533.jpg
นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้าน รับมือวิกฤต

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้าน รับมือวิกฤต

วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

นายกฯถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบปี 70 ขับเคลื่อนนโยบายรัฐภายใต้ความผันผวนโลก รับมีข้อจำกัดมาก ต้องรักษาวินัยการเงิน-การคลัง -เสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศ  “เอกนิติ” ผนึกกำลังสำนักงบฯ-สภาพัฒน์ฯ-แบงก์ชาติ เร่งประเมินทิศทางเศรษฐกิจปี 70 เพื่อปรับปรุงร่างงบประมาณ 2570 ใหม่ ชูโมเดลตัดงบดูงาน-สิ่งก่อสร้าง เปลี่ยนเป็นงบลงทุนพลังงานสะอาดเพื่อลดรายจ่ายภาครัฐอย่างยั่งยืน เผยดึงงบค้างท่อแสนล้าน! เตรียมดัน พ.ร.บ. โอนงบประมาณปี 69 รวบรวมเม็ดเงินสำรอง 95,000 ถึง 125,000 ล้านบาท เป็น "กระสุน" ด่วนรับมือวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง 

วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วยสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ  รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย


โดยนายกฯ กล่าวเปิดการประชุมตอนหนึ่งว่า วันนี้ที่เรียนเชิญทุกท่านมาเพื่อประชุมในเรื่องของการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570  รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย และรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปีการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญภายใต้สถานการณ์ของโลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในเรื่องของการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจต่อประเทศไทยของเรา ดังนั้น ภาครัฐ  จึงจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้เพิ่มประสิทธิภาพให้มากที่สุด  โดยที่มีการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การทำงบประมาณรายจ่ายยังคงรักษาวินัยการเงิน การคลัง และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด 

นายกฯ กล่าวต่อว่า การวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ซึ่งตนก็ได้แถลงให้ส่วนราชการต่างๆและหน่วยงานราชการต่างๆรับทราบแนวทางและวิธีการการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว จึงขอให้พวกเราได้ทำการพิจารณาทบทวนวงเงินการเตรียมการให้สอดคล้องกับแนวทางที่ทางรัฐบาลได้แจ้งไปให้ส่วนราชการได้รับทราบ และขอให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้ไทม์ไลน์ที่ทางสำนักงบประมาณได้คาดการณ์เอาไว้ และวางแผนไว้ เพื่อเราจะได้นำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาผ่านรัฐสภา เพื่อให้มีการผ่านกฎหมายตลอดจนการที่จะนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570

ขณะที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยว่า การประชุมร่วมกันของ 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก  เป็นการหารือเข้มเพื่อร่วมกันคาดการณ์และประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยในภาพรวมสำหรับปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
การหารือในครั้งนี้ นายเอกนิติระบุว่าเป็นปฏิบัติการขั้นที่ 2 หลังจากที่ได้รับมอบนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลมีคำสั่งชัดเจนให้หน่วยงานราชการทุกแห่งตรวจสอบและตัดลดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในส่วนที่ไม่มีความจำเป็นออกทั้งหมด โดยเฉพาะงบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ที่ยังไม่เร่งด่วน รวมถึงโครงการพัฒนาจังหวัดที่ยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

“เป้าหมายหลักคือการนำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็น นำไปจัดสรรใหม่ในหมวดหมู่ที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายของภาครัฐในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนงบประมาณก่อสร้างมาเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารสถานที่ราชการ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นรายจ่ายประจำแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้รัฐบาลมีงบประมาณสำรองที่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต”

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่ประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4 %หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงินไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลางรวมกระสุน 95,000 ถึง 125,000 ล้านบาท

“รัฐบาลได้วางแผนการรวบรวมเม็ดเงินออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบประมาณปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในกำหนดเส้นตายวันที่ 30 เม.ย.นี้กลับคืนมา ซึ่งคาดว่าจะสามารถรวบรวมงบส่วนนี้ได้ประมาณ 70,000 ถึง 100,000 ล้านบาท เมื่อนำมารวมกับงบกลางที่ยังเหลืออยู่อีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะทำให้รัฐบาลมีเม็ดเงินสำรองรวมทั้งสิ้น 95,000 ถึง 125,000 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวจะต้องทำออกมาตรการผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิ.ย.นี้”

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top