จากสถานการณ์การเมืองกรุงเทพฯที่กำลังทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกวินาที เมื่อวาระการดำรงตำแหน่งของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ซึ่งทาง กกต. ได้ขยับเดินหน้าเตรียมความพร้อมและประกาศดีเดย์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ในวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ที่จะถึงนี้
ล่าสุดวันนี้ 5 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานความเคลื่อนไหวถึงตัวบุคคลที่เตรียมลงชิงชัยเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. ในครั้งนี้ โดยเบื้องต้นปรากฏรายชื่อที่น่าสนใจ 5 ลำดับ ได้แก่
1. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ (ลงสมัครในนามอิสระ)
.jpg)
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เจ้าของฉายา รัฐมนตรีที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบันที่ได้รับคะแนนเสียงถล่มทลายกว่า 1.3 ล้านคะแนนในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 โดยในครั้งนี้เขายังคงยืนหยัดในการลงสมัครในนามอิสระเพื่อสานต่อนโยบายการทำงานเชิงรุกและการแก้ไขปัญหาเส้นเลือดฝอยทั่วกรุงเทพมหานคร
ในด้านประวัติการศึกษาและประสบการณ์การทำงาน นายชัชชาติสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี วิศวกรรมโยธา เกียรตินิยมอันดับ 1 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านวิศวกรรมโครงสร้างจาก University of Illinois at Urbana-Champaign สหรัฐอเมริกา ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง เขาเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นผู้บริหารระดับสูงในภาคเอกชน ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. สมัยแรก เขาโดดเด่นด้วยสไตล์การลงพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบ Traffy Fondue ในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และนโยบายที่มุ่งเน้นการปรับปรุงทางเท้า การจัดการขยะ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวอย่างเป็นรูปธรรม จนกลายเป็นต้นแบบของนักบริหารที่เน้นการนำเทคโนโลยีและข้อมูลมาใช้แก้ปัญหาเมืองในระดับโครงสร้างพื้นฐาน
2. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร (ลงสมัครในนามพรรคประชาชน)
(1).jpg)
ดร.โจ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ผู้ซึ่งได้รับการวางตัวเป็น เต็งหนึ่ง ในการทวงคืนเก้าอี้บริหารเมืองหลวงด้วยวิสัยทัศน์ กรุงเทพที่ง่ายกว่า เขาจบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย และคว้าปริญญาตรีวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะไปสร้างชื่อในฐานะนักเรียนทุนที่ประเทศญี่ปุ่น โดยสำเร็จการศึกษาทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านวิทยาการสารสนเทศ (Information Science) จากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งประเทศญี่ปุ่น (JAIST)
ในด้านประสบการณ์การทำงาน ดร.โจ มีโปรไฟล์ระดับสากลที่หาตัวจับยาก โดยเคยเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ NEC Corporation ประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่ปรึกษา (Advisor) ให้กับสถาบันเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (Bank for International Settlements - BIS) Innovation Hub นอกจากนี้เขายังทำงานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยาวนานกว่า 10 ปี โดยดำรงตำแหน่งสุดท้ายเป็นรองผู้อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์องค์กร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสกุลเงินดิจิทัลและยุทธศาสตร์ข้อมูลของประเทศ
เส้นทางการเมืองของเขาเริ่มต้นจากการตัดสินใจลาออกจาก ธปท. ในปี 2566 เพื่อเข้าสู่พรรคก้าวไกล (เดิม) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเข้าไปแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าหลัง เขาแจ้งเกิดในฐานะ ขุนพลเศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นที่รู้จักกว้างขวางในฉายา สส.หล่อบอกต่อด้วย จากภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ที่เชี่ยวชาญเทคโนโลยี ปัจจุบันในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาชน เขาพร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการจัดการข้อมูลระดับโลกมาปรับใช้กับการบริหาร กทม. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนเมืองผ่านระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทันสมัย
3. มล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี (ลงสมัครในนามอิสระ)
.jpg)
นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานระดับประเทศ ผู้มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานและความเป็นธรรมในภาคทรัพยากรไทยมาอย่างยาวนาน เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะเดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (การเงิน) ที่ California State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และยังคว้าปริญญาโทอีกใบในสาขาเศรษฐศาสตร์การเมืองจากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกด้วย
ในด้านประสบการณ์การทำงาน เขาเริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นวิศวกรวางท่อน้ำมันในอ่าวไทย ก่อนจะผันตัวเข้าสู่ภาคการเงินโดยดำรงตำแหน่งผู้จัดการกองทุนให้กับสถาบันการเงินขนาดใหญ่หลายแห่ง และเคยทำหน้าที่เป็นเลขานุการอนุกรรมาธิการเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้านพลังงาน วุฒิสภา ปัจจุบันเขายังดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพลังงานและทรัพยากร มหาวิทยาลัยรังสิต และเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ โดยเขามักจะปรากฏตัวในฐานะนักเคลื่อนไหวที่มุ่งเน้นการเปิดเผยข้อมูลดิบด้านการผลิตพลังงานของไทย เพื่อสร้างความตื่นตัวให้แก่ประชาชนในเรื่องราคาน้ำมันและก๊าซที่เป็นธรรม การลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ จึงถูกจับตามองว่าเขาจะนำความเชี่ยวชาญด้านต้นทุนพลังงานและการจัดการทรัพยากรมาปรับใช้ในการลดภาระค่าครองชีพของคนกรุงอย่างไร
4. ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข (ลงสมัครในนามอิสระ)
.jpg)
อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นนักการเมืองหญิงที่มีชื่อเสียงในด้านการเป็นนักพูดฝีปากกล้าและมีประสบการณ์บริหารนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาค เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสื่อสารมวลชน จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และศึกษาต่อจนจบปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาผู้นำทางสังคม ธุรกิจและการเมือง จากวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต นอกจากนี้เธอยังมีประวัติเป็นอดีตนักกีฬาจักรยานทีมชาติไทย และเคยได้รับรางวัล แสงชัย สุนทรวัฒน์ จากบทบาทผู้สื่อข่าวสายเจาะลึกในอดีต และยังได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย ชั้นสายสะพาย ประจำปี 2568 อีกด้วย
เส้นทางการทำงานของเธอนั้นเริ่มต้นจากการเป็นผู้สื่อข่าวและผู้ประกาศข่าวการเมืองที่มีชื่อเสียง ก่อนจะผันตัวเข้าสู่เส้นทางการเมืองอย่างเต็มตัวกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยเคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่าง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์) หลังจากลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ในปี 2566 เธอได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นอินฟลูเอนเซอร์และนักวิจารณ์การเมืองผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เธอได้ชูจุดแข็งเรื่องความเข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชนผ่านมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน และความพร้อมในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลเพื่อรักษาประโยชน์ของชาวกรุงเทพฯ
5. นายคมสัน พันธุ์วิชาติกุล (ลงสมัครในนามอิสระ)
.jpg)
อดีตสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) เขตบางพลัด และอดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นบุคคลที่มีความโดดเด่นจากการผสานองค์ความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับศาสตร์พยากรณ์และสถาปัตยกรรม เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และเป็นที่รู้จักในวงกว้างในฐานะซินแสไฮเทคผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์ฮวงจุ้ยและการพยากรณ์ระดับแนวหน้าของเมืองไทย ซึ่งเป็นทายาทของ ซินแสภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ซินแสชื่อดังระดับประเทศ
ในด้านประสบการณ์ทำงานทางการเมือง นายคมสันเคยคลุกคลีกับปัญหาของคนเมืองหลวงอย่างใกล้ชิดในฐานะสมาชิกสภาจังหวัดกรุงเทพมหานคร (สก.) และเคยรับตำแหน่งที่ปรึกษาและเลขานุการในระดับกระทรวงมาหลายวาระ ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในแง่ของข้อจำกัดทางกฎหมายและการบริหารจัดการพื้นที่ นอกจากนี้ เขายังมีความมุ่งเน้นในการพัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยแต่ยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างสมดุล การตัดสินใจลงสมัครผู้ว่าฯ กทม. ในนามอิสระครั้งนี้ เขาชูแนวคิดการใช้สถิติและข้อมูลในการวางผังเมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต พร้อมทั้งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและการจัดระเบียบพื้นที่ชุมชนเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีพลังงานเชิงบวกสำหรับทุกคน
และในส่วนของคนที่ 6 นั้นพรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณา
.jpg)
ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่กำลังจะมาถึง พรรคประชาธิปัตย์ยังคงสงวนท่าทีเรื่องรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้ออกมาแย้มข้อมูลเบื้องต้นว่าแคนดิเดตคนดังกล่าวได้รับคำตอบรับแล้วและเป็นบุคคลระดับเกรดพรีเมียม
โดยนายสกลธีได้ให้คำใบ้เพิ่มเติมว่า ว่าที่ผู้สมัครรายนี้เป็นผู้ชายที่มีโปรไฟล์โดดเด่น เคยผ่านการเป็นผู้บริหารในโลกธุรกิจและมีประสบการณ์โชกโชนในงานการเมือง
ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์, เฟซบุ๊ก ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร - โจ - Chaiwat Sathawornwichit, เฟซบุ๊ก คุยกับหม่อมกร, เฟซบุ๊ก ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข, เฟซบุ๊ก พรรคประชาธิปัตย์ - Democrat Party, Thailand
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี