533.jpg
เอกนิติ กาง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เสนอสภาฯ 14 พ.ค. นี้ ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง

เอกนิติ กาง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เสนอสภาฯ 14 พ.ค. นี้ ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง

วันอังคาร ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.47 น.

'เอกนิติ' กาง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เสนอสภาฯ 14 พ.ค.นี้ ตั้งปลัดคลังกลั่นกรอง

วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 12.00 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง แถลงรายละเอียดร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน กรอบวงเงิน 400,000 ล้านบาท  ว่า  วิกฤตการณ์ในครั้งนี้เป็นวิกฤตระดับโลกที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชน เป็นเหตุผลสำคัญที่กระทรวงการคลังต้องเสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติในวันนี้ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน 
โดยความจำเป็นแรกเกิดจากวิกฤตในตะวันออกกลางและสถานการณ์โลกที่มีทั้งความรุนแรง ความรวดเร็ว และเกิดขึ้นเป็นระลอก ซึ่งความรุนแรงที่เห็นได้ชัดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ความรวดเร็วของผลกระทบคือเมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้นจะส่งผลต่อต้นทุนทันที โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูงจึงได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว


เอกนิติ

“วิกฤตครั้งนี้มีความแตกต่างจากในอดีตอย่างเช่นช่วงโควิดที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วจบไป แต่ปัจจุบันวิกฤตมาในลักษณะเป็นระลอก เริ่มจากสงครามตามมาด้วยวิกฤตพลังงานราคาน้ำมันสูง และกำลังก้าวสู่ระลอกที่สามคือวิกฤตต้นทุนการผลิตที่จะสูงขึ้น ต่อเนื่องไปยังวิกฤตค่าครองชีพที่จะกระทบคนส่วนใหญ่ และระลอกที่ห้าคือวิกฤตด้านกำลังซื้อ ซึ่งหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปโดยไม่แก้ไขจะยิ่งทวีความรุนแรงและแก้ได้ยากขึ้น” นายเอกนิติ กล่าว

ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีการออกพระราชกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาวิถีปากท้องในครั้งนี้ โดยวัตถุประสงค์หลักมี 2 เรื่อง 1.การแก้ปัญหาวิกฤตปากท้องเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวซึ่งไม่มีกำลังเพียงพอจะรองรับผลกระทบได้เหมือนกับกลุ่มอื่น

2.การเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาน้ำมันในระดับสูงทำให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เราจึงจำเป็นต้องลดความเปราะบางและลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ด้วยการเปลี่ยนจากการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมาใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดมากขึ้น เพื่อพัฒนาประเทศไปสู่เศรษฐกิจยุคใหม่และเตรียมความพร้อมในโลกยุคน้ำมันแพงที่จะยังคงอยู่ต่อไป 

“หากเราไม่ปรับตัวในตอนนี้วิกฤตจะเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิมและแก้ไขได้ยากขึ้น สำหรับวงเงินนั้นได้ตัดสินใจใช้ที่ 400,000 ล้านบาท โดยปรับลดลงมาจากแผนเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อยึดหลักวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด”

นายเอกนิติ กล่าวว่า ในส่วนของงบประมาณ 400,000 ล้านบาทนี้ แบ่งเป็น 200,000 ล้านบาทแรกเพื่อใช้เยียวยา บรรเทาผลกระทบ และลดค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชนโดยตรง ส่วนอีก 200,000 ล้านบาทหลังจะใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เช่น การส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้นเพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาได้ว่าวิกฤตจะยืดเยื้อเพียงใด 

“วงเงินกู้จำนวนนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งจากการประเมินของกระทรวงการคลังพบว่าสัดส่วนหนี้ยังคงอยู่ที่ 70% ของ GDP ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้และเป็นการเน้นย้ำถึงวินัยทางการคลัง หัวใจสำคัญคือการป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหรือที่เรียกว่าภาวะ Stagflation ซึ่งประกอบด้วยปัญหาเงินเฟ้อควบคู่ไปกับวิกฤตกำลังซื้อที่หากปล่อยไว้จะยิ่งแก้ไขได้ลำบาก” นายเอกนิติ ระบุ

รองนายกฯ กล่าวว่า จากการพิจารณาแหล่งเงินทุนที่มีอยู่ พบว่าเราไม่สามารถรอการใช้งบประมาณปกติได้ เนื่องจากงบประมาณปี 2569 มีเงินเหลือไม่ถึงแสนล้านบาท หรือจากการรวบรวมเบื้องต้นมีอยู่ไม่เกิน 50,000 ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อสถานการณ์ การใช้งบกลางก็มีเงินเหลือเพียงประมาณ 20,000 ล้านบาท ก็ต้องสำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินอื่นๆ 

ขณะที่งบประมาณปี 2570 ต้องรอไปจนถึงเดือนตุลาคมหรืออีก 15 เดือนข้างหน้า ซึ่งไม่ทันท่วงทีต่อความจำเป็นเร่งด่วน พระราชกำหนดฉบับนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำเงินมาช่วยกลุ่มเปราะบางและปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าที่ปัจจุบันสูงถึง 7-8% ของ GDP

อย่างไรก็ตามในขั้นตอนต่อไปหลังจากครม.อนุมัติพระราชกำหนดคือการรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา และภายในวันที่ 14 พฤษภาคมนี้ จะเสนอเข้าสู่รัฐสภา ก่อนแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองรายจ่ายเพื่อพิจารณาโครงการที่หน่วยงานต่างๆ นำเสนอ 

สำหรับคณะกรรมการชุดนี้จะประกอบด้วยปลัดกระทรวงเป็นประธานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการบรรเทาผลกระทบประชาชนและเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งพระราชกำหนดฉบับนี้จะระบุเป้าหมายไว้ชัดเจนกว่าฉบับอื่นๆ ที่เคยมีมา โดยกฎหมายมีทั้งหมดประมาณ 11 มาตรา โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วและกำหนดให้พิจารณาโครงการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ และสามารถเบิกใช้ได้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2570

ขณะที่การดำเนินโครงการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็สามารถเสนอเรื่องเข้ามาผ่านกระบวนการกลั่นกรองได้เช่นเดียวกัน แต่เบื้องต้นโครงการคนละครึ่งพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นเพียงตัวโครงการสามารถการพิจารณาแหล่งเงินที่เหมาะสมได้นอกเหนือไปจากเงินกู้จากพ.ร.ก.ฉบับนี้ ทั้งการตัดโอนงบประมาณ การใช้งบประมาณปกติ

ส่วนการกู้เงินครั้งนี้จะเป็นการกู้ในประเทศทั้งหมด จึงไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และปัจจุบันสภาพคล่องในระบบการเงินไทยยังอยู่ในระดับสูงกว่า 1 ล้านล้านบาทตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้นต้นทุนการกู้เงินในปัจจุบันถือว่าถูกมากเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ และจะเน้นการดำเนินโครงการระยะสั้นให้จบสิ้นภายในเดือนกันยายน 2570 เพื่อให้ครอบคลุมช่วงวิกฤต 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top