วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
รายการคุยโต้งๆ วันที่ 22 เมษายน 2569 นายพีระพัฒน์ วัฒนาภิรมย์ ผู้ดำเนินรายการ ได้ชี้แจงกรณี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟสบุ๊กเรียกร้องให้ผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ รับผิดชอบ โดยระบุว่า นายพีระพัฒน์ ได้สร้างข่าวปลอมโจมตีตนว่าเรียกร้องให้แก้ไขกฎหมายให้ประธานสภาฯ มาจาก สส.ฝ่ายค้าน
นายพีระพัฒน์ ชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าวเป็นข่าวจริง ไม่ใช่ข่าวปลอม โดยมาจากคำให้สัมภาษณ์ และการโพสต์ของนายพริษฐ์ ซึ่งมีข้อความระบุว่า "แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)" ตนเลยตั้งคำถามว่า แปลว่าจะให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน ใช่หรือไม่
"คุณพริษฐ์ ไม่ได้พูดว่าเสนอให้ประธานสภาฯ มาจากฝ่ายค้าน แต่เมื่อมีคำพูดดังกล่าว ผมก็ตั้งคำถามเรื่องนี้ขึ้นมา การพูดของคุณพริษฐ์ ไม่ผิด แต่เป็นการพูดในระนาบเดียว ไม่ได้พูดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ถ้าไม่มีคำว่า แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภาฯ มักจะเป็น สส.รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน) ผมก็คงไม่หลุดคำพูดนี้ออกมา" นายพีระพัฒน์ กล่าว
นายพีระพัฒน์ ย้ำว่า ข่าวนี้ไม่ใช่ข่าวปลอม เป็นข่าวจริง แต่เป็นปัญหาเรื่องของการตีความ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่โต แต่ถ้านายพริษฐ์ ยังไม่สบายใจ และคิดว่าสิ่งนี้สร้างความเสียหายให้ ตนก็ยินดีให้นายพริษฐ์ มาออกอากาศ โดยตนได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปแล้ว เมื่อเวลา 11.14 น. นั่นคือหมายเลขโทรศัพท์ของตน นายพริษฐ์ สามารถโทรกลับมาได้ จะได้เชิญมาออกอากาศคุยกัน ซึ่งถ้าตนตีความผิดไปก็จะได้ขอโทษ แต่เจตนาของนายพริษฐ์ ยังคลุมเครือ ก็จะได้ซักไซ้กันให้กระจ่าง
สำหรับประเด็นดังกล่าว เมื่อคืนที่ผ่านมา (20 เมษายน) นายพริษฐ์ โพสต์เฟสบุ๊กระบุว่า "เรียนผู้บริหาร Naewnanews - แนวหน้าออนไลน์
ผมขออนุญาตใช้พื้นที่นี้ในการสอบถามความรับผิดชอบของท่าน ต่อกรณีที่ผู้ดำเนินรายการของท่าน (คุณพีระพัฒน์) ได้ผลิตและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว ในรายการ “คุยโต้งๆ” ที่เผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของ “แนวหน้าออนไลน์”
เมื่อวันที่ 18 เมษยายน ผมได้โพสต์ความเห็นผม ว่าทำไมเราควรมีการแก้ไข มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อ “ตัดอำนาจ-ดุลพินิจประธานสภา” ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. และอาจเปิดช่องให้รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ
ในวันนี้ (21 เมษายน) ผมเห็นว่าคุณพีระพัฒน์ได้หยิบข้อเสนอผมดังกล่าวไปพูดในรายการ
โดยคุณพีระพัฒน์ได้แต่งเรื่องขึ้นมาเองทั้งหมดว่าผม “เรียกร้องว่าประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน” (คุณพีระพัฒน์ถึงขั้นเอาเรื่องแต่งเรื่องนี้ไปใส่ในภาพปกคลิป ใส่ในหัวข้อคลิป และใช้เป็นเนื้อเรื่องหลักในการบรรยายในคลิป) ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้มีการเสนอข้อเรียกร้องดังกล่าว ในข้อเสนอของผมเลย - หากใครย้อนไปอ่านข้อเสนอต้นเรื่องของผม ก็จะเห็นว่า ไม่มีคำใดเลย ที่เป็นการเสนอ หรือสามารถถูกตีความได้ว่าเป็นการเสนอ ให้ประธานสภาต้องมาจากฝ่ายค้าน
ผมเชื่อว่าผู้ดำเนินรายการไม่ได้ขาดทักษะการอ่านหรือจับใจความขั้นพื้นฐาน ดังนั้นจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ดำเนินรายการจงใจสร้างข่าวปลอมขึ้นมาหรือไม่ เพื่อโจมตีผมบนข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ
ในฐานะคนทำงานการเมือง ผมพร้อมน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะเสรีภาพในการแสดงออก และเสรีภาพสื่อ ป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องได้รับการคุ้มครองในระบอบประชาธิปไตย - จะเปรียบเทียบว่าผมเป็น “หมา” ผมก็ไม่ติดใจ / ผมได้แต่เพียงสงสัย ว่าคนที่กล้าวิจารณ์คนอื่นในลักษณะนี้ จะเรียกหรือนิยามคนที่จงใจสร้างข่าวปลอมเพื่อกล่าวหาคนอื่นว่าอะไร?
ดังนั้น ผมขอเรียนสอบถามผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ว่าในฐานะสื่อมวลชนที่มีผลงานและชื่อเสียงมายาวนาน ท่านจะบริหารจัดการอย่างไร กับการที่ผู้ดำเนินรายการในช่องทางของท่าน สร้างและเผยแพร่ข่าวปลอม เพื่อกล่าวหาผมด้วยข่าวปลอมดังกล่าว?
ผมหวังว่าในฐานะสื่อมวลชนที่สังคมคาดหวังให้ผลิตเนื้อหาที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ ผมจะได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบจากผู้บริหารแนวหน้าออนไลน์ ทั้งในการแก้ไขความเสียหายที่ได้เกิดขึ้นไปแล้ว การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน และการดำเนินการอย่างเหมาะสมกับผู้ดำเนินรายการที่ได้สร้างข่าวปลอมครั้งนี้ครับ"
ส่วนโพสต์ที่เป็นของนายพริษฐ์ ที่ทางรายการคุยโต้งๆ ได้นำไปวิจารณ์ในรายการ ระบุว่า "[ จะทำอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้ รัฐบาล และ ป.ป.ช. ฮั้วกัน โดยใช้ประธานสภาเป็นเครื่องมือ? ทำไมเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 เพื่อตัดดุลพินิจของประธานสภา ที่อาจถูกใช้สกัดกั้นภาคประชาชนในกลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ]
ประเทศเราจะแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ หากหน่วยงานหลักของประเทศเรื่องการต่อต้านการทุจริต ไม่ทำงานอย่างเที่ยงธรรมและตรวจสอบได้
แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลังเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้มีมติยกคำร้องคดีที่คุณศักดิ์สยาม ชิดชอบ (อดีต รมว.คมนาคม) ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในบริษัท หจก. บุรีเจริญคอนสตรัคชัน และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ซึ่งเคยเป็นชนวนที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเมื่อ 2 ปีก่อน - ในส่วนของข้อพิรุธต่อมติดังกล่าว ทาง สส. ปกรณ์วุฒิ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้เบื้องต้นแล้ว และเราคงต้องตรวจสอบคำอธิบายของ ป.ป.ช. ที่เลขาฯ ป.ป.ช. แจ้งว่าจะมีการเผยแพร่เป็นเอกสารในเร็วๆนี้ เป็นการต่อไป
อย่างไรก็ตาม หนึ่งประเด็นที่หลายคนตั้งคำถาม คือหากสมมุติเราค้นพบว่า ป.ป.ช. ได้ดำเนินการอะไรไป (ไม่ว่าจะในกรณีคุณศักดิ์สยาม หรือกรณีอื่น) ที่เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือขัดต่อกฎหมาย “ประชาชนจะทำอะไรได้บ้าง?”
ความจริงแล้ว กฎหมายปัจจุบัน (มาตรา 236 ของรัฐธรรมนูญ) มีการเปิดช่องให้ ประชาชน 20,000 รายชื่อ สามารถเข้าชื่อกล่าวหา ป.ป.ช. โดยให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระขึ้นมาตรวจสอบ ป.ป.ช. ตามข้อกล่าวหาได้ (ซึ่งแตกต่างจากองค์กรอิสระอื่น ที่ประชาชนไม่มีสิทธิเข้าชื่อตามกลไกดังกล่าวเลย)
แต่ ! กลไกนี้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ เพราะมาตรา 236 ดันไปเพิ่มขั้นตอนเข้ามา ว่าหากประชาชนเข้าชื่อได้ครบถ้วนแล้ว จะต้องส่งไปให้ประธานรัฐสภาเสียก่อน เพื่อให้ประธานรัฐสภาใช้ “ดุลพินิจ” ในการกลั่นกรองและตัดสินใจว่าจะส่งเรื่องต่อไปที่ประธานศาลฎีกาเพื่อให้ตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ หรือจะปัดตกและยุติข้อร้องเรียนให้ไปไม่ถึงศาล
หากมองแบบผิวเผิน หลายคนอาจไม่ได้รู้สึกเอะใจอะไร และมองว่าการเพิ่มขั้นตอนดังกล่าว ก็เป็นไปเพื่อให้เรามีประธานสภามาช่วยกลั่นกรองข้อกล่าวหาต่างๆให้มีความรอบคอบขึ้น
แต่เราต้องอย่าลืมว่าประธานสภามักจะเป็น สส. รัฐบาล (เหมือนในยุคปัจจุบัน)
ดังนั้น ทุกท่านลองจินตนาการดูครับ ว่าหากวันไหนที่รัฐบาล และ ป.ป.ช. เกิด “ฮั้ว” กัน และตกลงกันว่าจะให้ ป.ป.ช. “เกียร์ว่าง” และละเว้นตรวจสอบการทุจริตของนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล : หากเป็นเช่นนั้น ไม่ว่าประชาชนกี่ล้านคนจะร้องเรียน ป.ป.ช. ผ่านกลไกนี้ แต่เรื่องดังกล่าวก็แทบจะไม่มีโอกาสไปถึงศาล เพราะรัฐบาลก็สามารถสั่งการหรือกดดันให้ประธานรัฐสภาใช้อำนาจที่มีตามมาตรา 236 เพื่อปัดตกทุกข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช. ได้
ดังนั้น ตราบใดที่ประธานรัฐสภายังคงมีอำนาจและดุลพินิจตามมาตรา 236 บทบัญญัตินี้จะเป็นช่องโหว่ที่เปิดช่องให้รัฐบาลกับ ป.ป.ช. ฮั้วกันได้ง่ายขึ้น และทำให้กลไกตรวจสอบ ป.ป.ช. ใช้งานไม่ได้จริง
เพื่อป้องกันการฮั้วกันระหว่างรัฐบาลกับ ป.ป.ช. และเพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพของกลไกของภาคประชาชนในการตรวจสอบ ป.ป.ช. ผมเห็นว่าเราจำเป็นต้อง #แก้มาตรา236 โดยการตัดอำนาจและดุลพินิจของประธานรัฐสภาในการชี้ขาด ว่าจะส่งเรื่องร้องเรียนของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ไปที่ศาลหรือไม่
ทางเราพรรคประชาชนได้ยื่นร่างกฎหมายดังกล่าวเข้าสภาแล้ว โดยเราหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกรัฐสภาเพื่อผลักดันให้สำเร็จ ตามนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในคำแถลงต่อรัฐสภาว่าต้องการ “แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี