533.jpg
สว.นรเศรษฐ์ เผยเลื่อนญัตติ แลนด์บริดจ์ ไปสัปดาห์หน้า ข้องใจรัฐบาลเร่งปิดดีล แนะทำประชามติ

สว.นรเศรษฐ์ เผยเลื่อนญัตติ แลนด์บริดจ์ ไปสัปดาห์หน้า ข้องใจรัฐบาลเร่งปิดดีล แนะทำประชามติ

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.49 น.

”สว.นรเศรษฐ์“ เผยเลื่อนญัตติ “แลนด์บริดจ์” เป็นสัปดาห์หน้า เหตุสมาชิกขอศึกษารายละเอียดก่อน ข้องใจรัฐบาลเร่งปิดดีลหรือไม่ ทั้งที่ไม่อยู่ในนโยบาย ชี้ข้ออ้าง “สงครามตะวันออกลาง” เบาเกินไป แนะหากทำจริง ต้องถามประชามติคนทั้งประเทศ-คนในพื้นที่ 

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ที่รัฐบาล นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.)ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการยื่นญัตติ เรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ว่า จากที่จะยื่นญัตติดังกล่าว เข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาในวันนี้นั้น ซึ่งทราบว่า ตัวญัตติได้ถูกบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระแล้ว แต่มีสมาชิกหลายคนได้ติดต่อเข้ามายังตน และมีความสนใจที่จะอภิปรายญัตติดังกล่าวจำนวนมาก รวมทั้งมีหลายคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งอย่างน้อย มี 2 คณะกรรมาธิการ คือ กมธ.ของตน และ กมธ.คมนาคม ที่มีการศึกษาเรื่องนี้ และมีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว ทำให้สมาชิกจึงขอให้ขยับญัตติดังกล่าวออกไปเป็นสัปดาห์หน้า เพื่อที่สมาชิกจะมีข้อมูลครบถ้วนในการอภิปราย 


“ผมได้คิดทบทวนแล้ว จึงเห็นว่า เพื่อให้มีเวลาการศึกษาข้อมูลเต็มที่ และก็ไม่อยากเร่งรัดเกินไป และไม่อยากให้อภิปรายโดยไม่มีฐานข้อมูล เพื่อให้ประชาชนรับทราบ จึงตัดสินใจว่า ในที่ประชุมวุฒิสภาวันนี้จะขอเลื่อนญัตติดังกล่าวออกไปเป็นสัปดาห์หน้า เพราะเชื่อว่า เป็นเวลาที่เพียงพอที่จะให้สมาชิกเตรียมตัวในการอภิปราย จึงขอแจ้งต่อประชาชนที่รอฟังการอภิปรายด้วย”นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้ยื่นกระทู้ถามนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับเรื่องแลนด์บริดจ์ ซึ่งได้ถูกบรรจุเข้าระเบียบวาระแล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่า จะได้ถามวันใด แต่ก็อยากฝากถึงนายพิพัฒน์ เพราะเห็นออกมาพูดหลายครั้ง และแสดงความมั่นใจว่า โครงการดังกล่าวจะเป็นประโยชน์กับประเทศ และประชาชนคนใต้อย่างแน่นอน จึงอยากให้นายพิพัฒน์ มาชี้แจง และตอบกระทู้ในสภา เพื่อที่จะให้นายพิพัฒน์ได้แสดงความมั่นใจ และตอบคำถามอย่างมั่นใจว่า โครงการนี้จะเป็นคำตอบในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างไรเมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ได้มีการแต่งตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อศึกษาอย่างรอบคอบ และยืนยันว่า ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน จะสามารถคลายข้อกังวลได้หรือไม่ นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า ข้อกังวลตรงนี้ยังคลายไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะหากดูโดยพฤตินัย โครงการแลนด์บริดจ์เป็นโครงการขนาดใหญ่มาก ๆ และมีผลกระทบเยอะมาก ๆ อีกทั้งโครงการดังกล่าว ยังไม่อยู่ในนโยบายหาเสียงของพรรค และไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล จึงเป็นเรื่องน่าแปลก ที่นโยบายขนาดใหญ่ขนาดนี้ ไม่ได้อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่กลับเป็นวาระแรก ที่รัฐบาลออกมายืนยันผลักดันเต็มที่ 

“ตรงนี้ต้องตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมถึงรีบเร่งขนาดนี้ จะรีบเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ หรือรีบเร่งปิดดีลเปล่า” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลจะนำกฎหมายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (Southern Economic Corridor) หรือ SEC ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เข้ามา ทุกคนจะต้องจับตาดูตรงนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเรามีบทเรียนจากกฎหมาย โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) หรือ EEC มาแล้ว ซึ่งเท่าที่ทราบกฎหมาย SEC แทบที่จะคัดลอกมาจาก EEC มาทั้งฉบับ และบทเรียนจาก EEC ที่ตั้งคณะกรรมการที่มีอำนาจเร่งรัดกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้ภาคตะวันออกตอนนี้ แทบจะกลายเป็นแหล่งของ “กลุ่มทุนศูนย์เหรียญ” ไปแล้ว เพราะกฎหมายต่าง ๆ สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก 

นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้นพี่น้องคนใต้ก็ดูได้เลยว่า พี่น้องภาคตะวันออกได้รับผลกระทบอย่างไร ถ้าไม่อยากให้ภาคใต้ ที่เป็นพื้นที่ที่มีอัตลักษณ์ และมีทรัพยากรที่สมบูรณ์ ได้รับผลกระทบ ดังนั้นต้องส่งเสียงดัง ๆ ให้รัฐบาลใจเย็น ๆ และชะลอโครงการขนาดใหญ่ไว้ โดยทำให้รอบคอบ เพราะยังมีกลไกอีกหลายอย่างที่ทำให้การศึกษารอบคอบขึ้นได้ เช่น รายงานการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment) ซึ่งเป็นการศึกษาในภาพรวม เพราะปัจจุบันเป็นการศึกษาเป็นจุด ๆ และไม่เห็นผลกระทบในภาพรวม เพราะทรัพยากรภาคใต้มีการเชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งผลกระทบที่ได้มาจากรายงานแยก ไม่มีทางที่จะสะท้อนผลกระทบจริง ๆ ที่ชาวใต้จะได้รับแน่นอน
สงคราม

เมื่อถามว่า รัฐบาลมีการอ้างสงคราม ในพื้นที่ตะวันออกกลางนั้น นายนรเศรษฐ์ มองว่า เป็นเหตุผลที่เบาบางมากเกินไป เพราะไม่มีคำอธิบายอะไรออกมาว่า โครงการแลนด์บริดจ์ จะตอบโจทย์ประเทศไทยอย่างไร เพียงแต่ว่า มีเรื่องสงครามตะวันออกกลาง จึงอยากจะถามว่า การที่เรามีแลนด์บริดจ์ ในกลไก หรือเงื่อนไขปัจจุบัน เป็นการตอบโจทย์ของใครหรือไม่ ประเทศเราจะตอบโจทย์ตรงนี้อย่างไร ก็ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน

“จุดใดก็ตามที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ในการเดินทางกระจายสินค้า หรือขนส่งต่าง ๆ เมื่อเกิดสงครามแล้วจะกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นปัญหา ถ้าเราตั้งใจจะให้แลนด์บริจด์เป็นจุดยุทธศาสตร์จุดหนึ่ง เราต้องมีกลไกในการป้องกัน และสมดุลย์อำนาจในเชิงภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร ก็ไม่มีความชัดเจนจากรัฐบาลเลย ดังนั้นการอ้างแค่สงครามตะวันออกกลาง แล้วจะให้แลนด์บริดจ์เป็นทางออกก็เป็นคำอธิบายที่เบาเกินไป“ นายนรเศรษฐ์ กล่าว

นายนรเศรษฐ์ กล่าวอีกว่า การที่นายพิพัฒน์ จะลงพื้นที่ ก็อยากให้เป็นการลงที่ไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ไปอธิบายว่า โครงการดังกล่าวมีประโยชน์อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาล หรือผู้บริหารทำโดยตลอด แทนที่จะลงไปรับฟังเสียงจากผู้ที่มีผลกระทบ แต่เป็นการอธิบายว่า โครงการนี้จะเป็นผลดีอย่างไร เหมือนเป็นการสร้างความชอบธรรมว่า ได้ลงพื้นที่รับฟังแล้ว แต่การรับฟังเสียงของประชาชนที่แท้จริง ประชาชนต้องมีถึงขนาดที่จะมีบทบาทในการตัดสินใจ ซึ่งข้อเสนอของเรา โดยเฉพาะรายงานของคณะกรรมาธิการจะออกมาในสมัยประชุมนี้ ซึ่งส่วนตัวตนเอง รายงานข้อศึกษาทุกอย่าง ต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใสให้ประชาชนได้รับทราบ และสุดท้ายการจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ ควรจะเป็นประชาชน และหากจะดำเนินการโครงการนี้จริง ก็ควรจะมีการทำประชามติใน 2 ระดับคือ ประชามติจากคนทั้งประเทศ และจากคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จะต้องให้ความเห็นชอบ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top