533.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 21 เมษายน 2569

วันอังคาร ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.22 น.

วันนี้ 21 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                   1. ให้ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561, 2 ตุลาคม 2561, 10 กันยายน 2562 และ 20 กันยายน 2565

                   2. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ดังนี้

                             2.1 แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ

                                      (1) แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ

                                      (2) แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ

                             2.2 แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีปกครอง

                             2.3 แนวทางในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ

                                      (1) แนวทางปฏิบัติกรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

                                      (2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

                   เรื่องเดิม

                   1) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (24 เมษายน 2561) เห็นชอบแนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครองตามที่ สลค. เสนอ

                   2) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (2 ตุลาคม 2561) เห็นชอบแนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ

                   3) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (10 กันยายน 2562) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วย รัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ตามที่ สลค. เสนอ

                   4) คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (20 กันยายน 2565) เห็นชอบแนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามที่ สลค. เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ปัจจุบันคณะรัฐมนตรีได้วางแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีและข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ ไว้หลายมติ แยกออกจากกัน และบางมติได้ใช้บังคับมาเป็นระยะเวลานานแล้ว ประกอบกับที่ผ่านมาได้มีกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจึงได้ทบทวนแนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) และสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) โดยนำมติคณะรัฐมนตรีที่มีหลายมติมารวมกันไว้ในมติเดียว ปรับปรุงแก้ไขข้อความหรือถ้อยคำ และกำหนดแนวทางปฏิบัติเพิ่มเติม 2 กรณี ได้แก่ แนวทางปฏิบัติกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดี และกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะช่วยให้มติคณะรัฐมนตรีเรื่องแนวทางดำเนินคดีดังกล่าวมีความครอบคลุมและชัดเจนยิ่งขึ้น รวมทั้งสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติต่อไป

                   สลค. ได้ดำเนินการแก้ไขแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวตามข้อสังเกตของที่ประชุมแล้ว โดยแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ และแนวทางการดำเนินคดีในศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ มีสาระสำคัญดังนี้

                   1. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอาแนวทางปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 (เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง) ในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2561 (เรื่อง แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ) มารวบรวมไว้ในหัวข้อเดียวกัน โดยไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแต่อย่างใด เพื่อความสะดวกในการนำมาปฏิบัติต่อไป เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีในศาลยุติธรรมเช่นเดียวกัน ซึ่งแนวทางในการดำเนินคดีในเรื่องนี้ มีสาระสำคัญได้ดังนี้

1. แนวทางในการดำเนินคดีของหน่วยงานของรัฐ

          1) แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ดังนี้

                   (1.1) การดำเนินคดีอาญา

                   เมื่อมีการกระทำความผิดทางอาญาต่อราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้แจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ไม่สมควรว่าจ้างทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อผู้กระทำความผิดเอง

                   ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวถูกเอกชนฟ้องเป็นคดีอาญา ให้ส่งเรื่องให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดี ถ้าพนักงานอัยการปฏิเสธหรือขัดข้องในการรับแก้ต่าง ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวมีสิทธิว่าจ้างทนายความดำเนินคดีได้

                   (1.2) การดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐ กรณีคดีใกล้ขาดอายุความ

                   เมื่อมีข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานของรัฐให้หน่วยงานของรัฐใช้ความระมัดระวังในการดำเนินคดีเพื่อมิให้คดีขาดอายุความหรือพ้นกำหนดเวลาฟ้องคดี และในกรณีที่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากงบประมาณไม่เพียงพอ หากคดีใกล้ขาดอายุความหรือใกล้พ้นกำหนดเวลาฟ้องคดีและยังไม่สามารถส่งข้อพิพาทไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (อส.) ได้ ให้หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องจัดให้มีการรับสภาพหนี้ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายขึ้น

                   (1.3) การดำเนินคดีที่ขาดอายุความ

                   กรณีคดีขาดอายุความแล้ว แต่หน่วยงานของรัฐยังยืนยันให้พนักงานอัยการดำเนินคดีให้ทั้งที่เห็นได้ล่วงหน้าว่า หากดำเนินคดีต่อไปก็มีแต่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ กล่าวคือ เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลา เสียกำลังคนในการปฏิบัติงานโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้ง การดำเนินคดีของรัฐไม่ควรดำเนินการในลักษณะที่เอารัดเอาเปรียบเอกชนด้วยการคาดหวังว่า เอกชนอาจไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้คดี เพราะความไม่รู้กฎหมายหรือความหลงลืม หรืออาจขาดนัดยื่นคำให้การ หรือขาดนัดพิจารณา เพราะมีผลให้การอำนวยความยุติธรรมของรัฐขาดความน่าเชื่อถือ ดังนั้น หน่วยงานของรัฐจึงไม่ควรนำคดีที่ขาดอายุความแล้วส่งให้พนักงานอัยการดำเนินการต่อไป

          2) แนวทางดำเนินการเกี่ยวกับข้อพิพาทของหน่วยงานของรัฐ

          เพื่อบรรเทาความสูญเสียและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่รัฐและเพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของทางราชการ กรณีหน่วยงานของรัฐมีข้อพิพาทตามสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองเป็นคดีเดียวหรือหลายคดีในประเด็นเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกัน เช่น กรณีคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม (การทางพิเศษแห่งประเทศไทย) แล้วมีคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งนำไปสู่การฟ้องคดีในศาลปกครองสูงสุด โดยผลของคำวินิจฉัยชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการนั้น ให้หน่วยงานของรัฐต้องชดใช้ค่าเสียหายหรืออื่นใด ให้หน่วยงานของรัฐนั้นอาจดำเนินการเจรจาต่อรองกับคู่พิพาทเพื่อบรรเทาความเสียหายของรัฐและให้เกิดความเป็นธรรมแก่ราษฎรได้ ทั้งนี้ ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใส ชอบด้วยกฎหมายและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ

 

                   2. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดี หรือถูกฟ้องคดีปกครอง

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2561 (เรื่อง แนวทางในการดำเนินคดีของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ และแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง) ในส่วนที่เกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถูกฟ้องคดีในศาลปกครอง มาเรียบเรียงใหม่ โดยยังคงมีแนวทางปฏิบัติดังเดิม และกำหนดแนวทางปฏิบัติกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีด้วยเพิ่มเติม เพื่อให้มีความครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สะดวกต่อการนำมาปฏิบัติต่อไป ซึ่งแนวทางในการดำเนินคดีในเรื่องนี้ มีสาระสำคัญดังนี้

2. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง กรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ฟ้องคดี หรือถูกฟ้องคดีปกครอง

1) กรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีและไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

          1.1) ให้ สลค. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำคำสั่งศาลปกครองที่ให้ทำคำให้การแก้คำฟ้องเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป โดยให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีและไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ให้ประสานงานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความเห็นแล้วยกร่างคำให้การยื่นต่อศาลปกครองเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการ หรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป

          1.2) มอบอำนาจในการดำเนินคดีปกครองในนามคณะรัฐมนตรีในศาลปกครองให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่างในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีปกครองทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุดและให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้ทุกประการไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องการถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน

    1.3) กรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็น
ผู้ฟ้องคดีหรือผู้ถูกฟ้องคดีในคดีปกครองที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีด้วย ให้ สลค. จัดทำการมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดี ให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่าง
ในการดำเนินคดีทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุด และให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้อง การถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือ
ใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด หรือ
ในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน (เพิ่มเติม)

2) กรณีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรีและ
ไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

          2.1) ให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำคำสั่งศาลปกครองที่ให้ทำคำให้การแก้คำฟ้องเสนอนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้ ให้ประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมความเห็นแล้วยกร่างคำให้การยื่นต่อศาลปกครองเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป

 

         

          2.2) ให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจัดทำการมอบอำนาจจากผู้ฟ้องคดี หรือผู้ถูกฟ้องคดีให้พนักงานอัยการเป็นผู้ว่าต่างแก้ต่างในการดำเนินคดีทุกศาลและทุกชั้นศาลปกครองจนกว่าคดีถึงที่สุดและให้มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใดได้
ทุกประการไม่ว่าจะเป็นไปในทางจำหน่ายสิทธิหรือไม่ก็ตาม เช่น การยอมรับตามที่คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเรียกร้องการถอนฟ้อง การประนีประนอมยอมความ การสละสิทธิหรือใช้สิทธิในการอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดหรือในการขอให้พิจารณาคดีใหม่ ตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกร
ไปดำเนินการใด ๆ แทน (เพิ่มเติม)          

 

                   3. แนวทางในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ

                   แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2565 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ) มาปรับใช้ โดยกำหนดให้มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับแนวทางปฏิบัติในศาลปกครอง ในกรณีการมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ (เดิม เลขาธิการคณะรัฐมนตรี) เป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีในการดำเนินกระบวนการต่างๆ ในคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีแนวทางปฏิบัติทำนองเดียวกันกับแนวทางในการดำเนินคดีในศาลปกครอง (กรณีการมอบอำนาจให้พนักงานอัยการ) นอกจากนี้ยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีแนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีที่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหลายกรณี จึงควรกำหนดเพิ่มเติมในกรณีดังกล่าว เพื่อให้มีความชัดเจนและถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป โดยแนวทางปฏิบัติในศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งได้ 2 กรณี มีสาระสำคัญดังนี้

1) แนวทางปฏิบัติกรณีคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

1.1) กรณีคณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

 

          (1) มอบหมายให้ สลค. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำหนังสือให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา
ที่ได้รับแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญเสนอนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ อส. และ สคก. ดำเนินการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง
คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญ
ในนามคณะรัฐมนตรีผู้ถูกร้อง โดยให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีและไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ให้ประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมคำชี้แจงฯ พร้อมเอกสารหลักฐานเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป

 

          (2) มอบอำนาจให้พนักงานอัยการเป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะรัฐมนตรีในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวน พิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญของคณะรัฐมนตรี การรับทราบคำสั่งศาล การขอสำเนาเอกสารและดำเนินการอื่นใดทั้งปวงเกี่ยวกับคดีหรือกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จตลอดจนให้มีอำนาจมอบอำนาจช่วงให้นิติกรไปดำเนินการใด ๆ แทน (ปรับปรุง)

          (3) ให้ สลค. นำเรื่องการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เสนอผ่านรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายเพื่อพิจารณากลั่นกรองก่อนเสนอนายกรัฐมนตรีต่อไป

1.2) กรณีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ (เพิ่มเติม)

    (1) อาจมอบหมายให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบในการนำหนังสือให้ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาที่ได้รับแจ้งจากศาลรัฐธรรมนูญเสนอนายกรัฐมนตรีหรือ
รองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมีคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับ อส. และ สคก. ดำเนินการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง
คำขอ คำคัดค้านหรือคำร้องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญ ในนามของผู้ถูกร้องรวมทั้งประสานกับ อส. สคก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดเตรียมคำชี้แจงฯ พร้อมเอกสารหลักฐานเป็นการล่วงหน้า และดำเนินการหรือประสานงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีต่อไป

         

 

 

    (2) กรณีที่มอบหมายให้ สปน. เป็นผู้รับผิดชอบ ให้ สปน. จัดทำการมอบอำนาจจากผู้ถูกร้องให้พนักงานอัยการเป็นผู้รับมอบอำนาจเพื่อดำเนินการในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา คำชี้แจง คำขอ
คำคัดค้าน หรือคำร้องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลรัฐธรรมนูญของผู้ถูกร้อง รวมทั้งการรับทราบคำสั่งศาล การขอสำเนาเอกสาร และดำเนินการอื่นใดทั้งปวงเกี่ยวกับคดีหรือกระบวนพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจนกว่าคดีจะแล้วเสร็จ

   อนึ่ง กรณีที่รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ สปน. แจ้งนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบด้วย

 

                             2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้วมีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

                             แนวทางปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวเป็นการนำเอามติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2562 (เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย) มาปรับใช้ โดยเนื้อหายังคงเดิม เนื่องจากเป็นการดำเนินคดีในศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกัน จึงนำมารวมในหัวข้อ 3 เพื่อความสะดวกในการปฏิบัติมาปฏิบัติต่อไป

 

2) แนวทางปฏิบัติกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติหรือ
ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นขอบแล้ว มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้น โดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกรณีมีการขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย

2.1) ให้ สลค. เป็นหน่วยงานกลางรับผิดชอบในการประสานงานการดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยโดยให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

          (1) ในกรณีที่ สลค. ได้รับแจ้งจากประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานวุฒิสภา หรือประธานรัฐสภาแล้วแต่กรณี ให้เร่งนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบโดยด่วน และมีมติมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. จัดทำคำชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน หากเสร็จแล้วให้เร่งจัดส่งให้ สลค. เพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้าสำหรับประกอบการพิจารณาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่หน่วยงานนั้น ๆ ไม่ต้องส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

          (2) ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีหนังสือแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความเห็นเพื่อประกอบการวินิจฉัย ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้

                   (2.1) กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรี

                             (2.1.1) กรณีขอให้แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสาร ให้ สลค. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. จัดทำคำชี้แจงในส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน เมื่อได้รับความเห็นแล้ว
ให้ สลค. จัดทำสรุปความเห็นของทุกหน่วยงานเป็นความเห็นเดียว แล้วนำเสนอนายกรัฐมนตรี
ให้ความเห็นชอบก่อนแจ้งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ

                             (2.1.2) กรณีขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำ ให้ สลค. แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. ทราบโดยด่วน เพื่อมอบหมายให้ผู้แทนไปทำการชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป และให้ประสานงานกับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแจ้งการมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ สคก. ไปร่วมชี้แจงด้วย

                   (2.2) กรณีศาลรัฐธรรมนูญส่งหนังสือให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้แสดงความเห็นเป็นหนังสือหรือเอกสารหรือขอให้ส่งผู้แทนไปให้ถ้อยคำโดยส่งหนังสือให้หน่วยงานโดยตรง ให้หน่วยงานนั้น
แจ้ง สลค. ทราบ

          2.2) เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้แจ้งคำวินิจฉัยเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมาแล้ว ให้ สลค. นำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ ทุกครั้ง และแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบต่อไป หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญไม่มีข้อความขัดหรือแย้งต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ สลค. นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

          ทั้งนี้ รวมถึงกรณีที่ร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้เสนอ และนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
มีข้อความขัดหรือแย้งหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ให้ถือปฏิบัติตามแนวทางใน ข้อ 2.1) และข้อ 2.2) โดยอนุโลม

 

เศรษฐกิจ-สังคม

2.  เรื่อง  ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ 1) หลักการและกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ และ 2) โครงสร้างและสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 142 กำหนดให้ในการเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องแสดงความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาต่าง ๆ ประกอบกับพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา 5 วรรคสาม กำหนดให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และมาตรา 10 วรรคสาม กำหนดให้แผนแม่บทที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้มีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น รวมทั้งการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทด้วย ตลอดจนพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 19 (1) กำหนดให้ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณมีหน้าที่และอำนาจกำหนดยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่าย ประจำปี โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้เป็นแนวทางในการจัดทำคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามมติที่ประชุมระหว่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง และสำนักงบประมาณ ในวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 นั้น

                   สำนักงบประมาณเสนอ ดังนี้

                   เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนัยกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น สำนักประมาณได้จัดให้มีการประชุมระหว่างหน่วยงานดังกล่าวข้างต้น ในวันพฤหัสบดีที่ 16 เมษายน 2569 โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการทบทวนข้อเสนอเป้าหมายและยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งมีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

                   1. หลักการและกรอบการจัดทำยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

                   ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จัดทำขึ้นโดยให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกกับนโยบายสำคัญของของรัฐบาล ตามที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566-2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566-2570) ควบคู่ไปกับประเด็นการพัฒนาที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อให้บรรลุ 13 หมุดหมายการพัฒนาตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ประเด็นสำคัญของ 17 นโยบายและแผนความมั่นคง ตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และประเด็นเร่งด่วนตามแผนแม่บทฯ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ (Pro - Growth Budget Initiative) อย่างเต็มศักยภาพ ทั่วถึง และมีคุณภาพ มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและผลักดันการปฏิรูปประเทศ (Transformation) เพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความ

                   สำคัญกับการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด พร้อมทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงานในภาพรวมของประเทศ การปรับตัวและดำเนินการเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate  Change)   การป้องกันภัยพิบัติและการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อส่งเสริมการวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีสวัสดิการที่เหมาะสม ลดความเหลื่อมล้ำ คำนึงถึงมิติเพศภาวะ (Gender - Responsive Budgeting :GRB) รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการภาครัฐโดยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุด

                   2. โครงสร้างและสาระสำคัญของยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ

                   ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ และรายการค่าดำเนินการภาครัฐ มีสาระสำคัญสรุป ดังนี้

                             1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง

                             มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน อยู่ดี กินดี และมีความสุข บ้านเมืองมีความมั่นคงในทุกมิติและทุกระดับ โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ส่งเสริมความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน บูรณาการการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดและผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง ปราบปรามอาชญากรรมและการพนันผิดกฎหมายทุกรูปแบบ ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ แก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคได้ ตามหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” การพัฒนาศักยภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ป้องกัน เฝ้าระวัง และแก้ไขปัญหาที่กระทบต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ พัฒนาระบบการป้องกันประเทศและศักยภาพของกองทัพไทย ตลอดจนพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร ทบทวนนโยบาย Free Visa ขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศที่ดำเนินไปในทุกมิติ เจรจาการค้า การทูตเศรษฐกิจ ผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

                             2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน

                             มีเป้าหมายเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น โดยมุ่งเน้นส่งเสริมการทำเกษตรยั่งยืนเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ยกระดับอุตสาหกรรมและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก พัฒนาการทำเกษตรแม่นยำด้วย AI วางแผนการผลิตและบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรมให้สอดคล้องกับระบบแผนที่การเกษตรและศักยภาพของพื้นที่ (Zoning by Agri-map) ปรับระบบส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยวให้พร้อมรองรับการพักระยะยาวของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นขึ้นจากรูปแบบ การทำงานและการใช้ชีวิต (Work from Anywhere) ยกระดับเมืองน่าเที่ยวสู่การสร้างมูลค่าสูง ยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยว ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งที่ประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พัฒนาระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ส่งเสริมการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ในการผลิตไฟฟ้าโดยผู้บริโภค (Prosumer) ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน สร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยและส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้สินของ SMEs สนับสนุนเทคโนโลยีของไทยในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ลดการพึ่งพาเครื่องจักรอุปกรณ์จากต่างประเทศ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) สู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่)

                             3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

                             มีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ สังคมไทยมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อและสนับสนุนต่อการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต โดยมุ่งเน้นสร้างเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความอบอุ่นเข้มแข็งและมั่นคง พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ พัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น สนับสนุนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ ส่งสริมทักษะที่จำเป็นแห่งอนาคต ทักษะความรู้ความเข้าใจผิด (Digital Literacy) ทักษะการปัญญาประดิษฐ์ (AI) ส่งเสริมการปฏิรูประบบการศึกษาให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตและความต้องการของตลาดแรงงาน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานทันที (Skill Bridge) ส่งเสริมและสร้างโอกาสในการพัฒนาสมรรถนะแก่แรงงานทุกกลุ่มและความต้องการของตลาดแรงงานทั้งการเพิ่มพูนและพัฒนาทักษะความรู้ใหม่ (Upskill)/Newskill) รวมถึงพัฒนาทักษะเดิม (Reskill) ทักษะทางสังคม (Soft Skills) สร้างระบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นและเหมาะสมให้กับผู้สูงอายุโดยเชื่อมโยงกับทักษะและประสบการณ์เดิมสนับสนุนการประกอบอาชีพหลังเกษียณ ยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงรุก สร้างความสมดุลระหว่างการดูแลเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาล มุ่งเน้นการแพทย์แม่นยำและการใช้ AI พัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกลางของประเทศ ปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกำลังคนด้านสุขภาพดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้าน จัดระบบสวัสดิการและสวัสติภาพของนักกีฬาให้เป็นมาตรฐานสากล พัฒนาสมรรถนะของนักกีฬาและครูผู้ฝึกสอนเพื่อสร้างโอกาสในการสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

                             4)  ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม

                             มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ กระจายศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังของการพัฒนาประเทศในทุกระดับโดยมุ่งเน้นกระจายอำนาจทางการคลังให้ท้องถิ่นตามความพร้อม ส่งเสริมให้เกิดภาษีและค่าธรรมเนียมใหม่ ตลอดจนเครื่องมือที่จะสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น สร้างชุมชนเข้มแข็งรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย ส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) พัฒนาทักษะทางการเงิน (Financial Literacy) อย่างครบวงจร เพื่อยกระดับคนไทยให้สามารถวางแผนทางการเงิน บริหารจัดการหนี้สินและมีศักยภาพในการออมและลงทุนจัดการที่ดินทำกิน ตรวจสอบและจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดิน จัดทำผังเมืองที่สนับสนุนการใช้ที่ดินตามศักยภาพของพื้นที่ จัดความคุ้มครองทางสังคมให้ประชาชนได้รับสวัสดิการที่เหมาะสมและสามารถรองรับผลกระทบจากวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และภัยพิบัติ ส่งเสริมการออม การเข้าถึงตลาดเงิน ตลาดทุน ตลอดจนการเยียวยาประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ยกระดับความโปร่งใสและการบริหารจัดการระบบประกับสังคม พร้อมทั้งพัฒนารูปแบบการประกันตน จูงใจให้นายจ้างและแรงงานเข้าสู่ระบบประกันสังคม ปรับปรุงระบบประกันสุขภาพหลักของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้คนไทยทุกคนมีโอกาสได้เรียนฟรีและเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและเสมอภาค จัดสถานที่พักพิงให้กลุ่มเปราะบาง และจูงใจให้ผู้ประกอบการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง พัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลรายบุคคลของคนไทยตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต เพื่อให้รัฐสามารถออกแบบและจัดสวัสดิการในการดำเนินมาตรการช่วยเหลือและเยียวยา

                             5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

                             มีเป้าหมายเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่าและสมดุล โดยมุ่งเน้นส่งเสริมให้เกิดการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่ดูดซับก๊าซเรือนกระจกขยายพื้นที่สีเขียว ผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำเพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 โดยสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5ส่งเสริมและพัฒนาระบบตลาดคาร์บอนและการสร้างรายได้จากการเก็บกักคาร์บอนตามมาตรฐานสากล จัดระบบการบริหารจัดการพิบัติภัยด้านน้ำให้มีการพยากรณ์และระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และ AI ในการวิเคราะห์พยากรณ์ข้อมูล การบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล ส่งเสริมการพัฒนาและฟื้นฟูระบบชลประทานและกระจายน้ำในพื้นที่เขตชลประทานและบริหารจัดการแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน ควบคู่กับการยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรับผิดชอบที่ชัดเจนและบูรณาการการทำงานร่วมกัน มีความยืดหยุ่นการบริหารจัดการน้ำตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

                             6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ

                             มีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐมีความทันสมัย มีสมรรถนะ ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส โดยมุ่งเน้นขับเคลื่อนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลเต็มรูปแบบ  ปรับการบริการภาครัฐในรูปแบบ “ราชการทันใจ” เร่งเปลี่ยนผ่านสู่ “ระบบดิจิทัลอัจฉริยะ” ผลักดันร่างกฎหมายอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน (Super License) เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ และเพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาภาครัฐที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ เร่งปฏิรูประบบราชการ สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐจัดเก็บข้อมูลที่มีโครงสร้างและสามารถอ่านได้ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ (Machine Readable) และเชื่อมโยงวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI ปรับระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลภาครัฐ เสริมสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลภาครัฐ ยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และมาตรฐานด้านจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ปราบปรามการทุจริตและเร่งแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างในทุกมิติอย่างจริงจัง เร่งการเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยและยกเลิกกฎหมายที่หมดความจำเป็น

                             รายการค่าดำเนินการภาครัฐ ประกอบด้วย รายจ่ายเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ภาครัฐ  และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

                             ทั้งนี้ เพื่อให้ยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในการจัดสรรงบประมาณให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด การจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 หน่วยรับงบประมาณ ควรพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของโครงการตามความจำเป็นเร่งด่วนและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เป็นไปตามหลักการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า (Value for Money: VFM) ด้วยความแม่นยำ ตรงเป้าหมาย และตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ (Precisely Targeted Budgeting) และเสนอของบประมาณรายจ่ายประจำเท่าที่จำเป็น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่า ประหยัด รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลตลอดจนสามารถเร่งรัดการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยเร็ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

 

3. เรื่อง การทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และอนุมัติแผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่สำนักงบประมาณ เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 14 มาตรา 16 มาตรา 31 และมาตรา 32 กำหนดให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ จะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติ ประกอบกับคณะรัฐมนตรีได้มีมติที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการไว้ ดังนี้

                   1. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ แผนงานบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                   2. มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณและการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ซึ่งกำหนดให้สำนักงบประมาณเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ และมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันที่ 21 เมษายน 2569

                   เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามนัยกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นสำนักงบประมาณ เสนอ ดังนี้

                   1. หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ยืนยันตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568

                   2. การทบทวนการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เรื่องแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายแห่งรัฐและนำยุทธศาสตร์ชาติไปสู่การปฏิบัติโดยกำหนดให้มีกลไกการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้แนวคิดการบริหารภาครัฐด้วยระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ ประกอบกับคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 83/2569 ลงวันที่ 8 เมษายน 2569 เรื่อง การบริหารราชการตามกลุ่มภารกิจ ซึ่งกำหนดกลุ่มภารกิจและผู้รับผิดชอบ จำนวน 8 กลุ่มภารกิจเพื่อที่รัฐบาลจะได้ขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของกลุ่มภารกิจต่อไป นอกจากนี้ การดำเนินการขับเคลื่อนแผนงานบูรณาการเดิม จำนวน 7 แผนงานบูรณาการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 บางประเด็นใกล้จะสิ้นสุดแผนและได้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจนสามารถปรับเปลี่ยนไปสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านงบประมาณปกติและงบประมาณเชิงพื้นที่หรือบางประเด็นสามารถปรับเปลี่ยนเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ เพื่อเปิดกว้างแนวทาง / รูปแบบการดำเนินการรวมทั้งให้หน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมดำเนินการได้อย่างครอบคลุม สามารถขับเคลื่อนประเด็นนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการในระยะต่อไป สามารถขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 - 2580) ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ (พ.ศ. 2566 - 2570) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและบริบทดังกล่าวข้างต้น จึงได้กำหนดแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากเดิมที่กำหนดไว้ จำนวน 7 แผนงานบูรณาการ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็น 3 แผนงานบูรณาการ ประกอบด้วย

                   1. แผนงานบูรณาการต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3 แผนงาน ประกอบด้วย

                             1) แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                             2) แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

                             3) แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ

                   2. ปรับเปลี่ยนจากแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 6 แผนงาน โดยมีการปรับเปลี่ยนจากแผนงานบูรณาการเป็นแผนงานยุทธศาสตร์ จำนวน 2 แผนงาน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่ แผนงานบูรณาการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และแผนงานบูรณาการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย และปรับเปลี่ยนเป็นแผนงานยุทธศาสตร์เพิ่มเติมในครั้งนี้จำนวน 4 แผนงานประกอบด้วย

                             1) แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

                             2) แผนงานบูรณาการป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด

                             3) แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

                             4) แผนงานบูรณาการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต

                   3. มอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายตามแผนงานบูรณาการ จำนวน 3 แผนงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                             3.1 มอบหมายรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และเป็นผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ดังนี้

                                      3.1.1 นายทรงศักดิ์ ทองศรี จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                1) แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

                                      3.1.2 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                2) แผนงานบูรณาการรัฐบาลดิจิทัล

                                   3.1.3 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ จำนวน 1 แผนงาน คือ

                                                3) แผนงานบูรณาการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

                             (1) บริหาร กำกับ ดูแลการปฏิบัติงาน ติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณตามแผนงานบูรณาการ ให้เป็นไปตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎหมาย และระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้อง ด้วยความโปร่งใสและถูกต้อง ปราศจากการทุจริต รวมทั้งบูรณาการการทำงานในทุกมิติทั้งในระดับพื้นที่และหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องตามแผนงานบูรณาการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริหารรายจ่ายบูรณาการ

                             (2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานในการปฏิบัติงาน เชิญหน่วยรับงบประมาณมาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา ชี้แจงรายละเอียดและข้อคิดเห็นได้ตามความจำเป็น

                             (3) ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                             3.2 องค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

                             เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการมอบหมายผู้มีอำนาจกำกับแผนงานบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 แล้ว นายกรัฐมนตรีจะมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไปโดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ดังนี้

                             3.2.1 องค์ประกอบของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

                             (1) ประธานกรรมการ : รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานเจ้าภาพหรือ รองนายกรัฐมนตรีที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย

                             (2) รองประธานกรรมการ : รัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยงานเจ้าภาพหรือรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย

                             (3) กรรมการ:

                                                           (3.1) ปลัดกระทรวงของหน่วยงานเจ้าภาพและหัวหน้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                                                           (3.2) ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

                                                           (3.3) เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                           (3.4) เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                                                           (3.5) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

                            (4) กรรมการและ:

                                                          (4.1) หัวหน้า/ผู้แทนหน่วยงานเจ้าภาพเลขานุการร่วม

                                                          (4.2) ผู้แทนสำนักงบประมาณ

                                                          (4.3) ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                                          (4.4) ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                             3.2.2 หน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ประกอบด้วย

                             (1) กำหนดหลักเกณฑ์ วัตถุประสงค์ ขอบเขตภารกิจ เป้าหมายร่วมแนวทางการดำเนินงาน ตัวชี้วัด หน่วยรับงบประมาณที่เป็นเจ้าภาพหลักในแต่ละเป้าหมาย และหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องให้ครอบคลุม ครบถ้วน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนย่อยของแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ

                             (2) ประสานหน่วยรับงบประมาณที่เกี่ยวข้องให้จัดทำโครงการกิจกรรม และงบประมาณรายจ่ายที่จะต้องใช้ในการดำเนินการงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ตามความจำเป็นและเหมาะสม

                             (3) พิจารณาโครงการ กิจกรรม และงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ของแผนงานบูรณาการที่ได้รับมอบหมาย

                             (4) จัดทำข้อเสนอการจัดทำงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และแสดงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการใช้จ่ายงบประมาณตามกรอบระยะเวลาของการดำเนินการ พร้อมจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ ส่งสำนักงบประมาณ

                             (5) ดำเนินการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

 

4. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพ  ผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ทบทวนมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เรื่อง ขอความเห็นชอบในหลักเกณฑ์ แนวทางและอัตราการจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย และขอรับการสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย เพิ่มเติม ในส่วนที่กำหนดให้ “ให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม” โดยขอขยายระยะเวลาในการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวออกไปจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ตามที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ

                    1. เหตุผลความจำเป็น

                   เดิมคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เห็นชอบและอนุมัติกรอบวงเงิน เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตั้งแต่วันที่ 17-30 พฤศจิกายน 2568 จำนวนเงิน 164,000,000 บาท เพื่อจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตามหลักเกณฑ์ แนวทาง และอัตราการจ่ายเงินปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง โดยให้จังหวัดที่มีผู้ประสบอุทกภัยเสียชีวิตดังกล่าว เร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นหน่วยรับงบประมาณ และจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยให้เบิกจ่ายในงบเงินอุดหนุนประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ซึ่งระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าว จะสิ้นสุดลงในวันที่ 10 มีนาคม 2569 แต่การดำเนินการจ่ายเงินค่าปลงศพให้แก่ทายาทผู้ประสบอุทกภัยยังไม่เสร็จสิ้นและไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงมีความจำเป็นต้องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

                   2. สาระสำคัญ

                             1) การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย ตามข้อ 1 ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล ตรัง และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ดำเนินการจ่ายเงินจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นและจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี จำนวน 54 ราย ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์จำนวน 1 ราย คงเหลืออยู่ระหว่างจังหวัดดำเนินการจำนวน 109 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 16 เมษายน 2569)

                             2) การจ่ายเงินค่าปลงศพผู้ประสบอุทกภัย กำหนดให้จังหวัดเร่งรัดดำเนินการตามหลักเกณฑ์และช่วยเหลือให้แล้วเสร็จ ภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รับการจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น งบเงินอุดหนุน ลักษณะเงินอุดหนุนทั่วไปจากสำนักงบประมาณ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยมีกำหนดสิ้นสุดระยะเวลาการช่วยเหลือฯ ดังกล่าว ในวันที่ 10 มีนาคม 2569

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                   ครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากกรณีอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และจังหวัดตรัง ได้รับการเยียวยาอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม

 

5. เรื่อง การจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติ 1) เห็นสมควรให้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยขึ้นและให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) ร่วมกับกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวโดยเร็วต่อไป โดยให้คำนึงถึงประเด็นต่าง ๆ ด้วย เช่น ความซ้ำซ้อนกับกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน รายได้หรือแหล่งที่มาของเงินที่จะนำเข้ากองทุน 2) ให้กระทรวงมหาดไทย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 18 ปี แล้ว โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายหลักของประเทศและเป็นเครื่องมือที่สำคัญซึ่งกำหนดบทบาทหน้าที่และอำนาจรัฐในการจัดการสาธารณภัย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและมีความเป็นเอกภาพ แต่เนื่องจากปัจจุบันสาธารณภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้งและมีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่ผ่านมารัฐบาลให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยโดยจ่ายจากงบกลาง รายการเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน และรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายงบประมาณดังกล่าวมีข้อจำกัดในหลายกรณีทำให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยเป็นไปโดยล่าช้า เป็นความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบสาธารณภัยที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน

                    2. การจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติที่ผ่านมาใช้จ่ายเงินทดรองราชการตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 ถึง ปี พ.ศ. 2569 เป็นเงินประมาณ 123,667,000,000 บาท เฉลี่ยจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติปีละประมาณ 5,300,000,000 บาท โดยเฉพาะในปี พ.ศ. 2569 รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เป็นเงินทั้งสิ้น 25,099,404,000 บาท ส่งผลให้ประเทศต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ และผู้สูญเสียโอกาสในการนำงบประมาณไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ

                   3. กองทุนเพื่อการสงเคราะห์และฟื้นฟูผู้ประสบสาธารณภัยจะเป็นหลักประกันความต่อเนื่องด้านการคลัง ทำให้ผู้ประสบสาธารณภัยเข้าถึงงบประมาณเยียวยาที่รวดเร็ว และมีความยืดหยุ่นลดขั้นตอนกระบวนการในการเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงเยียวยาได้ทุกกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางลดภาระงบประมาณของรัฐบาล และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณของประเทศนำไปสู่การฟื้นฟูที่ดีและปลอดภัยกว่าเดิม

                   ประโยชน์และผลกระทบ

                    มีแหล่งเงินสำหรับให้การสงเคราะห์ ช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟู ผู้ประสบสาธารณภัยได้อย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และต่อเนื่อง 

 

6. เรื่อง มาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้ง มอบหมายให้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้กระทรวงการคลัง (กรมธนารักษ์) สรุปผลการพิจารณา/ผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป 

                   สาระสำคัญ

                   คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการเพิ่มความโปร่งใสในการใช้ประโยชน์และจัดหาประโยชน์ในที่ราชพัสดุเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา เช่น (1) ให้กรมธนารักษ์พิจารณาปรับปรุงระบบการรายงานเกี่ยวกับการปกครอง ดูแลบำรุงรักษา และใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุผ่านระบบสารสนเทศ (2) ให้หน่วยงานผู้ครอบครองใช้ที่ราชพัสดุจัดทำแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มีความชัดเจนพร้อมกำหนดเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสมกับศักยภาพที่ราชพัสดุ (3) ให้กรมธนารักษ์จัดทำแนวทางหรือแผนบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ราชพัสดุ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว หากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป ทั้งนี้ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่ได้รับแจ้งจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงเข้าข่ายลักษณะเรื่องที่ให้เสนอคณะรัฐมนตรีได้ตามมาตรา 4 (1) แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

 

7. เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) เสนอ รวมทั้งมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เป็นหน่วยงานหลักรับเรื่องนี้ไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ได้ข้อยุติ โดยให้สำนักงาน ป.ป.ท. สรุปผลการพิจารณาผลการดำเนินการ/ความเห็นในภาพรวม แล้วส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับแจ้งจาก สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง     

                   1. ปัญหาการทุจริตในรูปแบบของการรับและให้สินบนเป็นปัญหาเรื้อรังที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในสังคมไทยและในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งเห็นได้จากผลการวิเคราะห์ค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index: CPI) ของประเทศไทย (ไทย) โดยจากการสำรวจคะแนน CPI ในช่วง 5 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2563 – 2567) ไทยได้คะแนนอยู่ที่ 34 – 36 คะแนน อาจสะท้อนถึงสถานการณ์และการรับรู้ของนานาชาติว่าไทยยังคงมีปัญหาการทุจริต รวมถึงการเรียกรับสินบน คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เล็งเห็นความสำคัญในการป้องกันการทุจริตในกรณีสินบน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสินบน (คณะอนุกรรมการฯ) (คำสั่งที่ 578/2567 ลงวันที่ 13 กันยายน 2567 และคำสั่งที่ 12/2568 ลงวันที่ 22 มกราคม 2568) โดยมีหน้าที่และอำนาจในการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสินบน และเสนอความเห็นเพื่อให้มีการเสนอมาตรการ ความเห็น หรือข้อเสนอแนะเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาสินบนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ เห็นควรให้มีการศึกษาจัดทำมาตรการฯ เป็น 2 กรณี คือ (1) การศึกษาจัดทำมาตรการฯ เพื่อป้องกันการทุจริตกรณีสินบนในลักษณะภาพรวม และ (2) การศึกษาจัดทำมาตรการฯ เพื่อป้องกันการทุจริตกรณีสินบนในลักษณะเฉพาะเรื่อง ซึ่งในครั้งนี้เป็นการเสนอมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเรียกรับสินบนของเจ้าพนักงานของรัฐ และการให้สินบนแก่เจ้าพนักงานของรัฐในลักษณะภาพรวม

                   2. เรื่องนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ขอให้นำมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่บัญญัติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีหน้าที่และอำนาจเสนอมาตรการ ความเห็น และข้อเสนอแนะ ต่อคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับแจ้งมาตรการฯ ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วหากเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการได้ ให้แจ้งปัญหาและอุปสรรคต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทราบต่อไป

 

8. เรื่อง กำหนดวันและเวลาประชุม และวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบกำหนดวันและเวลาประชุม และวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) เสนอ

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                   กำหนดวันและเวลาประชุมและวันเริ่มสมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งบัญญัติให้ในปีหนึ่งให้มีสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัย ๆ หนึ่งให้มีกำหนดเวลา 120 วัน และวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง ให้เป็นไปตามที่สภาผู้แทนราษฎรกำหนด ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรได้กำหนดให้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์ละ 2 วัน คือ ทุกวันพุธและวันพฤหัสบดี และให้มีการประชุมเพิ่มเติมในวันศุกร์ เดือนละ 1-2 ครั้ง รวมทั้งมีมติกำหนดเวลาประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยให้เริ่มประชุมตั้งแต่เวลา 09.00 นาฬิกา เป็นต้นไป และกำหนดให้วันที่ 25 สิงหาคม เป็นวันเริ่มสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง

                   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดให้สมัยประชุม แบ่งเป็นสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่งและสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง และสมัยหนึ่ง ๆ ให้มีกำหนดเวลา 120 วัน ดังนั้น ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบันจึงมีวันเปิดและวันปิดสมัยประชุม ดังนี้

 

ปีที่

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง

สมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่สอง

1

14 มีนาคม 2569 - 11 กรกฎาคม 2569

25 สิงหาคม 2569 - 22 ธันวาคม 2569

2

14 มีนาคม 2570 – 11 กรกฎาคม 2570

25 สิงหาคม 2570 - 22 ธันวาคม 2570

3

14 มีนาคม 2571 - 11 กรกฎาคม 2571

25 สิงหาคม 2571 - 22 ธันวาคม 2571

4

14 มีนาคม 2572 - 11 กรกฎาคม 2572

25 สิงหาคม 2572 - 22 ธันวาคม 2572

 

ต่างประเทศ

9.​ เรื่อง ร่างปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก

          คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ​ ดังนี้

          1. ร่างปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก (ร่างปฏิญญาบากูฯ) ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องแก้ไขปรับปรุงร่างปฏิญญาบากูฯ ในส่วนที่มิใช่สาระสำคัญ และ/หรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้ กต. สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสม โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอีก

          2. ให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย [รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และ​รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ] หรือผู้แทนไทยที่จะเข้าร่วมการประชุมประจำปีของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (เอสแคป) สมัยที่ 82 ร่วมรับรองร่างปฏิญญาบากูฯ (จะมีการรับรองร่างปฏิญญาบากูฯ ในวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ กรุงเทพมหานคร)

สาระสำคัญ

          1. เดิมสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจาน (อาเซอร์ไบจาน) เสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอสแคปสมัยที่ 82 ณ กรุงบากู อาเซอร์ไบจาน แต่เนื่องจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง เอสแคปได้มีหนังสือแจ้งประเทศสมาชิกเปลี่ยนแปลงสถานที่จัดการประชุมดังกล่าวมาเป็นที่ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 20 – 24 เมษายน 2569 โดยอาเซอร์ไบจานยังคงทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมฯ

          2. การประชุมเอสเคป สมัยที่ 82 จัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “การไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียแปซิฟิก​” (Leaving no one behind advancing a society for all ages in Asia and the Pacific) เพื่อให้ประเทศสมาชิกเละผู้มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมหารือในประเด็นสถานการณ์ประชากรในปัจจุบันเละแนวโน้มในอนาคต และในด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่น การส่งเสริมงานที่มีคุณค่า การส่งเสริมการมีงานทำอย่างทั่วถึงในทุกกลุ่มอายุ อาเซอร์ไบจานในฐานะเจ้าภาพ จึงได้เสนอร่างปฏิญญาเพื่อยืนยันการมุ่งขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกกลุ่มที่กำลังเผชิญ

         ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) เละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมและร่วมรับรองร่างปฏิญญาดังกล่าว ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกดำเนินนโยบาย เพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัยในประเด็นต่างๆ ได้แก่ การจ้างงาน การพัฒนายุทธศาสตร์ เฉพาะด้านเกี่ยวกับการสูงวัย การขยายโอกาสสำหรับคนพิการ ความร่วมมือระดับภูมิภาค และการให้บริการสาธารณสุข

          3.​ กต. แจ้งว่า ร่างปฏิญญาบากูฯ ไม่เป็นสนธิสัญญาตามกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

 

แต่งตั้ง

10. เรื่อง ขอให้คณะรัฐมนตรีมอบหมายผู้แทนคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นกรรมาธิการวิสามัญในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายให้รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ผู้แทนคณะรัฐมนตรี เป็นกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ข้อ 81 และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งรายชื่อดังกล่าวให้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบต่อไป

 

11. เรื่อง การมอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย(กระทรวงมหาดไทย)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอเป็นหลักการมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 3 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   2. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   3. นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เห็นชอบแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

12. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอแต่งตั้ง นายวโรทัย ไตรพิทักษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง (ผู้อำนวยการสูง) กองสถานที่ ยานพาหนะ และรักษาความปลอดภัย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำด้านประสานกิจการภายในประเทศ (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และนายกรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (สำนักนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) กำกับการบริหารราชการ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอแต่งตั้ง นายนพดล เภรีฤกษ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่รักษาราชการในตำแหน่งดังกล่าว

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

14.  เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการต่างประเทศ)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงการต่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง จำนวน 7 ราย เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                   1. นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมการกงสุล ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาปูโต สาธารณรัฐโมซัมบิก

                   2. นายชีวินท์ ณ ถลาง ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมาดริด ราชอาณาจักรสเปน

                   3. นายพืชภพ มงคลนาวิน ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบูคาเรสต์ โรมาเนีย

                   4. นางสาวเอกอร คุณาเจริญ ตำแหน่ง อัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ราชอาณาจักรกัมพูชา ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา สาธารณรัฐเปรู

                   5. นางสาวสมฤดี พู่พรอเนก ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมยุโรป ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมยุโรป

                   6. นางสาวใจไทย อุปการนิติเกษตร ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสารนิเทศ

                   7. นางสาวปรางทิพย์ จันทร์สมศักดิ์ ตำแหน่ง รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ให้ดำรงตำแหน่ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป ซึ่งการแต่งตั้งข้าราชการให้ไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศในลำดับที่ 1 – 4 ได้รับความเห็นชอบจากประเทศผู้รับ และรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

15. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (กระทรวงพาณิชย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้รัฐมนตรีเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ตามความในมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                   2. รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

16. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงพาณิชย์)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เสนอแต่งตั้ง ข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์  ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                   2. นายวรวุฒิ โปษกานนท์  ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

17. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงคมนาคม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เสนอแต่งตั้ง นายรัชพงศ์ ชูแก้ว เป็นข้าราชการการเมือง ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป และรองนายกรัฐมนตรี (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

 

18. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ แต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายสาโรจน์ สามารถ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ)

                   2. ว่าที่ร้อยตรี ศรัณย์ สมานพันธ์ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ)

                   3. นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ ตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

19. เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเป็นหลักการตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ มอบหมายให้แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ จำนวน 2 ราย ตามลำดับ ดังนี้

                   1. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์)

                   2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายสุชาติ ชมกลิ่น)

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

20. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงอุตสาหกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายนพดล มาตรศรี ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

                   2. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

21. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                     คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นางสาวศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

22. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง นายฉัตริน จันทร์หอม ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

23. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงมหาดไทย)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดังนี้

                   1) นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                   2) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

                    ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

 

24. เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เสนอ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 93/2569 ลงวันที่ 20 เมษายน 2569 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) โดยมี นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล เป็นประธานกรรมการ

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top