542.jpg
ชัชชาติ ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย

ชัชชาติ ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

"ชัชชาติ"ลุยล้างทุจริตทะเบียนราษฎร เพิกถอนสัญชาติ 24 ราย สั่งฟันข้าราชการออก 1 ราย ย้ำสืบถึงต้นตอ"ผิดก็ต้องฟัน" ให้ทุกเขตตรวจสอบละเอียด พบผิดปกติ 6 เขต

23 กรกฎาคม 2569 ที่ห้องอมรินทร์ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)  นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการป้องปรามการทุจริตทางทะเบียน กรณีการตรวจพบการแจ้งเกิดและออกสูติบัตรเท็จให้แก่บุตรของมารดาชาวต่างด้าวโดยระบุชื่อบิดาเป็นคนไทยเพื่อให้ได้รับสัญชาติไทย โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก ดร.รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย กรมการปกครอง, พล.ต.ต. ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผบช.สพฐ. และ รองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC), พล.ต.อ. อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร และนางคัชรินทร์ เจียมศรีพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัล เพื่อกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม


นายชัชชาติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า ขณะนี้พบความผิดชัดเจนในกรณี "พ่อทิพย์" ที่นำชื่อชายไทยมาสวมเป็นบิดาเพื่อขอสัญชาติไทย โดยยืนยันตัวเลขเด็กที่ตรวจสอบพบการกระทำผิดจริงแล้วจำนวน 24 ราย ซึ่ง กทม.ได้สั่งให้ออกพนักงานราชการไปแล้ว 1 รายที่เกี่ยวข้องในระดับเขต พร้อมระบุว่าขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันแรกที่ทราบเรื่อง โดยมีรองปลัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อเร่งประสานกรมการปกครองในการถอนสัญชาติและสำรวจตัวเลขผู้ที่เข้าข่ายความเสี่ยงให้ชัดเจน เช่น กรณีบิดาชาวไทยที่มีภรรยาหลายคนและล้วนเป็นชาวต่างชาติทั้งหมดซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

นายชัชชาติ กล่าวว่า ได้สั่งการให้ทุกสำนักงานเขตตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งพบข้อมูลว่ามีการขายแพ็กเกจสำหรับการกระทำดังกล่าว ในส่วนของ กทม. จะตรวจสอบวินัยระเบียบราชการและแนวปฏิบัติภายในเขต เช่น การตรวจสอบว่ามีเจ้าหน้าที่คนเดียวที่ติดต่อกับโรงพยาบาลหรือไม่ ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยง ส่วนการตรวจสอบเชิงลึกในโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นหน้าที่ของกรมการปกครองและสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ (สพฐ.) ทั้งนี้พบความผิดปกติใน 6 เขตพื้นที่ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับจำนวนโรงพยาบาลในพื้นที่นั้น ๆ เช่น เขตราชเทวีที่มีโรงพยาบาลถึง 13 แห่ง จึงต้องสืบสวนหาต้นตอต่อไปโดยยืนยันว่าจะไม่ปกป้องใครเพราะความผิดนี้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและประเทศชาติ

"ปัญหาหนึ่งที่อาจจะเจอในอดีตคือ บางครั้งเจ้าหน้าที่เราก็อาจจะให้ความไว้วางใจกับทางโรงพยาบาล เพราะเขามีความน่าเชื่อถือ ส่งข้อมูลมาบางทีเจ้าหน้าที่อาจไม่ได้คิดว่าเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง จึงไม่ได้ตรวจสอบละเอียด ซึ่งการทุจริตก็คงมีเพราะเรามีการให้พนักงานออกไปแล้ว แต่บางทีมันอาจเป็นเรื่องความคาดไม่ถึงว่าจะมีการทุจริตแบบนี้และเป็นการเชื่อโรงพยาบาลด้วย ซึ่งเราต้องไปสืบถึงต้นตออีกทีหนึ่ง แต่เราไม่ได้ปกป้องใคร ผิดก็ต้องฟัน เพราะถือว่ามีความเสียหายกับเศรษฐกิจของชาติอย่างมาก" ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ด้าน นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ระบุว่าได้รับสั่งการจากผู้ว่าฯ ให้ตรวจสอบทุกเขต โดยเฉพาะความรัดกุมในการแจ้งเกิดกรณีมารดาเป็นชาวต่างด้าวและบิดาเป็นชาวไทย ซึ่งเบื้องต้นได้รับรายงานพบประเด็นปัญหาใน 8 สำนักงานเขต นอกเหนือจากเขตธนบุรีที่ปรากฏเป็นข่าวไปก่อนหน้านี้

มาตรการใหม่จะกำหนดให้มีการตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มขึ้น เช่น จำนวนบุตรของบิดาชาวไทยว่าเกิดจากมารดาคนเดียวกันหรือไม่ และเพิ่มขั้นตอนให้หัวหน้าฝ่ายทะเบียนระดับชำนาญการพิเศษเป็นผู้อนุมัติและตรวจสอบอีกครั้ง พร้อมทำสมุดคุมการแจ้งเกิดกรณีกลุ่มเสี่ยงนี้เป็นการเฉพาะ

สำหรับรายชื่อ 24 รายที่ยืนยันความผิดแล้ว สำนักงานเขตจะดำเนินการยกเลิกเพิกถอนสูติบัตรใบเดิมและออกใบใหม่ที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้แก่เด็ก ส่วนเคสที่อยู่ระหว่างเฝ้าระวังจะแจ้งกรมการปกครองเพื่อระงับการเคลื่อนไหวทางทะเบียนหรือ "ล็อกข้อมูล" ไว้ก่อน หากไม่สามารถตรวจ DNA ได้หรือไม่มาให้ข้อเท็จจริงตามระเบียบก็จะดำเนินการเพิกถอนตามขั้นตอน ซึ่งโมเดลการทำงานนี้จะใช้ครอบคลุมทั่วประเทศ

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันสามฝ่ายระหว่าง กทม. กรมการปกครอง และตำรวจ เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีให้รวดเร็วขึ้น โดยระบุว่าปัญหาสำคัญคือการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อหาจำนวนรายที่แท้จริง ซึ่งหากมีหลักฐานเพียงพอจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่เว้น เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขยายผลการตรวจสอบในอีกหลายเขตพื้นที่รอยต่อในกรุงเทพมหานคร

นายธนิต ตันบัวคลี่ รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า การเพิกถอนสูติบัตรเป็นอำนาจของนายทะเบียนท้องถิ่น โดยปัจจุบันสำนักงานเขตได้ดำเนินการเพิกถอนสูติบัตรไปแล้ว 24 ราย และออกสูติบัตรรายการที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงให้ใหม่ทันที

สำหรับการตรวจสอบการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กรมการปกครองได้สั่งการหรือมีมาตรการไว้อยู่แล้ว ขณะที่กรณีเฝ้าระวัง กรุงเทพมหานครจะออกมาตรการล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน  และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ก็จะมีการเพิกถอนสูติบัตร

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการตรวจสอบการรับแจ้งเกิด กรณีบิดาเป็นคนไทยและมารดาเป็นคนต่างด้าว ระหว่างปี 60-69 พบความผิดปกติอยู่ 8 เขต รวม 633 กรณี ได้แก่ เขตธนบุรี มีมูลบิดาเป็นเท็จ 22 กรณี มีเหตุอันควรสงสัย 92 กรณี เขตบางกอกน้อย พบความเสี่ยงสูง 3 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี เขตบางขุนเทียน มีมูลบิดาเป็นเท็จ 3 กรณี มีความเสี่ยงสูง 1 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัยอีก 268 กรณี เขตบางรัก มีความเสี่ยงสูง 2 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 27 กรณี เขตภาษีเจริญ มีมูลบิดาเป็นเท็จ 2 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 103 กรณี เขตคลองสาน มีเหตุอันควรสงสัย 2 กรณี เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีความเสี่ยงสูง 5 กรณีและมีเหตุอันควรสงสัย 4 กรณี และ เขตห้วยขวาง มีมูลบิดาเป็นเท็จ 5 กรณี มีความเสี่ยงสูง 17 กรณี และมีเหตุอันควรสงสัย 66 กรณี

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบการออกใบสูติบัตรให้ชาวต่างชาติ ย้อนหลังไป 10 ปี พบมี 1,400 ราย หากพบมีมูลเป็นเท็จ จะยกเลิกใบสูติบัตร หากพบมีความเสี่ยงสูงหรือมีเหตุอันควร จะล็อกการเคลื่อนไหวทางทะเบียนไว้ก่อน  และแจ้งมาให้ข้อเท็จจริง หากไม่เข้ามาโต้แย้งสิทธิ์ จึงจะมีการเพิกถอนสูติบัตร

ขณะที่ พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รอง ผบช.สพฐ. และรองเลขาธิการศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) กล่าวว่า ที่ผ่านมาตำรวจได้ดำเนินการร่วมกับกรมการปกครองอยู่แล้ว และวันนี้ได้จับมือกับ กทม.เพื่อ เดินหน้าให้รวดเร็ว เชื่อว่ากรณีที่เกิดขึ้นใหม่ไม่น่าจะมีแล้วเพราะมาตรการฝ่ายปกครองเข้มงวด แต่ปัญหาคือ การตรวจสอบย้อนหลังว่ามีกรณีทณีกระทำผิดกี่ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

อันดับแรกคือ ต้องดำเนินการยกเลิกสูติบัตร หากมีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีก็ต้องดำเนินคดีทุกราย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นภัยความมั่นคง ยืนยันว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร้รอยต่อ เช่นเดียวกับกรณีที่นายปิยรัฐ จงเทพ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ได้ร้องเข้ามา อยู่ระหว่างการดำเนินการอีกหลายเขต

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top