วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตั้ง‘เอกนิติ’ศึกษาแลนด์บริดจ์
'อนุทิน'ผวาพัง
ชิงสยบกระแสต่อต้าน
วางกรอบภายใน90วัน
‘ขิง’ยกไทยฮับพลังงาน
นายกฯ ตั้ง“เอกนิติ” ปธ. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ขีดกรอบ 90 วัน ยันเคยใช้หาเสียงปี’62 ชี้ภูมิรัฐศาสตร์โลกเปลี่ยน ต้องสร้างความสอดคล้องบริบทโลก ลั่นไม่เอื้อประโยชน์ใคร “พิพัฒน์” ไม่หวั่นม็อบค้าน เตรียมลงพื้นที่ชุมพร-ระนอง พร้อม“สุชาติ” รับฟังความคิดเห็นทุกด้าน 8 พ.ค.นี้ ด้าน“เอกนัฏ”จ่อปั้นแลนด์บริดจ์ศูนย์กลางน้ำมัน สร้างถังเก็บน้ำมันใหญ่สำรองรับมือวิกฤติ พร้อมดึงดูดกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันตะวันออกกลาง ขนน้ำมันเก็บ-ซื้อขายลดการพึ่งพาสิงคโปร์อย่างเดียว ‘นรเศรษฐ์’ บี้รัฐบาลทบทวน“แลนด์บริดจ์”อย่าอ้างเรื่องสงคราม ปิดช่องแคบ ฟังไม่ขึ้น เตรียมเรียก“พิพัฒน์” ชี้แจง11พฤษภาคมนี้
เมื่อเวลา 13.10 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวก่อนเข้าประชุมพรรคภูมิใจไทย ถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯตอบว่า”เดี๋ยวประชุมพรรคก่อน”
เมื่อถามต่อว่ากรณีที่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ยื่นคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์รัฐบาลจะทําอย่างไรนายกฯตอบว่า ตอนนี้ได้มีการให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อศึกษาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
‘พิพัฒน์’ไม่สนม็อบ ย้ำลงพื้นที่8พ.ค.
ที่พรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม ให้สัมภาษณ์ ยืนยันลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกมิติในโครงการแลนด์บริดจ์ ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ อย่างที่ตนแจ้งไปแล้ว
เมื่อถามว่าขณะนี้ดูเหมือนว่าประชาชนเตรียมที่จะยื่นหนังสือคัดค้านโครงการดังกล่าว นายพิพัฒน์ กล่าวว่า “ไม่เป็นไร ผมรับฟังทุกคน”
ด้าน นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่าตนเตรียมนำคณะลงพื้นที่กับนายพิพัฒน์
‘ขิง’จ่อปั้นแลนด์บริดจ์ศูนย์กลางน้ำมัน
ทางด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงทิศทางการบริหารจัดการพลังงานของประเทศ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกที่ผันผวนต่อเนื่องว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เน้นการเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสทางยุทธศาสตร์ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนสร้างความแข็งแกร่งให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงกว่าได้
รมว.พลังงาน กล่าวว่า โครงการแลนด์บริดจ์ถือเป็นเครื่องมือสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยโครงการนี้ต้องประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่สมบูรณ์แบบ ต้องเป็นมากกว่าแค่ถนนและราง แลนด์บริดจ์จะต้องมีการก่อสร้างถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ และระบบขนส่งน้ำมันทางท่อเชื่อมต่อระหว่างสองฝั่งมหาสมุทร ทางเลือกใหม่แทนสิงคโปร์ มีเป้าหมายดึงดูดให้กลุ่มประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง นำน้ำมันดิบมาฝากเก็บและทำการซื้อขาย หรือเทรดดิ้งในประเทศไทย แทนการพึ่งพา เฉพาะตลาดเดิมอย่างสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังเป็นทางรอดจากวิกฤติฮอร์มุซ ในสภาวะที่โลกเผชิญความเสี่ยงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญกว่า 30% ของปริมาณการซื้อขายทั่วโลก หากไทยมีคลังเก็บน้ำมันของชาติต่าง ๆ มาตั้งอยู่ จะกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลและสร้างความมั่นคงให้ไทยมีน้ำมันใช้อย่างต่อเนื่อง
ตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์
“อีกประเด็นสำคัญคือการให้ประเทศไทยมีการจัดตั้งระบบสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (เอสพีอาร์) อย่างจริงจัง เพื่อเป็นน้ำมันสำรองของประเทศ จากเดิมที่กฎหมายบังคับให้เอกชนเป็นผู้สำรองน้ำมันตามกฎหมาย ซึ่งเป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยไทยควรมีคลังสำรองที่เป็นของรัฐหรือเป็นความร่วมมือในระดับรัฐต่อรัฐ เพื่อความมั่นคงที่แท้จริง เชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของไทยที่มีโรงกลั่นถึง 6 แห่ง และสามารถผลิตน้ำมันสำเร็จรูป (ดีเซลและเบนซิน) ได้เกินความต้องการใช้ในประเทศ จะทำให้ไทยกลายเป็นลาสต์ แมน สแตนดิง หรือประเทศสุดท้ายที่ยังมีพลังงานใช้และอยู่รอดได้แม้ทั่วโลกจะเผชิญวิกฤติขาดแคลนพลังงาน” นายเอกนัฏ กล่าว
ลดการพึ่งพาสิงคโปร์อย่างเดียว
นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากเรื่องน้ำมันแล้ว นโยบายในการปรับปรุงโครงสร้างราคาหน้าโรงกลั่น โดยไม่ควรอ้างอิงราคาสิงคโปร์ 100% นั้น เนื่องจากไทยมีโรงกลั่นเองและไม่ได้นำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแต่เป็นการนำเข้าน้ำมันดิบมากลั่น รวมถึงแผนการส่งเสริมโซลาร์รูฟท็อป เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) นำเข้าที่มีราคาผันผวน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าไฟฟ้า
“เราต้องรู้จักที่จะเปลี่ยนและรักษาโรคในตอนที่ยังมีโอกาส หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้ ในอนาคตเราอาจจะตายเพราะร่างกายไม่แข็งแรง การฉีดภูมิคุ้มกันและอัดวิตามินผ่านการปฏิรูปพลังงานในสภาวะที่ลำบาก จะทำให้เรามองกลับมาด้วยความภูมิใจในอีก 1 ปีข้างหน้าว่าเราได้สร้างความแข็งแกร่งที่แท้จริงให้ประเทศ”
‘สิริพงศ์’แจงเหตุรบ.เร่งแลนด์บริดจ์
เมื่อเวลา 13.15 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมองว่า รัฐบาลดูเร่งรีบในการดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ทั้งที่ไม่ได้เป็นนโยบายที่แถลงต่องรัฐสภาว่า เนื่องจากสถานการณ์การสู้ตะวันออกกลาง และการที่หลายประเทศออกมาบอกว่า จะเก็บค่าผ่านทางสินค้าในพื้นที่ช่องแคบ และสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่รู้ว่าจะจบเมื่อไหร่ รัฐบาลจึงต้องนำเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ขึ้นมาพูด เพื่อดึงนักลงทุนเข้ามาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ โดยสถานการณ์โลกมีการพูดถึงเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าที่เป็นทางเลือกเพิ่มมาขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้รัฐบาลจึงเห็นสมควรที่จะหยิบยกมาพูด เพราะการก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์ต้องใช้เวลาการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) และอีกหลายขั้นตอนที่ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีกว่าจะแล้วเสร็จ
คุ้มหรือไม่พิสูจน์ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์
เมื่อถามว่า กรณี นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระบุโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจ และกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นายสิริพงศ์ กล่าวว่า มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานตัวเลขด้านความคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นทางการเงินหรือทางเศรษฐศาสตร์ออกมา และหน่วยงานราชการก็ไม่ได้ทำลำพัง เพราะมีบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกเข้ามาพูดคุย และคำนวณความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจด้วย ส่วนจะคุ้มทุนหรือไม่นั้น มีภาคธุรกิจ บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนด้วย ดังนั้นจะสามารถประเมินได้ ไม่ใช่การที่รัฐบาลออกมาบอกว่า ดีอย่างเดียว เพราะบริษัทเอกชนสามารถประเมินได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นความคุ้มทุนทางเศรษฐกิจ ตัวเลขสามารถตอบได้เพราะเป็นวิทยาศาสตร์
คนในพื้นที่ต้องได้ประโยชน์มากที่สุด
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ทั้งนี้โครงการขนาดใหญ่ มีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ออกมาตรการเพื่อให้คนในพื้นที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ให้มากที่สุด แน่นอนว่าถ้าตอบว่าไม่กระทบคงเป็นไปไม่ได้ มันกระทบอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้คนในพื้นที่กินดีอยู่ดี และมีส่วนในการใช้ประโยชน์จากที่ดินลักษณะนี้ด้วย โดยขั้นตอนการดำเนินการของโครงการนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการออกกฎหมาย พ.ร.บ. ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) เพื่อกำหนดสิทธิประโยชน์ กำหนดพื้นที่ และกฎระเบียบต่าง ๆ ในการดำเนินการโครงการนี้
เมื่อถามว่า ที่มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องเงินลงทุนที่สูงเกินสำหรับการสร้างท่าเรือ 2 ท่า นายสิริพงศ์ กล่าวว่า งบประมาณโครงการนี้ ทั้งหมดเป็นการประมาณการว่าในโครงการนี้ทั้งการทำท่าเรือ และระบบล้อ ระบบราง ระบบท่อ อยู่ที่ประมาณ 9 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งตรงนี้ไม่ได้ใช้งบประมาณของทางรัฐบาล เพราะเป็นโครงการร่วมลงทุนระหว่างรัฐ และเอกชน (PPP) ตัวเลขต่าง ๆ จะนำมาใช้พิจารณาเพื่อประกอบการตัดสินใจ ว่าจะเป็น PPP ในลักษณะใด
ส่วนไทม์ไลน์ในปี 2573 จะสามารถลงในโครงสร้างพื้นฐานได้เลยหรือไม่ นายสิริพงศ์ ระบุว่า เรื่องนี้จะเป็นอย่างเร็วอันดับแรกต้องมีการผลักดัน พ.ร.บ.SEC ให้เกิดขึ้นก่อนจากนั้นจะเป็นกระบวนการต่าง ๆ ในเรื่องการดูความพร้อมและสภาพพื้นที่ให้ถูกต้องตามกฏหมาย รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการเชิญชวนนักลงทุน ส่วน พ.ร.บ.SEC จะเข้าที่ประชุมรัฐสภาได้เมื่อไหร่นั้น นายสิริพงศ์ ระบุว่า จากไทม์ไลน์ที่หน่วยงานให้มา คาดว่าภายในปีนี้ก็จะสามารถเดินหน้าได้
เปลี่ยนจากการเช่า99ปีเป็น50ปี
ส่วนทุกอย่างจะครอบคลุมทั้งการศึกษาและการลงทุนใช่หรือไม่ นายสิริพงษ์ กล่าวว่า เรื่องเงินลงทุนเป็นการลงทุนในลักษณะ PPP หาก ได้ติดตามโครงการแลนด์บริดจ์มาแต่ต้น จะเห็นว่าเงื่อนไขมีการปรับเปลี่ยนมาอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งแต่ก่อนมีการถามว่าเป็นการเช่าโครงการ 99 ปีหรือไม่ แต่ตอนนี้มีธงแล้วว่าจะเป็นการเช่า 50 ปี ซึ่งรัฐบาลก็ฟังเสียงของประชาชนที่ทักท้วงและท้วงติงจากภาคประชาชนด้วยเช่นเดียวกัน ดังนั้น พ.ร.บ.SEC ฉบับนี้มาจากการฟังจากประชาชนด้วย โดยในเร็ว ๆ นี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ รมว.คมนาคม จะลงพื้นที่ไปรับฟังและพูดคุย ซึ่งเราจะมีกระบวนการรับฟังความเห็น ไม่ว่าจะทางส่วนกระทรวงคมนาคมหรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น
รัฐบาลน้อมรับผลสำรวจ‘นิด้าโพล’
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ“คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่ากลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการและบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงหัวข้อ“การเคยได้ยินและความเข้าใจของคนภาคใต้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์”ที่พบว่ากว่าครึ่ง หรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยว่านี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น
นายกฯย้ำทำความเข้าใจ-รับฟังทุกมิติ
“นายกรัฐมนตรีได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” นางสาวรัชดา ฯ ระบุ
สำหรับ นักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้
“นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว
นักวิชาการมองเป็นโอกาส รบ.เดินหน้า
รศ.ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนิด้าโพลระบุว่าประชาชนในภาคใต้ ไม่ขวางโครงการว่า มองว่าเป็นโอกาสของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายขนาดใหญ่ ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจที่ยังมีความท้าทาย อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนจำนวนมากที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารสาธารณะ เปิดเผยข้อมูลครบถ้วน และสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าของโครงการ ส่วนความเห็นที่แตกต่างแม้เกิดขึ้นภายในพรรคการเมืองเดียวกัน ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกในระบอบประชาธิปไตย เพราะสะท้อนถึงการตรวจสอบถ่วงดุลภายใน และยิ่งตอกย้ำความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจัง
‘นรเศรษฐ์’ บี้รัฐบาลทบทวน
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) กล่าวถึงการยื่นญัตติขอให้รัฐบาลทบทวนโครงการแลนด์บริดจ์ต่อที่ประชุมวุฒิสภา ในวันที่5พ.ค.ว่า เป็นเรื่องที่สว.หลายคนสนใจ เตรียมไปหาข้อมูลมาอภิปราย สิ่งที่รัฐบาลให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากภาวะสงคราม ทำให้ช่องแคบการเดินเรือต่างๆถูกปิด หรือจำนวนเรือช่องแคบมะละกามีเพิ่มขึ้นจำเป็นต้องมีเส้นทางสำรองนั้น เป็นเหตุผลที่อ่อนเกินไป ไม่หนักแน่น ในภาวะสงครามทุกช่องแคบการเดินเรือ และเส้นทางที่มีความเชื่อมโยง มีโอกาสถูกปิดทั้งสิ้น อย่างโครงการแลนด์บริดจ์ถ้าไม่มีการวางสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจให้ดี ประเทศไทยจะไปอยู่บนยุทธศาสตร์ความขัดแย้ง มีโอกาสถูกปิดเส้นทางได้ ถ้าเกิดสงคราม เหตุผลการเร่งผลักดันโครงการคืออะไร ทำไมต้องเร่งรีบผลักดัน ตอนแรกบอกเพื่อขยายตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศ ล่าสุดบอกเป็นความเสี่ยงเรื่องช่องแคบทางทะเล
ชี้ช่องโหว่เพียบ-เป็นจุดสลบ
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและแผนการขนส่งจราจร (สนข.)ในโครงการแลนด์บริดจ์มีความไม่สมบูรณ์ ไม่มีข้อมูลการคำนวณความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจนำมาจากไหน อ้างว่าจะมีเรือมาใช้เส้นทางแลนด์บริดจ์มากมายไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ขัดแย้งกับรายงานของมหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์ระบุว่า โมเดลแลนด์บริดจ์มีรายละเอียดที่เป็นความเสี่ยง ต้องขนของขึ้นลงในการขนส่งหลายครั้ง ทำให้มีต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ทำให้เรือไม่มาใช้บริการ ช่องโหว่ที่มากมายอาจไม่ใช่แค่จุดเสี่ยง แต่เป็นจุดสลบของโครงการก็ต้องถามว่า ทำไมต้องเร่งผลักดัน เพราะยังมีปัญหาเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ทราบว่ารัฐบาลกำลังเร่งผลักดันร่างพ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC)ให้เสร็จในปีนี้ เพื่อเร่งรัดโครงการแลนด์บริดจ์ เพราะหากตั้งคณะ กรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมาได้ จะช่วยยกเลิกกระบวนการกฎหมายต่างๆได้ ทำให้การตรวจสอบต่างๆอ่อนแอลง
เตรียมยื่นกระทู้ถามปมเร่งรีบ
นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ในวันที่11พ.ค.นี้ ได้ยื่นกระทู้ถาม นายพิพัฒน์ ให้มาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภา ถึงการเร่งรีบผลักดันโครงการ ถ้านายพิพัฒน์มั่นใจว่าเป็นโครงการที่ดี คุ้มค่าการลงทุน ขอให้กล้ามั่นใจมาตอบต่อที่ประชุมวุฒิสภาด้วย เพราะสิ่งที่ได้มากับสิ่งที่เสียไปเทียบกันไม่ได้ และหากโครงการไม่ประสบความสำเร็จ คนที่รับภาระคือ ประชาชน และชาวบ้านในพื้นที่ที่ต้องได้รับผลกระทบ
นายบรรจง นะแส อดีตนายกสมาคมรักษ์ทะเลไทย เอ็นจีโอ และนักเคลื่อนไหว โพสต์ข้อความว่า ภาคใต้มีคนราวๆ 12 ล้าน แลนด์บริดจ์จะได้ทำงานสองแสน ในขณะที่ทำลายสิ่งแวดล้อม/อาชีพของผู้คนเป็นหลักล้าน.ถามตรงๆโครงการนี้เพื่อ?
ตั้ง‘เอกนิติ’ ปธ.ศึกษาโครงการฯ
ต่อมา เวลา 16.20 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมพรรค ถึงโครงการแลนด์บริดจ์ ได้มีการเคลียร์กันหมดแล้วหรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีความเห็นไม่ตรงกันระหว่าง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีอะไร พูดกันคนละที ไม่มีปัญหา เรื่องแลนด์บริดจ์ ตนจะตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง เป็นประธานคณะกรรมการในการศึกษา และเร่งสรุปผลการศึกษา ให้กลับมาภายใน 90 วัน เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งผลการศึกษาฉบับเก่าที่เคยทํามาสมัยก่อนนั้น ก็อยู่บนสถานการณ์ของโลกอีกบทหนึ่ง แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว ความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ เราจะสามารถทําให้ประเทศไทยไม่ต้องมีผลกระทบใดๆ หรือมีให้น้อยที่สุด หากเกิดความขัดแย้ง หากเกิดสถานการณ์อะไรต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องของคนอื่น แล้วประเทศไทยเราต้องมาได้รับผลกระทบด้วย ก็ต้องหาจุดหายุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ ที่ทําให้ยืนอยู่บนลําแข้งของตัวเองได้ และถ้าจะมีผลกระทบให้มีน้อยที่สุด
ดูทุกรูปแบบให้เกิดความคุ้มค่า
เมื่อถามว่า การตั้งนายเอกนิติเพื่อให้ไปศึกษา จะเป็นรูปแบบPPP( การลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน ) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องดูทุกรูปแบบ ดูทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งก็เริ่มการคุ้มค่าของการลงทุน เรื่องรูปแบบของโลจิสติกส์ ดูทั้งเรื่องของสิ่งที่จะมาผูกกับแลนด์บริดจ์ ถ้าจะไปเอาเฉพาะเรื่องของคาร์โก้ เรื่องคอนเทนเนอร์ เรื่องของการขนส่ง อาจจะไม่คุ้มทุน แต่ว่าจะไปดูทุนอย่างเดียวก็ไม่ได้ ต้องดูในเรื่องความสะดวกมันอาจจะไม่คุ้มทุนตรงนี้ แต่มีเรื่องอื่นเข้ามาที่จะทําให้ภาพรวมทั้งหลายเกิดความคุ้มค่า ตรงนี้เป็นสิ่งที่นายเอกนิติจะไปศึกษา ตนให้ท่านเป็นคนเลือกหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะมาร่วมศึกษากับท่าน
ขอให้ใจเย็นๆ รอผลการศึกษาก่อน
เมื่อถามว่า ภายใน 90 วัน จะไฟนอลแล้วหรือไม่ จะไม่มีการศึกษาอะไรเพิ่มเติมจากนี้ นายกฯตอบว่า เดี๋ยวดูผลการศึกษาก่อน ขอให้ใจเย็นๆ แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นวันพรุ่งนี้ มันเป็นนโยบาย ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้สําหรับพรรคภูมิใจไทย หรือสําหรับแฟนๆ พรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่าเป็นเรื่องเก่าด้วยซ้ํา เราพูดมาตั้งแต่ปี 2562 อยู่ในแผนการหาเสียง ปี 2562 และสมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรมว.คมนาคม ในรัฐบาลที่แล้ว ท่านก็ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา และตั้งใจที่จะทําให้ได้เกิดขึ้น ก็เป็นงานที่ต่อเนื่องกัน
เมื่อถามว่า ล่าสุดผลการสํารวจของนิด้าโพล ระบุว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้เห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจแลนด์บริดจ์ เท่าไหร่ นายกฯกล่าวว่า เราก็ต้องสื่อสารให้เห็นคุณประโยชน์ รัฐบาลจะทําอะไรต้องเกิดคุณประโยชน์กับประชาชน ต่อส่วนรวม ของประเทศ
ต้องขายความมั่นคงทางอาหารให้ทั่วโลก
เมื่อถามว่า ประชาชนในพื้นที่ 14 จังหวัด จะยื่นหนังสือคัดค้านกับสส.ในพื้นที่ว่า ไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ นายกฯ กล่าวว่า “ครับ ก็มีคนเห็นด้วยครับ ทุกอย่างอยู่ที่ข้อมูล อยู่ที่ผลการศึกษา อยู่ที่การคุ้มทุน อยู่ที่จะหาพาร์ทเนอร์ มาเป็นลักษณะการลงทุนแบบไหน อยู่ที่รูปแบบ ประโยชน์ใช้สอยของโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีประโยชน์ใช้สอยทําอย่างไรให้ได้มากที่สุด อย่างที่ผมเคยพูด เราไม่มีน้ำมัน แต่เรามีอาหาร ทุกๆวันนี้ประเทศไทยก็ต้องเริ่มที่จะหันไปขายความมั่นคงทางอาหารให้กับทั่วโลก เพราะฉะนั้นโครงการแบบนี้จะทําให้ระบบการขนส่ง ถ้าอาหารของเราเป็นอาหารสด เป็นผลไม้ เป็นพืชผลทางการเกษตร ถ้ามีโครงการแลนด์บริดจ์ สิ่งเหล่านี้จะทําให้ไปถึงที่หมายปลายทางได้เร็วกว่า เส้นทางเดิมหรือเปล่า”
นายกฯกล่าวต่อว่า ตอนนั้นที่เราพูดกันตอนปี2562 ไม่เคยมีใครมาขู่ว่าช่องแคบฮอร์มุซ จะปิด ช่องแคบมะละกาจะมีการเก็บค่าผ่านทาง ไม่เคยมีใครมาแสดงความเป็นเจ้าของอย่างนี้ เพราะฉะนั้นในเมื่อสิ่งเหล่านั้นมันเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบันนี้ เราก็ต้องมาดูว่า เราจะมีกลไกอันไหน มีทรัพยากรอันไหนที่จะทําให้เราไม่ต้องไปพึ่งพาคนที่ไม่พอใจ อะไรก็จะมาขู่ ไม่พอใจอะไรก็จะมาขึ้นนู่นขึ้นนั่น ประเทศไทยเราก็จะกินน้ำใต้ศอกอยู่ตลอด เราก็ต้องเปลี่ยนรูปแบบของเราบ้าง
ลั่น ไม่เอื้อประโยชน์ใคร
เมื่อถามว่า มีข้อห่วงใยในเรื่องของการดําเนินการว่าอาจจะไปเอื้อประโยชน์ให้คนในหรือไม่ นายกฯ ตอบว่า” ผมว่าเอาแค่ตรงนี้ ก่อนดีกว่า เรื่องเอื้อพูดจนเบื่อแล้ว ไม่เคยเคยเห็นเอื้อใครสักที เข้ามา7-8 ปีก็ไม่เคยเอื้อใคร มีแต่คนเกลียดเอาเกลียดเอาทุกวัน มีแต่ขัดใจเขา ทําให้เขาโกรธ เพราะไม่ไปตามใจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ถ้าประเทศไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรื่องเอื้อ เอาพวกเอาพ้อง เอาเพื่อนฝูง เราพิสูจน์ให้เห็นแล้ว จนตอนนี้จะเหลือแต่สส.แล้ว เพื่อนข้างนอกไม่เหลือแล้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี