533.jpg
กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี  200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

กพช.ไฟเขียว โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี 200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กพช.ไฟเขียว
โครงสร้างค่าไฟใหม่4ปี 
200หน่วยแรกไม่เกิน3บ.

“เอกนัฏ” แถลงมติ กพช.ไฟเขียวปลดล็อกโควตาโซลาร์รูฟท็อป หนุนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้า รับซื้อไม่อั้น เพิ่มทีละ 500 เมกะวัตต์ จากเดิม 90 เมกะวัตต์ ซื้อคืนรัฐ 2.20 บาทต่อหน่วย สัญญา10 ปี ขณะที่ 21 ล้านครัวเรือนเฮ! ปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ ช่วยบ้านพักอาศัย 200 หน่วยแรก คิดต่ำกว่า 3 บาท ส่วนบ้านใช้ไฟไม่เกิน 500 หน่วย หรือ2.2 พันบาทต่อเดือนจะประหยัดกว่าเดิม อัตราใหม่ใช้ตลอด 4 ปีรัฐบาลลุย “ไทยช่วยไทย” Kick-off ทั่วประเทศ1 พ.ค.นี้ เปิดจุดขาย 878 อำเภอ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ครั้งที่ 1/2569 มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ที่ประชุม กพช.เห็นชอบ มาตรการส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและลดภาระค่าครองชีพประชาชน


โดยมีมติสำคัญในการปลดล็อกโควตาการรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์ภาคประชาชน จากเดิมที่มีการจำกัดการรับซื้อไว้เพียง 90 เมกะวัตต์ทั่วประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมาก และเป็นอุปสรรคต่อผู้ที่ต้องการติดตั้ง โดยมติใหม่จะให้ขยายเพิ่มทันทีครั้งละ 500 เมกะวัตต์ และหากมีการสมัครจนเต็มโควตาก็จะขยายต่อเพิ่มขึ้นไปอีกครั้งละ 500 เมกะวัตต์อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีที่สิ้นสุด เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้หลังคาบ้านผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด

นายเอกนัฏกล่าวว่าสำหรับรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้านั้นประชาชนสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าระบบได้ในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับการไฟฟ้าซื้อจากโซลาร์ฟาร์มโดยคาดว่าจะเริ่มเปิดให้เสนอขายไฟฟ้าได้ตั้งแต่หลังเดือนมิถุนายนเป็นต้นไป โดยสัญญารับซื้อจะมีระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังได้มีการปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตให้เหลือเพียงจุดเดียว (One Stop Service) ผ่านทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคหรือการไฟฟ้านครหลวง โดยหากเป็นการติดตั้งเพื่อใช้เองอย่างเดียวจะเร่งรัดให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน และหากมีการขายไฟฟ้าคืนด้วยจะดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน

นายเอกนัฏกล่าวว่า ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือด้านการลงทุนกระทรวงพลังงานกำลังร่วมกับกระทรวงการคลัง เพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการผ่อนชำระโซลาร์เซลล์ซึ่งตั้งเป้าให้ยอดผ่อนจ่ายต่อเดือนมีราคาถูกกว่าค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่ายปกติ อีกทั้งยังสั่งการให้การไฟฟ้าฯเร่งศึกษาโครงการเข้าไปลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้านให้ประชาชนฟรี สำหรับบ้านที่ไม่ต้องการลงทุนเองโดยการไฟฟ้าฯจะขายไฟฟ้าจากโซลาร์นั้นคืนให้เจ้าของบ้านในราคาถูก เช่นไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนด้วย

นายเอกนัฏกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าแบบก้าวหน้าใหม่ (Progressive Rate) เพื่อช่วยลดค่าไฟให้แก่บ้านพักอาศัยโดยเฉพาะ โดยกำหนดให้ผู้ที่ใช้ไฟ 200 หน่วยแรก ให้มีราคาต่ำกว่า 3 บาทต่อหน่วย ส่วนครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 500 หน่วยต่อเดือน หรือคิดเป็นค่าไฟประมาณ 2,200 บาท ซึ่งรวมแล้วกว่า 21 ล้านครัวเรือน จะได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลงด้วย

“การปรับโครงสร้างครั้งนี้เป็นการคำนวณภายในกลุ่มบ้านพักอาศัยเอง ไม่ใช่การให้ภาคอุตสาหกรรมมาแบกรับภาระแทน และจะดำเนินการต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 4 ปี เพื่อให้สะท้อนต่อบริบทการใช้ชีวิตในปัจจุบันและสร้างความเป็นธรรมแก่ประชาชนมากที่สุด”นายเอกนัฏ กล่าว

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม แถลงหลังการประชุม กพช.ถึงกรณีข้อกังวลของภาคอุตสาหกรรมต่อมาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ จะกระทบกับภาคอุตสาหกรรมว่าจากที่ได้มีการหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่าการปรับอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได (Progressive Rate) ในครั้งนี้ จะใช้เฉพาะกับภาคครัวเรือนหรือบ้านพักอาศัยเท่านั้น โดยไม่มีการผลักภาระค่าใช้จ่ายไปให้ภาคอุตสาหกรรม ร้านค้า หรือร้านอาหารแบกรับแทนอย่างแน่นอน

นายวราวุธ กล่าวว่าส่วนที่สภาอุตสาหกรรมได้แสดงความเป็นห่วงว่าการลดค่าไฟให้ประชาชนอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลางและรายใหญ่ที่ใช้ไฟปริมาณมากต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ในมติล่าสุดยืนยันชัดเจนว่า ผู้ประกอบการจะยังคงเสียค่าไฟในเรทเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่มีรูปแบบที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องจ่ายค่าไฟต่อหน่วยในอัตราที่แพงกว่าที่อยู่อาศัยแต่อย่างใด เพราะการจ่ายค่าไฟฟ้าจะเป็นการจ่ายตามอัตราการใช้ไฟจริงหากใช้ไฟมากก็จะถูกเก็บเพิ่มอัตราก้าวหน้า

พร้อมฝากเตือนไปยังบ้านพักอาศัยที่มีการดัดแปลงเป็นร้านอาหารหรือร้านกาแฟขนาดเล็ก หากไม่ได้จดทะเบียนประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์และมีการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นจนเข้าสู่เกณฑ์อัตราก้าวหน้าขั้นที่สูงขึ้น ก็อาจจะไม่ได้รับประโยชน์จากมาตรการลดค่าไฟในส่วนนี้

วันเดียวกัน นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน เตรียมขยายการเข้าถึงให้ครอบคลุมทุกช่องทาง โดยจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ พร้อม Kick-off ในวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2569 และ เดินหน้าระยะที่ 2 อย่างต่อเนื่อง

โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ได้แก่ Makro, Lotus’s, Big C, TOPS และ Go Wholesale จัดตั้งจุดจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้ใกล้บ้าน

โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่1 พฤษภาคม 2569 และต่อเนื่องทุกวันศุกร์ตลอดเดือนพฤษภาคม ได้แก่วันที่ 1, 8, 15, 22 และ 29 พฤษภาคม ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากการดำเนินงานที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ซึ่งมีการจำหน่ายสินค้า“ไทยช่วยไทย” ผ่านห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ พร้อมขยายช่องทางไปยังร้านค้าปลีกท้องถิ่น รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada,TikTok, GrabMart และ LINE MAN

สำหรับระยะที่ 2 โครงการจะต่อยอดสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ไทย โดยนำร่อง 2,000 ราย ให้นำสินค้าขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาดและเพิ่มศักยภาพการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ อาทิ การสนับสนุนค่าขนส่งฟรี และคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ ขณะที่แพลตฟอร์มเอกชนร่วมยกเว้นค่า GP เพื่อลดภาระต้นทุนแก่ผู้ประกอบการ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่ามาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างทั่วถึง โดยสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้า House Brand ของห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ ในกลุ่มสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่า 3,000 รายการ ซึ่งมีการลดราคาสูงสุดถึง 58% รวมถึงสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่ร่วมจัดโปรโมชันลดราคา ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ได้ ณ ที่ว่าการอำเภอทั้ง 878 แห่งทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

นาวาตรีเจริญพร เจริญธรรม กรรมการผู้จัดการบริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด ผู้ให้บริการเรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ในเส้นทางระหว่างท่าเรือปากเกร็ดถึงท่าเรือวัดราชสิงขรเผยว่าเนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลดลงอีก 4 บาท เป็นราคา 40.25 บาทต่อลิตร เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา บริษัทฯจึงดำเนินการปรับลดอัตราค่าโดยสารเรือทุกประเภทลงอีก 1 บาท จากอัตราเดิม ตั้งแต่วันศุกร์ที่1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

โดย เรือธงส้ม เส้นทางนนทบุรี-วัดราชสิงขร จากราคา 19 บาท ลดลงเป็น 18 บาท (ตลอดสาย) เรือธงเหลือง: เส้นทางนนทบุรี-สาทร จากราคา 24 บาท ลดลงเป็น 23 บาท (ตลอดสาย)เรือธงเขียวเหลือง-เส้นทาง ปากเกร็ด-นนทบุรี จากราคา 17 บาท ลดลงเป็น 16 บาท-เส้นทาง นนทบุรี-สาทร จากราคา 24 บาท ลดลงเป็น 23 บาท-เส้นทาง ปากเกร็ด-สาทร จากราคา 36 บาท ลดลงเป็น 35 บาท เรือธงแดง(ปรับอากาศ) : นนทบุรี-สาทร จากราคา 33 บาท ลดลงเป็น 32 บาท กรณีราคาน้ำมันปรับลดลงอีกครั้ง บริษัทฯจะปรับลดอัตราค่าโดยสารต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top