533.jpg
อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว  ฟาดกำไร48ล.  ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว ฟาดกำไร48ล. ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้ง2ลำจอดแช่คืนเดียว

ฟาดกำไร48ล.

ตร.เปิดแผนเรือน้ำมัน

ทั้งกักตุน/ประวิงเวลา

ซ้ำเติมทุกข์ประชาชน

สองบริษัทโร่พบDSI

ตร. เปิดแผนประทุษกรรม 2 เรือน้ำมันไทยจอดกลางทะเล ประวิงเวลารอน้ำมันขึ้น ฟันกำไรข้ามคืน 48 ล้านบาท เฉียด 10 ล้านลิตร  ด้านเจ้าของเรือเข้าให้ปากคำ DSI ในฐานะพยานหอบหลักฐานแจงยิบ มั่นใจในความบริสุทธิ์ ฝ่าย “เอกนัฏ” ลุยแน่ทุบค่าการกลั่นอีก 2 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 21 เมษายน ได้มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเรือ 1 แห่ง คือ บริษัทบิ๊กซี จำกัด - BIG SEA CO.,LTD ได้ทยอยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ที่กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ชั้น 10 ศูนย์ราชการฯ อาคารC ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ


ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงการขนส่งน้ำมันทางเรือที่มีพฤติการณ์ประวิงเวลาและชะลอเวลาการขนส่งน้ำมัน จนเป็นเหตุให้มีน้ำมันหายกลางทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ปรากฏว่าผู้แทนของบริษัทเรือที่เข้าพบพนักงานสอบสวนไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามตัวแทนหนึ่งในบริษัทเจ้าของเรือ ให้ข้อมูลว่า “ตนเองเป็นเพียงพนักงานของบริษัท และวันนี้ยืนยันว่าผู้บริหารเดินทางมาตามนัดหมายแน่นอน พร้อมนำข้อมูลและเอกสารทุกอย่างเข้ามาชี้แจงอย่างครบถ้วน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ“

พร้อมชี้แจงในทุกประเด็น

กรรมการ บ.BIG SEA CO.,LTD ชี้แจงว่าวันนี้รู้เพียงว่ามาชี้แจงเพียงเรื่องน้ำมันที่หายไป ส่วนความกังวลเรื่องมีชื่อบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกับความผิดปกติของน้ำมันที่หายกลางทะเลนั้น ตนยังไม่ทราบในรายละเอียดหรือข้อมูลต่าง ๆ เพราะต้องเป็นผู้บริหารเท่านั้น แต่อะไรที่เป็นประโยชน์นั้นเราก็พร้อมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ตามกำหนดนั้น ยังคงเหลือบริษัทเจ้าของเรือ 1 บริษัท ที่จะต้องเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน จากกรณีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหาย 57-60 ล้านลิตร ในช่วงรอยต่อเวลาคาบเกี่ยวกัน ก่อนกบน.จะประกาศขึ้นราคาน้ำมันชั่วข้ามคืน 6 บาทต่อลิตร

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการคดีพิเศษ (บอร์ด กคพ.) มีมติเอกฉันท์รับไว้เป็นคดีพิเศษกรณีการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผู้ค้าน้ำมันไม่ว่าจะจดทะเบียนตามกฎหมายหรือไม่ โดยทำเป็นขบวนการหรือมีความซับซ้อนหรือที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อประชาชนหรือกระบวนการภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.69 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสงบ

ตร.เปิดผลสอบจอดเรือ

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) แถลงข่าวผลการปฏิบัติการตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยในพื้นที่อ่าวไทย ซึ่งสืบเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนน้ำมันในสถานีบริการทั่วประเทศในช่วงสถานการณ์วิกฤตระหว่างวันที่ 21-25 มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดเหตุการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุส

คืนเดียวฟันกำไร48ล้าน

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 25-26 เม.ย.ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำได้นำกำลังเข้าตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมันต้องสงสัยจำนวน 2 ลำ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเรือทั้งสองลำรับน้ำมันเชื้อเพลิงมาจากโรงกลั่นในจังหวัดระยอง เพื่อมุ่งหน้าไปส่งยังคลังน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบพฤติการณ์การเดินเรือที่ล่าช้ากว่ากำหนดการขนส่งตามปกติ โดยเฉพาะข้อมูลในช่วงวันที่ 24-26 มีนาคม 2569 ที่พบความคลาดเคลื่อนของระยะเวลาในการขนส่งอย่างชัดเจน

“สอดคล้องกับช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศลอยตัวราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม ทำให้ผู้ประกอบการอาจสามารถทำกำไรส่วนต่างจากการประวิงเวลาเข้าเทียบท่าได้ เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำหากพิสูจน์ว่ากระทำผิดจริง จะได้กำไรสูงถึง 48 ล้านบาท รวมปริมาณน้ำมันเกือบ 10 ล้านลิตร”

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการเร่งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งเอกสารการขนส่ง ข้อมูลจากระบบติดตามเรือ และพยานแวดล้อม เพื่อประกอบการพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามเงื่อนไขปกติ หรือมีพฤติการณ์ที่เข้าข่ายความผิดฐาน ประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือไม่ ซึ่งหากพบว่ามีความผิด จะมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวอีกว่า การเข้าตรวจสอบเรือทั้งสองลำเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการคุมเข้มเส้นทางการขนส่งน้ำมัน เพื่อป้องกันและปราบปรามการประวิงเวลาเดินเรือเพื่อเก็งกำไร รวมถึงการลักลอบส่งออกน้ำมันไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับการตรวจสอบโรงกลั่นและคลังน้ำมันทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าหากพบการกระทำความผิด จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในขบวนการนี้ต่อไป

เอกณัฐเดินหน้าลดค่ากลั่น

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่าใน วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายนนี้ เวลา 9.00น.จะนัดประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ครั้งที่2 เพื่อปรับลดราคาหน้าโรงกลั่นมากกว่า 2บาท โดยตนตั้งใจว่าเที่ยวนี้เมื่อประชุมแล้ว จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลในวันเดียวกันเลย ซึ่งจะส่งผลให้มีการปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มในวันศุกร์ที่ 24 เมษายนทันที ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะนำเงินไปชดเชยการขาดทุนของกองทุนน้ำมัน

เมื่อถามว่าขณะนี้เอกชนยอมหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่า ขอเรียนตรงไปตรงมาว่าวันนี้ไม่ใช่เรื่องของเอกชนยอมหรือไม่ยอม แต่เป็นการประเมินจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะตลาดโลกอยู่ในภาวะไม่ปกติ ราคาหน้าโรงกลั่นที่ผูกไว้กับประเทศสิงคโปร์ ราคาหน้าโรงกลั่นแพงขึ้นมาก กว่าต้นทุนที่แพงขึ้น หรือสูงผิดปกติ ที่ผ่านมาได้ให้เอกชน มาชี้แจ้งต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้รู้ค่าการกลั่นจริง ว่ามีราคาเท่าไหร่ และจะกำหนดอัตราที่เขาไม่ขาดทุน จะกำไรเกินเหตุในช่วงวิกฤตก็คงไม่เหมาะสม จึงต้องหาอัตราที่เหมาะสมกับทุกคน

เมื่อถามว่าอนาคตมีแนวโน้มลดค่าการกลั่นมากกว่า 2 บาทหรือไม่ นายเอกนัฏ กล่าวว่ามีแนวโน้มลดมากกว่า 2 บาท เพราะของเดิมตัวเลข 2 บาทมาจากตัวเลขเดือนมีนาคม และตอนนี้อยู่ในช่วงไม่ปกติ มีกฎหมายห้ามส่งออก น้ำมันที่ถูกกลั่นก็จะถูกใช้ในประเทศ คณะกรรมการจึงต้องควบคุมราคาในประเทศให้เกิดความเป็นธรรม ขณะที่เดือนเมษายนราคาขึ้นไป 15บาท แนวโน้มก็ต้องปรับลดลงกว่านี้ ยืนยันว่าที่ผ่านมาราคา น้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง เป็นจำนวน 8.84 บาทแล้ว ซึ่งได้ใช้กลไกการตลาดและ ปรับราคาหน้าโรงกลั่น

จับน้ำมันลอบขายพม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะทหารพรานกองร้อย 3506 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 35 อ.แม่สอด จ.ตาก ร่วมกับตำรวจ สภ.ท่าสองยาง และฝ่ายปกครอง อ.ท่าสองยาง ออกลาดตระเวนตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา บริเวณท่าขนส่งสินค้าบ้านแม่สลิดหลวง หมู่ 2 ต.แม่สอง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ตรวจพบรถยนต์ต้องสงสัยกำลังขนย้ายสิ่งของ และเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ เจ้าของรถรีบทิ้งถังน้ำมันและขับหลบหนีไป เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบ พบถังน้ำมันชนิดแก๊สโซฮอล์ 91 ขนาด 200 ลิตร จำนวน 3 ถัง รวม 600 ลิตร

ต่อมาได้ลาดตระเวนเฝ้าตรวจพื้นที่โดยรอบบริเวณด้านหลังหมวดทางหลวงท่าสองยาง แขวงทางหลวงตากที่ 2 แม่สอด หมู่ 2 ต.แม่สอง ตรวจพบแกลลอนน้ำมันชนิดดีเซล ขนาด 30 ลิตร จำนวน 8 แกลลอน รวม 240 ลิตร แต่ไม่พบเจ้าของ จึงได้ตรวจยึด และได้นำส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 840 ลิตร ให้กับพนักงานสอบสวน สภ.ท่าสองยาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (20 เม.ย.) กรมศุลกากร โดยสำนักงานศุลกากรภาคที่ 3 ร่วมกับด่านศุลกากรแม่สอด และส่วนสืบสวนปราบปราม 3 กองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันตรวจค้นรถบรรทุก 22 ล้อ บริเวณท่าข้ามช่องทางธรรมชาติแห่งหนึ่ง อ.แม่สอด จากการตรวจสอบพบเป็นน้ำมันดีเซล ปริมาณ 16,000 ลิตรมูลค่ากว่า 700,000 บาท เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรแจ้งว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบหนีศุลกากร ตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2560 โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมดนั้นน่าจะส่งออกไปยังประเทศเมียนมา ด้านตรงข้าม อ.แม่สอด ซึ่งเจ้าหน้าที่จะได้ทำการเข้มงวดกวดขันต่อไป

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top