วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
วันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ส่วนตัว ตั้งคำถามถึงนโยบายรัฐที่จะควักเงินก้อนโตซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 4 สาย (เขียว, น้ำเงิน, เหลือง, ชมพู) เพื่อทำราคาค่าโดยสารให้ถูกลง จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาชาวเน็ตนั่งไม่ติด โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า "ซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1.4 แสนล้าน ใครได้? ใครเสีย?
มีข่าวว่า รัฐจะซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าจากเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยวงเงินสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท เพื่อเปิดทางให้ลดค่าโดยสารรถไฟฟ้า และให้รถไฟฟ้าทุกสายทุกสีอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) คำถามสำคัญคือ... การตัดสินใจครั้งนี้ “ใครได้” และ “ใครเสีย” กันแน่?

1. จะซื้อคืนสัมปทานสายไหนบ้าง? ตามข่าวที่ออกมา รัฐมีแนวคิดซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าสายที่เอกชนเป็นผู้ลงทุนหรือร่วมลงทุน และเป็นผู้เก็บรายได้เอง พร้อมรับความเสี่ยงเองทั้งหมด มีทั้งหมด 4 สาย ประกอบด้วยสายสีเขียว (ช่วงหมอชิต-เอกมัย และช่วงสนามกีฬาแห่งชาติ-สะพานตากสิน) สายสีน้ำเงิน สายสีเหลือง และสายสีชมพู ด้วยราคาสูงถึง 1.4 แสนล้านบาท แล้วจะจ้างให้เอกชนผู้รับสัมปทานรายเดิมเดินรถพร้อมทั้งซ่อมบำรุงรักษา (Operation and Maintenance หรือ O&M) หลังจากซื้อคืนสัมปทานแล้ว รูปแบบการลงทุนจะเปลี่ยนไป จากเดิมที่รัฐลงทุนเป็นบางส่วนเป็นรัฐลงทุนเองทั้งหมด แล้วจ้างให้เอกชนเดินรถ แต่รัฐเก็บรายได้ทั้งหมด พร้อมกับรับความเสี่ยงเองทั้งหมด เช่นเดียวกับรูปแบบการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีม่วง และสายสีแดงในปัจจุบัน
2. วงเงิน 1.4 แสนล้านบาท คิดมาได้อย่างไร? จนถึงตอนนี้ รัฐยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดการคำนวณ แต่โดยทั่วไปการซื้อคืนสัมปทานมักประเมินจากมูลค่าสินทรัพย์ (เช่น ราง รถไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบตั๋ว) รายได้อื่น (เช่น ค่าโฆษณา ค่าเช่าพื้นที่) และกำไรที่คาดว่าเอกชนจะได้รับตลอดอายุสัญญาที่ยังเหลืออยู่ หากรัฐไม่ซื้อคืนสัมปทาน
3. ใครได้? ใครเสีย?
3.1 ใครได้? ฝ่ายที่เห็นประโยชน์ชัดที่สุดคือ เอกชนผู้รับสัมปทาน เพราะเมื่อขายคืนสัมปทานแล้ว เอกชนจะไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องจำนวนผู้โดยสารอีกต่อไป โดยเฉพาะสายที่มีผู้โดยสารต่ำกว่าที่คาดไว้ ขณะเดียวกัน ยังมีโอกาสได้รับสัญญาจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงต่อ ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนทุกปี
3.2 ใครเสีย? คำถามสำคัญอยู่ที่ว่า... หลังลดค่าโดยสารแล้ว ผู้โดยสารจะเพิ่มขึ้นมากพอหรือไม่? หากจำนวนผู้โดยสารเพิ่มไม่มาก รายได้จากค่าโดยสารอาจไม่พอสำหรับค่าซื้อคืนสัมปทาน และค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุง สุดท้าย รัฐอาจต้องนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างต่อเนื่องในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีคำถามเรื่องความสามารถในการบริหาร รฟม.จะสามารถดูแลรถไฟฟ้าทุกสายทุกสีให้มีประสิทธิภาพ และเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้จริงหรือไม่? ที่ผ่านมา รฟม.เคยบริหารเองจริงๆ เพียงสายเดียว คือรถไฟฟ้าสายม่วงเหนือ (ช่วงคลองบางไผ่-เตาปูน) แม้ปัจจุบันจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้น แต่ปัจจัยสำคัญก็มาจากการลดค่าโดยสาร ไม่ได้เกิดจากมาตรการเชิงรุกอื่นๆ ในการดึงผู้โดยสาร
ส่วนรถไฟฟ้าสายอื่นในสังกัดของ รฟม. ไม่ว่าจะเป็นสายสีน้ำเงิน สีเหลือง และสีชมพู ล้วนเป็นการบริหารโดยเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งสิ้น
4. “ซื้อคืน” หรือ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่า? รัฐควรพิจารณาเปรียบเทียบกรณีซื้อคืน และไม่ซื้อคืน ว่าทางเลือกใดจะใช้เงินน้อยกว่า และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง
กล่าวคือกรณีซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินเป็นรายปีคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันได้ 1.4 แสนล้านบาท (เมื่อรวมดอกเบี้ยจะต้องจ่ายเงินสูงกว่า 1.4 แสนล้านบาท) เปรียบเทียบกับกรณีไม่ซื้อคืน ซึ่งรัฐจะต้องชดเชยรายได้ให้เอกชนหลังจากลดค่าโดยสาร
โดยสรุป ถ้าซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินค่าซื้อคืนเป็นรายปี จ่ายค่าจ้างเดินรถ และแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด ถ้าไม่ซื้อคืน รัฐจะต้องจ่ายเงินชดเชยตลอดระยะเวลาที่ลดค่าโดยสาร ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถ และไม่ต้องแบกรับความเสี่ยง
คุณคิดว่า ระหว่าง “ซื้อคืน” กับ “ไม่ซื้อคืน” แบบไหนดีกว่ากัน?"
หลังจากโพสต์ของ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ เผยแพร่ออกไป มีชาวเน็ตเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย เช่น
"ไม่ซื้อคืน"
"ถ้าการซื้อคืนครั้งนี้สำเร็จ ประเทศชาติจะเสียหายมาก แม้จ้างเดินรถ ก็ควรมีราคาที่เหมาะสม ไม่ใช่บวกค่าใต้โต๊ะ ให้เป็นภาระของประชาชน ใครเอาเงินชาติและพลเมืองไปของให้ วอดวาย"
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ - Dr.Samart Ratchapolsitte
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี