาท จากฐานราคาวันที่ 25 มีนาคม 2569 คิดเป็นการให้ความช่วยเหลือ 30 วัน เป็นเงินจำนวน 1,407 ล้านบาท

                        2) การช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะ แบ่งเป็น

                           (1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม กล่าวคือ ทั้งรถวิ่งออกจาก กทม. และรถวิ่งข้ามภาค ได้เงินประมาณเดือนละ 73.27 ล้านบาท

                           (2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานคร และในต่างจังหวัดรวมทั้งสิ้นจำนวน 19,419 คัน สนับสนุนให้วันละ 300 บาท หรือคิดเป็นน้ำมันประมาณ 50 ลิตรต่อวัน ชดเชยให้ลิตรละ 6 บาท คิดเป็นเงิน 174.73 ล้านบาท

                           (3) กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซค์หรือกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 114,653 คัน และสนับสนุนให้เดือนละ 300 บาท คิดเป็นเงินสนับสนุน 34.40 ล้านบาท

รวมทั้งสิ้นเป็นเงินสนับสนุน 30 วัน จำนวน 1,689.39 ล้านบาท

                2. กรมการขนส่งทางบก ได้เสนอเรื่อง การทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า สรุปได้ ดังนี้

                        2.1 ขอทบทวนมาตรการและกรอบวงเงินให้ความช่วยเหลือของกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ดังนี้

                        ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เห็นชอบในหลักการมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ให้กับกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง)ภายใต้กรอบวงเงิน 1,407 ล้านบาท นั้น เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือสนับสนุนครอบคลุมกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกที่สามารถรับจ้างทำการขนส่งได้ตามกฎหมายเป็นกลไกสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและระบบโลจิสติกส์ รองรับการขนส่งจากแหล่งวัตถุดิบ อุตสาหกรรมการผลิต ผู้จำหน่ายปลีก-ส่ง จนถึงการอุปโภคบริโภคของประชาชน ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ จึงขอทบทวนมาตรการ ดังนี้

                        จากเดิม: ขอให้การช่วยเหลือรถขนส่งรับจ้าง ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป ที่มีระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) มีอยู่ประมาณ 164,106 คัน โดยจะพิจารณาจากระยะทางที่วิ่งจริง โดยปกติเฉลี่ยรถกลุ่มนี้จะใช้น้ำมันวันละ 7.8 ล้านลิตรต่อวัน รัฐบาลดูแลให้ลิตรละ 6 บาทจากฐานราคาวันที่ 25 มีนาคม 2569 คิดเป็นการให้ความช่วยเหลือ 30 วันเป็นเงินจำนวน 1,407 ล้านบาท ขอทบทวนมาตรการ

                        แก้ไขเป็น: ขอรับการสนับสนุนมาตรการช่วยเหลือให้กับกลุ่มรถขนส่งรับจ้าง(รถบรรทุกไม่ประจำทาง) จำนวน 287,175 คัน โดยจำแนกเป็น 2 กลุ่มประเภท ดังนี้

                        (1) กลุ่มที่ 1 รถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) ตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไป
ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทำการขนส่งต่อเที่ยวได้ในปริมาณมาก รองรับการขนส่งที่มีระยะทางไกลโดยมีการติดตั้งระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ตามที่กฎหมายกำหนด สามารถติดตาม ตรวจสอบการเดินรถ เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของประเทศ มีอยู่จำนวน 164,106 คัน โดยขอรับการสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ จำนวน 6,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ เป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 984.64 ล้านบาท โดยประมาณ

                        (2) กลุ่มที่ 2 รถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) น้อยกว่า 10 ล้อ ซึ่งเป็นกลุ่มรถบรรทุกขนาดเล็ก ทำการขนส่งต่อเที่ยวได้ในปริมาณน้อยกว่ากลุ่มที่ 1 รองรับการขนส่งระยะใกล้
ยังไม่ต้องมีการติดตั้งระบบระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ตามที่กฎหมายกำหนด แต่ยังคงเป็นกลุ่มรถบรรทุกที่มีความสำคัญในระบบห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนส่งสินค้า อุปโภค บริโภค ของประชาชน มีอยู่จำนวน 123,069 คัน โดยขอรับการสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ 3,000 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน หรือตามที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ คิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 369.20 ล้านบาทโดยประมาณ

รวมการขอสนับสนุนมาตรการลดผลกระทบ สำหรับรถขนส่งรับจ้าง (รถบรรทุกไม่ประจำทาง) จำนวน 287,175 คัน รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,353.84 ล้านบาท โดยประมาณ ตลอดระยะเวลามาตรการระหว่างวันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมจำนวน 42 วัน ทั้งนี้ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะทำการตรวจสอบข้อมูลจำนวนรถ และผู้ประกอบการให้สอดรับกับห้วงเวลามาตรการสนับสนุนดังกล่าวต่อไป

                นอกจากนี้ กรมการขนส่งทางบกได้จัดทำดัชนีอ้างอิงต้นทุนการขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (Diesel Fuel-Based Transport Freight Cost Index : DFCI) เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงการเปลี่ยนแปลงของต้นทุน ซึ่งผู้ประกอบการขนส่งและผู้ว่าจ้างสามารถนำดัชนี DFCI ไปใช้เป็นกรอบอ้างอิง (Benchmark) ประกอบการพิจารณาตกลงค่าขนส่งสินค้าได้ โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในลักษณะเดียวกันกับค่า K (Escalation Factor) ในสัญญาก่อสร้างแบบปรับราคา เพื่อให้การปรับอัตรา ค่าขนส่งมีความยืดหยุ่น เป็นธรรม และสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ

                        2.2 ขอทบทวนมาตรการและกรอบวงเงินให้ความช่วยเหลือของกลุ่มรถโดยสาร

สาธารณะ ดังนี้

                        (1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม

                        จากเดิม : (1) กลุ่มรถโดยสารสาธารณะวิ่งระหว่างเมือง หมวดสองและหมวดสาม กล่าวคือ ทั้งรถวิ่งออกจากกรุงเทพมหานครและรถวิ่งข้ามภาค ได้เงินประมาณเดือนละ 73.27 ล้านบาท

                        แก้ไขเป็น :

                        (1.1) กลุ่มที่ 1 รถโดยสารสาธารณะหมวด 2 ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส
ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และติดตั้งระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ในการตรวจสอบการเดินรถจริงจำนวน 1,622 คัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 48.29 ล้านบาท

                        (1.2) กลุ่มที่ 2 รถโดยสารสาธารณะหมวด 3 ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส
ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง และติดตั้งระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม (GPS) ในการตรวจสอบการเดินรถจริงจำนวน 1,506 คัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 33.14 ล้านบาท

รวมสนับสนุน 2 กลุ่ม จำนวนรถทั้งสิ้น 3,128 คัน เป็นเงิน 81.43 ล้านบาท

                        (2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด

                        จากเดิม : (2) กลุ่มรถหมวดสี่หรือกลุ่มรถเมล์เล็กทั้งในกรุงเทพมหานครและในต่างจังหวัด รวมทั้งสิ้นจำนวน 19,419 คัน สนับสนุนให้วันละ 300 บาท หรือคิดเป็นน้ำมันประมาณ 50 ลิตรต่อวัน ชดเชยให้ลิตรละ 6 บาท คิดเป็นเงิน 174.73 ล้านบาท

                        แก้ไขเป็น :

                        (2.1) กลุ่มที่ 1 รถโดยสารสาธารณะหมวด 1 กรุงเทพมหานคร ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 251 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 1.27 ล้านบาท

                        (2.2) รถโดยสารสาธารณะหมวด 4 กรุงเทพมหานคร ประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัสที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำนวน 20 คัน และประเภทรถสองแถวจำนวน 1,601 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 8.17 ล้านบาท

รวมสนับสนุน 2 กลุ่ม จำนวนรถทั้งสิ้น 1,872 คัน เป็นเงิน 9.44 ล้านบาท

                        (3) กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซด์

                        จากเดิม : กลุ่มรถวินมอเตอร์ไซค์หรือกลุ่มไรเดอร์ ซึ่งมีทั้งสิ้น 114,653 คัน และสนับสนุนให้เดือนละ 300 บาท คิดเป็นเงินสนับสนุน 34.40 ล้านบาท

                        แก้ไขเป็น : รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย. 17) จำนวน 115,280 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 20 บาทต่อคันต่อวัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 96.84 ล้านบาท

                        2.3 ขอเพิ่มเติมมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการขนส่ง ดังนี้

                        (1) มาตรการช่วยเหลือกลุ่มรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (รถแท็กซี่) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 1,635 คัน โดยกำหนดรูปแบบการอุดหนุนแบบเหมาจ่ายในอัตรา โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคันต่อเดือน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 8.24 ล้านบาท

                        (2) รถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัส จำนวน 23,192 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 5,000 บาทต่อคัน และประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส จำนวน 29,486 คัน โดยพิจารณาสนับสนุน 3,600 บาทต่อคัน ตลอดระยะเวลามาตรการ 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 รวมเป็นเงิน 310.95 ล้านบาท

                        (3) สำหรับในการช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางในช่วงของเทศกาลสงกรานต์ระหว่างวันที่ 6-19 เมษายน 2569 โดยกรมการขนส่งทางบกและบริษัท ขนส่ง จำกัด ได้รับจัดสรรเงินกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ในการเดินทางรถโดยสารสาธารณะให้เกิดความปลอดภัยโดยใช้ในการสนับสนุนให้บริษัท ขนส่ง จำกัด เพื่อใช้ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่เกิดขึ้นจากค่าโดยสารที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคณะกรรมการกองทุนฯ มีมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน2569 โดยวงเงิน 66.90 ล้านบาท ซึ่งในขณะนั้นราคาน้ำมันดีเซล 38.99 บาท หรือตามอัตราค่าโดยสารตามที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางกำหนด เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 ซึ่งคาดหมายว่าใช้เงินรวมประมาณ 200 ล้านบาท (หรือเบิกจ่ายตามรายการที่เกิดขึ้นจริง) ดังนั้น โดยสรุปการดำเนินการตามข้อเสนอเพื่อช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะและกลุ่มบรรทุกสินค้าซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มเปราะบาง และส่งผลกระทบต่อภาระอัตราค่าขนส่งสินค้าและบริการตลอดจนระดับคุณภาพการให้บริการซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในการเดินทางในระบบรถสาธารณะในภาพรวมตามข้อ 2. รวมการช่วยเหลือจากภาครัฐสำหรับกลุ่มเปราะบางด้านการขนส่งตามข้อ 2.1 – 2.3 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 2,060.74 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนจำนวน 42 วัน ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ถึง 31 พฤษภาคม 2569 โดยกรมการขนส่งทางบกเห็นสมควรรับการสนับสนุนแหล่งเงินเพื่อรับการดำเนินการ ดังนี้

                (1) ขอรับการสนับสนุนจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำป๊งบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง เพื่อใช้ในการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในกลุ่มภาคการขนส่ง (ข้อ 2.1) และช่วยเหลือรถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย. 17) ตามข้อ 2.2 (3) อีกทั้ง ช่วยเหลือกลุ่มรถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงตามข้อ 2.3 (1) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,458.92 บาท

                (2) สำหรับการดำเนินการช่วยเหลือในกลุ่มรถขนส่งสาธารณะที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและเป็นการลดอุบัติเหตุในระบบการเดินทางและขนส่งเห็นสมควร คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้คณะกรรมการกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) นำเงินกองทุนอุดหนุนให้กรมการขนส่งทางบกไปพิจารณาดำเนินการสนับสนุนให้เกิดความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชนตามข้อ 2.2 (1) ข้อ 2.2 (2) ข้อ 2.3 (2) และข้อ 2.3 (3) รวมเป็นวงเงินประมาณ 601.82 ล้านบาท โดยมีรายละเอียดปรากฏตามตาราง

 

การช่วยเหลือกลุ่มรถ

จำนวนเงิน (ล้านบาท)

1. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง

- กลุ่มรถบรรทุกไม่ประจำทาง

1,353.84

- รถจักรยานยนต์สาธารณะ (รย. 17)

96.84

- รถยนต์รับจ้างสาธารณะ (แท็กซี่) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง

8.24

รวมขออนุมัติภายใต้กรอบวงเงิน

1,458.92

2. กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.)

- กลุ่มรถตู้โดยสารและรถมินิบัสโดยสารสาธารณะระหว่างจังหวัด

หมวดสองและหมวดสาม

81.43

- กลุ่มรถตู้โดยสาร รถมินิบัสและรถสองแถวในกรุงเทพมหานคร

9.44

- กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง ประเภทรถบัสและประเภทรถตู้โดยสารและรถมินิบัส

310.95

- บริษัท ขนส่ง จำกัด (กรอบวงเงินประมาณการ)

200.00

รวมขออนุมัติภายใต้กรอบวงเงิน

601.82

รวมงบประมาณเพื่อเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางทั้งสิ้น (1 + 2)

2,060.74

ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวเป็นไปอย่างถูกต้อง และสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดกรมการขนส่งทางบกจะตรวจสอบและอ้างอิงข้อมูลจากระบบฐานข้อมูลของกรมการขนส่งทางบกที่เป็นปัจจุบันเพื่อใช้เป็นฐานในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งได้จัดทำรายละเอียดข้อมูลประกอบการเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณฯ ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินและการคลังๆ และตามแบบฟอร์มที่สำนักงบประมาณกำหนดแล้ว

                3. กระทรวงคมนาคมได้มีหนังสือถึงสำนักงบประมาณ เสนอขอทบทวนและเพิ่มเติมมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า และเสนอขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 1,458.92 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามมาตรการบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้าภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ของกรมการขนส่งทางบก ให้สำนักงบประมาณพิจารณาดำเนินการต่อไป

                4. สำนักงบประมาณได้แจ้งผลการพิจารณาเรื่องตามข้อ 3. โดยสำนักงบประมาณได้นำเรื่องดังกล่าวกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 1,458.92 ล้านบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมันสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งรถโดยสารสาธารณะและรถบรรทุกขนส่งสินค้า โดยเบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุน ทั้งนี้ เนื่องจากวงเงินที่เห็นควรอนุมัติเกินกว่าหนึ่งร้อยล้านบาท ขอให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการนำเรื่อง ดังกล่าวเสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี โดยเสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีที่กำกับดูแล แล้วแต่กรณีตามนัยระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น พ.ศ. 2562 ข้อ 9 (3) และเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขอให้กรมการขนส่งทางบกจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณตามขั้นตอนต่อไป

 

15. เรื่อง การดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มเติม

              คณะรัฐมนตรีรับทราบการดำเนินการเพื่อบรรเทาผลกระทบของประชาชนในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มเติมตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

              ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (26 มีนาคม 2569) เกี่ยวกับเรื่อง มาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน นั้น

              ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีเสนอว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่มีความรุนแรงและยืดเยื้อ ส่งผลกระทบอย่างมากต่อราคาน้ำมันและค่าครองชีพของประชาชนในประเทศ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเกี่ยวกับมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์ราคาน้ำมัน ตามที่กระทรวงการคลังเสนอไปแล้ว นั้น เห็นควรมอบหมายการดำเนินการต่าง ๆ เพิ่มเติม ดังนี้

                1. ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลและตรวจสอบติดตามการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการจัดหาและจำหน่ายปัจจัยการผลิตทางการเกษตรชนิดต่าง ๆ เช่น ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อย่างทั่วถึงและเพียงพอไม่ให้มีการกักตุนและเก็งกำไรจนเกิดภาวะสินค้าขาดตลาดหรือส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเกินสมควร

                2. ให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม  กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมแก่ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ โดยเร็ว ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มขนส่ง กลุ่มเปราะบาง และกลุ่มอื่น ๆ ทั้งนี้ ให้ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ติดตามการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นให้รวดเร็ว รวมทั้งหากมีกรณีเรื่องใดจำเป็นต้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีก็ให้ ศบก. เร่งดำเนินการโดยด่วน

                3. ให้กระทรวงพลังงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาแนวทางในการนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติมจากประเทศที่ไทยนำเข้าอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มหางเลือกและลดความเสี่ยงต่อภาวะการขาดแคลนน้ำมัน รวมทั้งให้สอดคล้องกับปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ด้วย

                4. ให้ทุกส่วนราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่นถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 [เรื่อง การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง (Work from Home) เพื่อประหยัดทรัพยากรและเชื้อเพลิง และเรื่อง ขอให้งดเว้นการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ]อย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ให้พึงระวังการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญาด้วย

                5. ให้กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งเสริมให้ประชาชนใช้บริการรถโดยสารสาธารณะในการเดินทางไป - กลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและลดการใช้พลังงานลง โดยให้จัดหารถโดยสารสาธารณะและเพิ่มจำนวนเที่ยวการเดินทางให้เหมาะสมและเพียงพอ รวมทั้งให้ประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดจุด/สถานีบริการน้ำมัน เพื่อให้รถโดยสารสาธารณะดังกล่าวสามารถเติมน้ำมันได้อย่างเพียงพอและครอบคลุมทุกพื้นที่การเดินทางด้วย

 

16. เรื่อง การกำหนดสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542

                คณะรัฐมนตรีรับทราบการกำหนดสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1) เม็ดพลาสติก (PE/PP/PET) 2) น้ำดื่มบรรจุขวด และ 3) ซอสปรุงรส ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ตามที่คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงความรุนแรงต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้ากลุ่มของใช้ประจำวันต่าง ๆ ดังนั้น คณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ รายการสินค้า จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1) เม็ดพลาสติก (PE/PP/PET) 2) น้ำดื่มบรรจุขวด และ 3) ซอสปรุงรสเป็นสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ซึ่งตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 บัญญัติให้ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศหรือมีกรณีฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควร เพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้

                ประโยชน์และผลกระทบ

                เพื่อให้การกำกับดูแลสินค้าและบริการให้มีราคาที่เหมาะสมและมีปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ รวมทั้งเพื่อป้องกันการกำหนดราคาซื้อ ราคาจำหน่ายหรือการกำหนดเงื่อนไขและวิธีการปฏิบัติทางการค้าอันไม่เป็นธรรม จึงเห็นควรกำหนดสินค้าควบคุม (เพิ่มเติม) จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1) เม็ดพลาสติก 2) น้ำดื่มบรรจุขวด และ 3) ซอสปรุงรส ตามมติ กกร. เป็นสินค้าควบคุม

 

ต่างประเทศ

 

17. เรื่อง การเสนอรายการ Register of Good Safeguarding Practices ICH-03-Form เรื่อง "การฟื้นฟูหนังใหญ่ โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย" (The Community-based Revitalization of Nang Yai Tradition in Thailand: CRNT)

              คณะรัฐมนตรีรับทราบ เรื่อง การเสนอรายการ Register of Good Safeguarding Practices ICH-03-Form เรื่อง “การฟื้นฟูหนังใหญ่ โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” (The Community-based Revitalization of Nang Yai Tradition in Thailand: CRNT) ตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ

สาระสำคัญของเรื่อง

ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีที่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื่องจากการยื่นเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ตามแนวทางการอนุวัติตามอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้กำหนดให้รัฐภาคียื่นเสนอรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรมจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างเอกสาร Register of Good Safeguarding Practices ICH-03-Form เรื่อง “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” ก่อนการยื่นเสนอขอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ประเภท แผนงานโครงการ หรือกิจกรรมที่มีการสงวนรักษาที่ดี และให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรมในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเป็นผู้ลงนามในเอกสารดังกล่าว ซึ่งตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 บัญญัติให้ในกรณีจำเป็น เพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้

นายกรัฐมนตรีจึงได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม)

                ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ

1. เห็นชอบเอกสาร Register of Good Safeguarding Practices ICH-03-Form เรื่อง “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” (The Community-based Revitalization of Nang Yai Tradition in Thailand: CRNT) เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ประเภท แผนงาน โครงการหรือกิจกรรมที่มีการสงวนรักษาที่ดี (Register of Good Safeguarding Practices)

2. เห็นชอบให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสาร Register of Good Safeguarding Practices ICH-03-Form เรื่อง "การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” (The Community-based Revitalization of Nang Yai Tradition in Thailand: CRNT) เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก้ ประเภทแผนงาน โครงการ หรือกิจกรรมที่มีการสงวนรักษาที่ดี (Register of Good Safeguarding Practices)

ประโยชน์และผลกระทบ

           1. อนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เป็นการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนาการส่งเสริมรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ให้เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพโดยให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้ปฏิบัติและผู้สืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม รวมทั้งเป็นการยืนยันบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก โดยประเทศไทยจะถูกจารึกไว้ในรายชื่อประเทศที่ตระหนักและเห็นคุณค่าของมรดกวัฒนธรรม และจะไม่ทำอะไรที่มีผลเสียโดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แบบไม่เหมาะสม

2. สำหรับการเสนอเอกสาร “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ประเทศไทย” (The Community-based Revitalization of Nang Yai Tradition in Thailand: CRNT) เพื่อเสนอขึ้นทะเบียนต่อยูเนสโก ประเภท แผนงาน โครงการ หรือ กิจกรรมที่มีการสงวนรักษาที่ดี (Register of Good Safeguarding Practices) มีผลผูกพันต่อภารกิจที่ต้องดำเนินการตามมาตรการที่อธิบายไว้ในแบบฟอร์ม (CH-03) โดยระบุถึง มาตรการสงวนรักษา เตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยและการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน

            3. มติคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงและการดำเนินงานของประเทศ แต่จะส่งผลดีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยหนังใหญ่ในประเทศไทยถือเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่สำคัญตามนโยบายรัฐบาล ควบคู่กับการกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์สืบทอด สร้างความภาคภูมิใจ ความหวงแทน มรดกทางวัฒนธรรม เสริมสร้างภาพลักษณ์และบทบาทของไทยในเวทีโลก

 

18.  เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามพันธกรณีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 4

                คณะรัฐมนตรีรับทราบ เรื่อง ขอความเห็นชอบต่อร่างคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามพันธกรณีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 4 ตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 คณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื่องจากประเทศไทยยังคงมีพื้นที่ที่ยังดำเนินการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามพันธกรณีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลไม่แล้วเสร็จ และจะต้องยื่นคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลต่อฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้สะสม ผลิตและโอนและการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลพิจารณา ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ดังนั้น กระทรวงกลาโหม จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะยื่นคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามพันธกรณีของอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำลาย ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 4 ออกไปอีก 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570 - 31 ธันวาคม 2574) ซึ่งตามมาตรา 8 วรรคสอง แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 บัญญัติให้ในกรณีจำเป็นเพื่อเป็นการรักษาประโยชน์สำคัญของประเทศ หรือมีกรณีฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีอาจพิจารณาเรื่องใดกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อมีมติของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนั้นได้

                นายกรัฐมนตรีจึงได้ประชุมร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสันติ ปิยะทัต) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

                ซึ่งคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วลงมติเห็นชอบตามที่กระทรวงกลาโหมเสน ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ร่างคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามพันธกรณีอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิตและโอน และการทำสายทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ครั้งที่ 4 ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญและไม่ขัดกับหลักการ ที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบไว้ ให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการได้ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบภายหลังพร้อมทั้งให้ชี้แจงเหตุผลและประโยชน์ที่ไทยได้รับจากการปรับเปลี่ยนดังกล่าวด้วย

                ประโยชน์และผลกระทบ

                การยื่นคำขอขยายระยะเวลาการทำลายทุ่นระเบิดฯ ครั้งที่ 4 ต่อฝ่ายเลขานุการอนุสัญญาออตตาวา ตามกำหนดเวลา ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จะเป็นการยืนยันเจตนารมณ์และความมุ่งมั่นของไทยในการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมของไทยที่มีประสิทธิภาพ สามารถดำเนินการแล้วเสร็จตามเป้าหมาย ที่กำหนดไว้ เสริมสร้างความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ปนเปื้อนทุ่นระเบิดฯ และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายแดน โดยไม่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของประเทศ

แต่งตั้ง

 

19. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

20. เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

              คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

                1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาราชการแทน ตามลำดับ ดังนี้

                        (1) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ

                        (2) นายทรงศักดิ์ ทองศรี

                        (3) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

                        (4) นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

                        (5) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์

                        (6) นายปกรณ์ นิลประพันธ์

                        (7) นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

                2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้น จะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

 

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นางสาวลลิดา เพริศ
วิวัฒนา
ให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

22. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ตามลำดับ ดังนี้

              1. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)

              2. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

              3. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์)

23. เรื่อง มอบหมายรัฐมนตรีรักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

              คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ มอบหมายเป็นหลักการให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534

24. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่82/2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

        ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569

        อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 จึงมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี และให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี และกำกับดูแลแทนนายกรัฐมนตรี สำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1 นิยาม

       ในคำสั่งนี้

       “กำกับการบริหารราชการ” หมายความว่า กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการชี้แจงแสดงความคิดเห็นหรือรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติงาน สั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ตลอดจนอนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 6 เมษายน 2569 ที่เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี อนุญาตหรืออนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการในกำกับการบริหารราชการไปก่อนได้ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

        “สั่งและปฏิบัติราชการ” หมายความว่า สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติให้ส่วนราชการ หรือข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการใด ๆ ได้ตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

        “กำกับดูแล” หมายความว่า กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสั่งให้รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการ

 

ส่วนที่ 2

1. รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ)

              1.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                     1.1.1        กระทรวงคมนาคม

                        1.1.2        กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

              1.2  การมอบหมายให้กำกับดูแลหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

                        -       สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

                1.3   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี
ที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 1.1 ถึงข้อ 1.2 ยกเว้น

                        1.3.1        เรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย

                        1.3.2        การสถาปนาพระอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ สมณศักดิ์

                        1.3.3        การแต่งตั้ง ในกรณีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุดข้าราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงและกรม
                                เอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ กงสุล และกรรมการที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ

                        1.3.4        การพระราชทานยศทหาร ตำรวจ ชั้นนายพล

                        1.3.5        การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และ
                                การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี

                        1.3.6        การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
                                และการประกาศใช้ความตกลงระหว่างประเทศ

                        1.3.7        เรื่องสำคัญที่เคยมีประเพณีปฏิบัติให้เสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม

 

ส่วนที่ 3

2. รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์  ทองศรี)

                2.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        2.1.1        กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านกีฬา)

                        2.1.2        กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

                        2.1.3        กระทรวงสาธารณสุข

                2.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        2.2.1        สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

                        2.2.2        สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

                        2.2.3        สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

                2.3  การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

                        -       สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

              2.4 ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 2.1 ถึงข้อ 2.3 ยกเว้น การดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1 ถึงข้อ 1.3.7

 

ส่วนที่ 4

3. รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ)

              3.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                      3.1.1        กระทรวงการคลัง

                        3.1.2        กระทรวงพลังงาน

                        3.1.3        สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรี
                                ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ)

                3.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        3.2.1        สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                        3.2.2        สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

                3.3   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 3.1 ถึงข้อ 3.2 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1 ถึงข้อ 1.3.7

 

ส่วนที่ 5

4. รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว)

                4.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        -       กระทรวงการต่างประเทศ

                4.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        4.2.1       สำนักข่าวกรองแห่งชาติ

                        4.2.2        ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้

                4.3  ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 4.1 ถึงข้อ 4.2 ยกเว้น การดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1 ถึงข้อ 1.3.7

 

ส่วนที่ 6

5. รองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์)

              5.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                     5.1.1        กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (เฉพาะด้านการท่องเที่ยว)

                     5.1.2        กระทรวงพาณิชย์

                     5.1.3        กระทรวงวัฒนธรรม

                        5.1.4        กระทรวงอุตสาหกรรม

                        5.1.5        กรมประชาสัมพันธ์

                        5.1.6        สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

              5.2   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 5.1 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1 ถึงข้อ 1.3.7

 

ส่วนที่ 7

6. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์  นิลประพันธ์)

              6.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        6.1.1        สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

                        6.1.2        สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                        6.1.3        สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

                        6.1.4        สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                        6.1.5        สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                        6.1.6        สำนักงานราชบัณฑิตยสภา (รวมทั้งราชการของราชบัณฑิตยสภา)

                6.2  การดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี

              6.3   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 6.1 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1ถึงข้อ 1.3.7

 

ส่วนที่ 8

7. รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์)

              7.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                     7.1.1        กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

                     7.1.2        กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                     7.1.3        กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                        7.1.4        กระทรวงแรงงาน

                        7.1.5        กระทรวงศึกษาธิการ

              7.2  การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                        -       สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ

                                และการสร้างความสามัคคีปรองดอง

                7.3  การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

                     7.3.1        สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

                        7.3.2        สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

              7.4   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 7.1 ถึงข้อ 7.3 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.3.1 ถึงข้อ 1.3.7

ส่วนที่ 9

8. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส  อิศรภักดี)

              8.1  การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                     8.1.1        กรมประชาสัมพันธ์

                        8.1.2        สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

              8.2  การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ดังนี้

                      -       บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

 

ส่วนที่ 10

9. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร  ศรีสรรพางค์)

                9.1  การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

                     9.1.1        สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

                        9.1.2        สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

                        9.1.3        องค์การบริหารไนท์ซาฟารี (องค์การมหาชน)

                        9.1.4        สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

                        9.1.5        สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

 

ส่วนที่ 11

10. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร  ปริศนานันทกุล)

              10.1 การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                     10.1.1     สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกรัฐมนตรี

                                ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ)

                        10.1.2      สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ

              10.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

                     10.2.1      สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

                        10.2.2      สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ

 

ส่วนที่ 12

11. รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย  วันทนียกุล)

               11.1       การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                      -      สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

               11.2 การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

                        11.2.1      สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

                        11.2.2      สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

 

ส่วนที่ 13

12. รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐแทนนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงานนั้น ๆ ดังนี้

              12.1 การแต่งตั้งบุคคลหรือกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้น

              12.2 การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ชาวต่างประเทศ ยกเว้น เป็นเรื่องระดับผู้นำรัฐบาลหรือประมุขของรัฐต่างประเทศ

              12.3 การให้ความเห็นชอบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราจากต่างประเทศ

              12.4 การประกาศภาพเครื่องหมายราชการ

13. รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจปฏิบัติแทนนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการในหน่วยงานที่สั่งและปฏิบัติราชการ

14. ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนราชการใด เป็นประธาน อ.ก.พ. ทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงของส่วนราชการนั้นด้วย

        15.   ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐแทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจอนุมัติให้นำเรื่องของหน่วยงานที่กำกับดูแลเสนอคณะรัฐมนตรี

        16.   ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม
หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจแต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ

        17.   เมื่อรองนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้วให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม

        18.   ในการปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้
ให้รองนายกรัฐมนตรีบริหารราชการโดยมุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง  ณ  วันที่  7  เมษายน  พ.ศ. 2569

                    

25. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2569 เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

              คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 86/2569 เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค

                   ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน  ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569  นั้น

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ. 2565 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกาศคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ เรื่อง การจัดตั้งภาค กลุ่มจังหวัด และกำหนดจังหวัด ที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด ลงวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2567 และคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 221/2561 เรื่อง กำหนดพื้นที่การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ลงวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2561 จึงมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค ดังต่อไปนี้

                1.    พื้นที่

                   1.1       รองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        1) เขตตรวจราชการที่ 5 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดสงขลา

                        2) เขตตรวจราชการที่ 6 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ประกอบด้วย จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดระนอง และจังหวัดสตูล

                        3) เขตตรวจราชการที่ 7 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน ประกอบด้วย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี และจังหวัดยะลา

                   1.2       รองนายกรัฐมนตรี (นายทรงศักดิ์  ทองศรี) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        1) เขตตรวจราชการที่ 10 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก เฉียงเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู
และจังหวัดอุดรธานี

                        2) เขตตรวจราชการที่ 11 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก
เฉียงเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดนครพนม จังหวัดมุกดาหาร และจังหวัดสกลนคร

                        3) เขตตรวจราชการที่ 12 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก
เฉียงเหนือตอนกลาง ประกอบด้วย จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด

                   1.3 รองนายกรัฐมนตรี (นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        - เขตตรวจราชการที่ 8 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 ประกอบด้วย จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง

                   1.4 รองนายกรัฐมนตรี (นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        1) เขตตรวจราชการที่ 15 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดลำปาง และจังหวัดลำพูน

                        2) เขตตรวจราชการที่ 16 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ประกอบด้วย จังหวัดเชียงราย จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา และจังหวัดแพร่

                   1.5        รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสาวศุภมาส  อิศรภักดี) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        1) เขตตรวจราชการที่ 2 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล ประกอบด้วย จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนครปฐม และจังหวัดสมุทรปราการ

                        2) เขตตรวจราชการที่ 9 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 ประกอบด้วย จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว

                   1.6        รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร  ศรีสรรพางค์) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้                     

                        1) เขตตรวจราชการที่ 3 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี และจังหวัดสุพรรณบุรี

                            2) เขตตรวจราชการที่ 4 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร

                        3) เขตตรวจราชการที่ 17 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดตาก จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดอุตรดิตถ์

                   1.7       รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร  ปริศนานันทกุล) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                        1) เขตตรวจราชการที่ 1 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดชัยนาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดลพบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดอ่างทอง

                            2) เขตตรวจราชการที่ 18 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดพิจิตร และจังหวัดอุทัยธานี

                1.8                 รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นางสุขสมรวย  วันทนียกุล) กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการ ดังนี้

                            1) เขตตรวจราชการที่ 13 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย จังหวัดชัยภูมิ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

                        2) เขตตรวจราชการที่ 14 ของสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ประกอบด้วย จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดอำนาจเจริญ และจังหวัดอุบลราชธานี

                2.    การกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคตามคำสั่งนี้ หมายถึง การตรวจราชการ การขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐรายงานเหตุการณ์และผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัดและยุทธศาสตร์จังหวัด การประสานราชการเพื่อให้เกิดการบูรณาการยุทธศาสตร์กลุ่มจังหวัด และยุทธศาสตร์จังหวัดไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม การเร่งรัด การติดตามผลการให้คำแนะนำช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ของรัฐในพื้นที่ และการประเมินผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินโครงการและการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐ โดยให้คณะกรรมการธรรมาภิบาลจังหวัดมีส่วนร่วมในการตรวจสอบด้วย

                3.    ให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีรายงานปัญหาอุปสรรคแนวทางการแก้ไข ตลอดจนข้อเสนอแนะต่าง ๆ อันเนื่องจากการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการหรือพื้นที่ในความรับผิดชอบต่อนายกรัฐมนตรี

                4.    ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเลขานุการของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีติดภารกิจจำเป็นเร่งด่วน สามารถมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีประจำเขตตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่แทนแล้วรายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบต่อไป

                5.    ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดที่เกี่ยวข้องเสนอข้อมูล อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ด้วย

                6.     ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากงบประมาณของสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมวดเงินอุดหนุนทั่วไป โครงการเพิ่มขีดสมรรถนะในการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาคของรองนายกรัฐมนตรี

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สั่ง  ณ  วันที่ 10 เมษายน  พ.ศ. 2569

                                                        

26. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้
                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 90/2569 เรื่อง  มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้

                ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน  ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 19 มีนาคม พุทธศักราช 2569 และพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2569  นั้น

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 มาตรา 11 มาตรา 12 มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 48 และมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายกรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี และมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ดังต่อไปนี้

 

                                                ส่วนที่ 1 คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

                1. ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่อาจปฏิบัติราชการได้ คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทน ตามลำดับ ดังนี้

                   (1) นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ

                (2) นายทรงศักดิ์  ทองศรี

                (3) นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ

                   (4) นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว

                (5) นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์

                   (6) นายปกรณ์  นิลประพันธ์

                   (7) นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์

                2. ในระหว่างการรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ผู้รักษาราชการแทนข้างต้น จะสั่งการใดเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลและการอนุมัติเงินงบประมาณอันอยู่ในอำนาจของนายกรัฐมนตรี ต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีเสียก่อน

                ส่วนที่ 2 การมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

                ในกรณีที่รองนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่

รองนายกรัฐมนตรี

รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ

1

นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ

1. นายทรงศักดิ์  ทองศรี

2. นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ

2

นายทรงศักดิ์  ทองศรี

1. นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ

2. นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว

3

นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ

1. นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว

2. นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์

4

นายสีหศักดิ์  พวงเกตุแก้ว

1. นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์

2. นายปกรณ์  นิลประพันธ์

5

นางศุภจี  สุธรรมพันธุ์

1. นายปกรณ์  นิลประพันธ์

2. นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์

6

นายปกรณ์  นิลประพันธ์

1. นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์

2. นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ

7

นายยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์

1. นายพิพัฒน์  รัชกิจประการ

2. นายทรงศักดิ์  ทองศรี

              ส่วนที่ 3 การมอบหมายและมอบอำนาจให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

                ในกรณีที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีท่านใดท่านหนึ่งไม่อยู่หรือไม่อาจปฏิบัติราชการได้
ให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ตามลำดับ ดังนี้

ลำดับที่

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ที่ปฏิบัติราชการแทนกันตามลำดับ

1

นางสาวศุภมาส  อิศรภักดี

1. นายนภินทร  ศรีสรรพางค์

2. นายภราดร  ปริศนานันทกุล

2

นายนภินทร  ศรีสรรพางค์

1. นายภราดร  ปริศนานันทกุล

2. นางสุขสมรวย  วันทนียกุล

3

นายภราดร  ปริศนานันทกุล

1. นางสุขสมรวย  วันทนียกุล

2. นางสาวศุภมาส  อิศรภักดี

4

นางสุขสมรวย  วันทนียกุล

1. นางสาวศุภมาส  อิศรภักดี

2. นายนภินทร  ศรีสรรพางค์

 

ทั้งนี้  ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน  พ.ศ. 2569  เป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2569

 

27. เรื่อง ปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ตามที่สำนักงบประมาณเสนอ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2567 อนุมัติการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 และวันที่ 14 ตุลาคม 2568 อนุมัติปรับปรุงการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นั้น

                เนื่องจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 82/2569 ลงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี มีผลทำให้ผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการเปลี่ยนแปลงไปจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไว้

                ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และการกำกับดูแลการบริหารงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 9 แผนงาน เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ จึงเห็นสมควรปรับปรุงการมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ให้สอดคล้องกับการมอบหมายและมอบอำนาจรองนายกรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น ดังนี้

                1. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จำนวน 2 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

                        2) แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

                2. นายทรงศักดิ์ ทองศรี จำนวน 2 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

                        2) แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                3. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

                4. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ จำนวน 2 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

                        2) แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

                5. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                6. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                        1) แผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย

                ทั้งนี้ การกำหนดระยะเวลาการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ

พ.ศ. 2569 โดยที่ระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 กำหนดให้ผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ หรือมอบหมายให้เป็นผู้กำกับแผนงานบูรณาการมีหน้าที่และอำนาจพิจารณาให้หน่วยรับงบประมาณระงับการใช้จ่ายงบประมาณ หรือขอรับโอนงบประมาณรายจ่าย บูรณาการจากหน่วยรับงบประมาณอื่น ดังนั้น เพื่อให้การโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการระหว่างหน่วยรับงบประมาณ สอดคล้องกับระยะเวลาการเข้าบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณจึงอาศัยอำนาจตามข้อ 6 วรรคสอง ของระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่าย บูรณาการ และงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดให้การโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ตามหมวด 1 ของระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการฯ เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 (จากเดิม กำหนดเริ่มเมื่อสิ้นไตรมาสที่สองของปีงบประมาณ สำหรับการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569) แจ้งตามหนังสือสำนักงบประมาณ ที่ นร 0702/ว163 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top