533.jpg
บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน  ทวงภาษีแม้ว  คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน ทวงภาษีแม้ว คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุกทำเนียบไล่บี้อนุทิน

ทวงภาษีแม้ว

คดีชินคอร์ป1.7หมื่นล.

รัฐบาลปิดปากกันเงียบ

‘นายกฯ-เอกนิติ’ดาหน้า

ยันพรก.กู้เงินไม่ผิดก.ม.

สว.รุมถล่มแลนด์บริดจ์

“ศรีสุวรรณ”บุกทำเนียบจี้นายกฯทวงภาษี“ทักษิณ”ขายหุ้นชินคอร์ป ตามคำพิพากษาศาลฎีกา 1.76 หมื่นล้าน ขณะที่ภท. ยันรัฐบาลมีเสถียรภาพเข้มแข็ง “ทักษิณ”พ้นโทษไม่กระทบ ด้าน“อนุทิน” ไม่หวั่นไหวพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านสะดุด ยันไม่แผนสอง เย้ยถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.แต่แรก“ปกรณ์”เทียบความต่างรธน.3ฉบับ ชี้รธน.60 เน้นดูเฉพาะความมั่นคงเศรษฐกิจ-ไม่เอาความเร่งด่วนมาพิจารณา “เอกนิติ”ชี้ต้องรีบแก้วิกฤตปากท้อง เปรียบยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งเยียวยาประชาชน และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาคดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ ชี้ปล่อยล่าช้าเกินสมควร ขอเปิดความคืบหน้าต่อสาธารณชน


นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า ขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สั่งการไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพากร เร่งรัดติดตามทวงถามและดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร กรณีขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ทวงภาษีแม้ว4.76หมื่นล้าน

ทั้งนี้ หนังสือดังกล่าวอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ซึ่งพิพากษากลับยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร ฟ้องขอเพิกถอนหนังสือประเมินภาษี ส่งผลให้ต้องชำระภาษีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแก่กรมสรรพากรรวมกว่า 17,600 ล้านบาท นายศรีสุวรรณ ระบุว่า เวลาล่วงเลยมานานเกินสมควร แต่ยังไม่ปรากฏความชัดเจนในการเร่งรัดจัดเก็บภาษีดังกล่าว จึงเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรใช้อำนาจกำกับดูแลฝ่ายบริหาร สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด พร้อมดอกเบี้ยและค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อนำรายได้เข้าสู่แผ่นดินโดยเร็ว

นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการต่อองค์กรและสาธารณชน ตามสิทธิที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายข้อมูลข่าวสารรับรองไว้

ต่อมา เวลา 10.14 น. นายศรีสุวรรณได้ยื่นหนังสือผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับเรื่องไว้ดำเนินการ ก่อนยุติภารกิจเวลา 11.00 น. และเดินทางกลับทันที

‘ทักษิณ’เข้าพบแพทย์

ด้านความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ พร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และน.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ บุตรสาวทั้งสอง เดินทางมาที่โรงพยาบาลพระราม 9 เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ ในการเช็กอัพร่างกาย หลังจากถูกควบคุมตัวในเรือนจำคลองเปรมนาน 8เดือน โดย นายทักษิณ ได้รับการพักโทษออกจากเรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ นายทักษิณ และครอบครัว เดินทางมาถึงโรงพยาบาลพระราม 9 ตั้งแต่เวลาประมาณ 08.00 น. เป็นการเดินทางมาส่วนตัวไม่อนุญาตให้สื่อบันทึกภาพและทำข่าว

‘แม้ว’พ้นคุกไม่กระเทือนรัฐบาล

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับการพักโทษ แต่ต้องติดกำไล EM ซึ่งอาจจะเกิดความไม่พอใจเรื่องจะมีผลทางการเมืองอย่างไรบ้าง ว่า ตอนนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และเสถียรภาพของรัฐบาล ก็ค่อนข้างจะเข้มแข็งไม่คิดว่าจะได้รับผลกระทบง่ายขนาดนั้น แต่อย่างไรก็จะติดตามดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เมื่อถามว่าจะไม่มีผลอะไรที่ทำให้การเมืองดูน่าสนใจขึ้นมาใช่หรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ตนว่าเอาความมั่นคงของประเทศเป็นหลัก ก่อนความน่าสนใจ ตนว่าวันนี้เป็นไปในทิศทางที่มีเสถียรภาพความมั่นคงเพียงพอ ผลกระทบที่สื่อพยายามจะจี้ถามตนไม่ทราบจริงๆ ว่าคืออะไร ถ้าพูดออกมาตรงๆ จะตอบได้ง่ายกว่าว่ากังวลจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่าหลายคนกังวลว่านายทักษิณออกมาแล้วจะเกิดการแก้แค้น นายไชยชนกกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ตอบแทนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราเดินตามสิ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ก็ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน และจะยืนหยัดแบบนี้ต่อไป

‘อนุทิน’ไม่หวั่นไหวพรก.กู้เงินสะดุด

ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ(รธน.) ตีความการออกพระราชกำหนด(พรก.)กู้เงิน 4แสนล้านบาท โดยอ้างเหตุผลไม่จำเป็นเร่งด่วน ว่า รัฐบาลในฐานะบริหารราชการแผ่นดินเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนและมีประโยชน์

เมื่อถามว่าการยื่นตีความจะทำให้โครงการที่วางไว้สะดุดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ พ.ร.ก.กู้เงิน มีผลบังคับใช้แล้ว ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เพียงแต่ที่จะล่าช้าออกไปบ้าง คือเมื่อสมาชิกรัฐสภาฯจำนวน 1 ใน 5 ส่งเรื่องมา ทำให้ประธานสภาฯที่จะบรรจุวาระพ.ร.ก.กู้เงินพิจารณาเป็นลำดับแรก ยังทำไม่ได้ แต่ว่าถือเป็นคนละซอยกัน ซอยทำงานให้ประชาชน เอาเงินไปช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชนยังเดินต่อไป

ถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพรก.แต่แรก

เมื่อถามต่อว่ามีการเตรียมการรับมือกรณีร้ายแรงที่สุดหากศาลรธน.ตีความว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวขัดรธน.ไว้บ้างหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลทำหน้าที่ที่รัฐบาลจะต้องทำ คือช่วยเหลือความเดือดร้อนประชาชน ที่เป็นเรื่องฝ่ายบริหาร เมื่อถามย้ำว่าต้องมีแผนหนึ่งแผนสองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า มีอยู่แผนเดียว แผนช่วยเหลือประชาชน เมื่อถามอีกว่า เรื่องนี้มีตำแหน่งคณะรัฐมนตรี (ครม.)เดิมพัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่ามีแผนสำรองหรือไม่หากศาลตีความเป็นอย่างอื่น นายกฯ กล่าวว่า มาถึงจุดนี้แล้วถ้าไม่มั่นใจก็อย่าออกพ.ร.ก.เท่านั้นเอง

นายกฯแจ้งครม.กฎหมายมีผลแล้ว

รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่า ก่อนเริ่มการประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้แจ้งเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า ขณะนี้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และมีผลบังคับใช้แล้ว รัฐบาลสามารถดำเนินการได้เลย ส่วนกรณีฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงินนั้น เป็นเรื่องของสภา ให้เป็นไปตามกระบวนการ รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา แล้วค่อยมาดูรายละเอียดว่า ศาลวินิจฉัยเอาไว้อย่างไรบ้าง

‘ปกรณ์’มั่นใจโครงการเดินหน้าต่อ

ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า การออกพ.ร.ก.แต่ละครั้ง รัฐบาลต้องคิดให้รอบคอบ เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผ่าน ก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้น และจะเกิดปัญหาว่าสิ่งที่ทำไปจะเป็นอย่างไรฉะนั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำ ต้องมั่นใจว่าต้องรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ รวมถึงมีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ถึงจะออกพรก.ดังกล่าวทั้งนี้ รัฐบาลมั่นใจว่าตามข้อมูลของกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจากการไล่ดูเงินทุกก้อนที่มีอยู่นั้น มันไม่เพียงพอ และยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรในวันข้างหน้า ซึ่งสงครามยังไม่น่าจะจบ ถือว่าเป็นประเด็นสำคัญกฎหมายมีผลบังคับใช้ โครงการจะเดินหน้าต่อไป ไม่ได้ติดอะไร เว้นแต่ศาลบอกให้รอไว้ก่อน ขณะเดียวกันรัฐบาลจะส่งกฎหมายไปยังสภาผู็แทนราษฎร เพื่อให้ดำเนินการต่อและอนุมัติ และขณะนี้เชื่อว่าทางสภาฯจะต้องรอการพิจารณาจนกว่าศาลจะตัดสินภายใน 60 วัน

แจงเหตุผลไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าสาเหตุที่รัฐบาลมองว่าเรื่องนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะเหตุใด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนขออธิบายและรัฐธรรมนูญ เมื่อดูท้ายของพ.ร.ก. เหมือนเงินกู้จะแบ่งเป็น 2 ก้อน แต่เงินทั้ง 2 ก้อนนี้สามารถโยกสลับกันได้สิ่งที่รัฐบาลทำคือทำ 2 เรื่องไปพร้อมกัน คือ 1.การช่วยเหลือเยียวยา 2.การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ และต้องดำเนินการพร้อมกันไปทั้งหมด เพื่อช่วยเหลือประชาชน ทั้งกลไกและระบบที่จะทำ รวมถึงการพัฒนาคุณภาพประชาชน ดังนั้น ทั้ง 2วัตถุประสงค์ ก็คือดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นการใช้จ่ายเงินจึงไม่แยกก้อน แต่เป็นไปตามวัตถุประสงค์

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนจะทำให้กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายปกรณ์ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญมีหลายฉบับ พร้อมยกตัวอย่าง รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยไม่ให้ดูเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และช่วงนั้นก็ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ทั้งในยุครัฐบาลนายชวน หลีกภัย และยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นก็มีการถามประเด็นเรื่องความความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่

เป็นไปตามวัตถุประสงค์ความมั่นคงศก.

นายปกรณ์ กล่าวว่า จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐธรรมนูญปี 2550 โดยนำสิ่งในอดีตมาเขียนใหม่ โดยให้ตรวจสอบสองเงื่อนไข 1.เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ 2.จำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เคยกู้ ครั้งแรกกู้สำเร็จ และอีกครั้งได้มีการถอนเรื่องออกไปก่อนเพราะติดในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนรวมถึงสมัยรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กู้สำเร็จในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ส่วนครั้งที่สองที่จะกู้ 2 ล้านล้าน เพื่อลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศระยะยาว 7 ปีนั้น ก็เกิดปัญหาว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่ จนมีวลีว่าให้ทำถนนลูกรังทั่วประเทศก่อนดีกว่าหรือไม่ จนเกิดปัญหาเป็นประเด็นการเมืองขึ้นมาอีกครั้ง

จนมารัฐธรรมนูญปี 2560 ก็กลับไปใช้ตามหลักเดิมของรัฐธรรมนูญปี 2540 คือให้ตรวจสอบเฉพาะความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ส่วนประเด็นความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเรื่องที่รัฐบาลจะเป็นผู้รู้ดีที่สุด เพราะกระทรวงการคลัง เปรียบเสมือนเป็นแม่บ้านที่ถือกระเป๋าตังค์อยู่ ฉะนั้นตังค์ขาดไม่ขาดแม่บ้านจะรู้

ดังนั้น หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคแรก ว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยจะไม่ดูในเรื่องความจำเป็นเร่งด่วน ฉะนั้น ตนก็มั่นใจว่าศาลจะดูตามกรอบและวัตถุประสงค์ ตามรัฐธรรมนูญ 172 วรรคหนึ่ง ว่าเป็นไปตามความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ส่วนความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่เร่งด่วนรัฐบาลคงไม่ทำ เพราะเป็นการบายพาสสภาฯ และผลของมันร้ายแรง หากกฎหมายไม่ผ่าน รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก ถือเป็นไปตามปกติ โดยครม.ทุกคนต้องรับผิดชอบ

ยันไม่มีการตีเช็คเปล่า

เมื่อถามย้ำว่าตามข้อกฎหมายมองว่าไม่มีปัญหาใช่หรือไม่ นายปกรณ์ ยืนยันว่า ตนเห็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านมองว่าเป็นการตีเช็คเปล่า รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ย้อนถามสื่อว่า เช็คเปล่าอีกแล้ว ก่อนระบุว่า “เช็คเปล่าที่ไหน มันมีที่ไหนใครให้เช็คเปล่าแก่คุณ ไม่มี โลกนี้ไม่มีการตีเช็คเปล่า ผมยืนยันไม่มี การตีเช็คเปล่าเป็นวาทกรรม ผมคิดว่าไม่ควรใช้ คุณตีเช็คเปล่า ก็ติดคุก รัฐบาลไม่ทำ”นายปกรณ์ กล่าวและว่า โดยรายละเอียดการขอโครงการต่างๆ จะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน

‘เอกนิติ’ชี้ต้องทำก่อนวิกฤตหนัก

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวถึงความจำเป็นในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังฝ่ายค้านยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤตปากท้องประชาชนส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียนว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากขณะนี้ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงยืนยันถึงความจำเป็นเร่งด่วน และมีการพิจารณาในคณะรัฐมนตรี(ครม.) อย่างรอบคอบ

“หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก วันนี้เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่หยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าวและว่า วันนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน ได้ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว และมีผลบังคับใช้เรียบร้อย ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเดินหน้า

ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

เมื่อถามว่าในส่วนของเงิน 200,000 แสนล้านบาทก้อนหลัง สามารถรอในงบรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติได้หรือไม่ นายเอกนิติ ระบุว่า ตนคิดว่า 200,000 แสนล้านบาท ก้อนหลังกับ 200,000 บาทแรก ต้องแยกกัน เพราะนี่คือวิกฤตเรื่องการเยียวยาวัตถุประสงค์ของพ.ร.ก.ฉบับนี้ คือการเยียวยา และยังต้องเปลี่ยนผ่านให้เกิดความเข้มแข็งได้ด้วย เปรียบเหมือนยิงนกทีเดียวได้ถึงสองตัว ทั้งบรรเทาผลกระทบ และทำให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“วันนี้ชัดเจนว่า ไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ผมคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

วุฒิสภาถกผลศึกษา‘แลนด์บริดจ์’

เวลา 10.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณารายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามัน(แลนด์บริดจ์)ซึ่งคณะกรรมมาธิการ(กมธ.)การคมนาคม พิจารณาเสร็จแล้วและญัตติเรื่องขอให้รัฐบาลทบทวนการเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ที่นายนรเศรษฐ ปรัชญากร สว.เป็นผู้เสนอ

โดยนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว.ในฐานะประธานกมธ.คมนาคม วุฒิสภาได้รายงานผลการพิจารณาว่า ทางกมธ.ได้เห็นความสำคัญของแลนด์บริดจ์และติดตามการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์มาอย่างต่อเนื่องและรอบด้านทั้งในเชิงนโยบาย เทคนิค เศรษฐศาสตร์ ความเป็นไปได้ในการดำเนินงานจริงเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ชี้อุปสรรคมากต้องทบทวนทั้งหมด

ด้านนายภมร เชาว์ศิริกุล สว.ประธานอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี ในกมธ.คมนาคม วุฒิสภา เสนอรายงานว่า โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 สมัย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จนมาถึงปัจจุบัน เพื่อสร้างความเจริญลงสู่ภาคใต้ เพื่อคนภาคใต้โดยเฉพาะ ตลอดระยะเวลาการศึกษาได้รวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการด้านขนส่งโลจิสติกส์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้รายงานครอบคลุมทุกด้าน ซึ่งพบว่าแลนด์บริดจ์ ไม่ได้เป็นเพียงการก่อสร้างท่าเทียบเรือ หรือเส้นทางคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่เป็นระบบโลจิสติกส์ต่อเนื่องหลายรูปแบบ ที่ต้องอาศัยการดำเนินการที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งระยะเวลาและสมมติฐานทางเศรษฐกิจ ความพร้อมของโครงสร้าง รวมถึงข้อจำกัดในการดำเนินงานจริง เพื่อให้ผลการศึกษาสามารถสะท้อนสภาพสถานการณ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริง และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น ความสำเร็จของโครงการ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ ความต่อเนื่องของกระบวนการขนส่งความรวดเร็ว ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานความเชื่อถือในการแข่งขันกับท่าเรือและศูนย์กลางโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ

ข้อจำกัดโครงสร้างทางก.ม.ที่ซับซ้อน

นายประพันธ์ โลหะวิริยศิริสว. ในฐานะอนุกมธ.นโยบายด้านการขนส่งทางน้ำและพาณิชย์นาวี เสนอรายงานการศึกษาว่า การจะนำเสนอแลนด์บริดจ์เพื่อให้คนมาใช้จะต้องพิจารณาถึงต้นทุนและเวลาที่จะประหยัดและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งจะต้องเป็นมุมมองของผู้ขนส่งหรือสายเดินเรือ และต้องพิจารณาว่าโครงการนี้มีข้อจำกัดอะไรบ้าง วิเคราะห์ว่าสินค้าจะมาใช้เราเท่าไหร่ ข้อมูลเหล่านี้จะไปกำหนดปริมาณสินค้า หรือคอนเทนเนอร์ที่ จะมาใช้ในโครงการ ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นของการประเมินรายได้ รวมทั้งต้นทุนการก่อสร้างหรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นจะต้องสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับตัวแปรเรื่องต้นทุน เวลา และความน่าเชื่อถือของการให้บริการ ผลลัพธ์ที่จะออกมา จึงผันไปตามตัวแปรและค่าสัมประสิทธิ์ที่ผู้ศึกษาโครงการเขียนแบบจำลองขึ้นมา ดังนั้น การศึกษาที่รอบคอบจะต้องทำหลายๆรูปแบบ เพื่อให้ผลออกมามีความเป็นไปได้

“การจะทำแลนด์บริดจ์หัวใจสำคัญ หรือร้อยละ 80 ของสินค้าที่มาใช้เป็นสินค้าถ่ายลำ ฉะนั้นปัจจัยที่สำคัญ คือจะทำอย่างไรให้การถ่ายลำเป็นไปอย่างราบรื่น ทางกายภาพแม้เราจะทำให้ดี แต่หากระเบียบปฏิบัติไม่ได้เอื้อทำให้การไหลของสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างก็จะสะดุด เวลาก็จะมากขึ้นและอาจตามมาด้วยค่าใช้จ่าย ผมได้ผลักดันเรื่องการแก้กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องการถ่ายลำที่ท่าเรือแหลมฉบังมามากกว่า 10 ปีพบว่าปัญหาใหญ่ ไม่ใช่เรื่องของกายภาพ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นคือ ข้อจำกัดและอุปสรรคในเชิงโครงสร้างทางกฎหมายที่ซับซ้อน มีผลทำให้การถ่ายลำผ่านแดนในประเทศไทยน้อยมาก มีเพียงไม่ถึงร้อยละ 1 ของปริมาณการขนถ่ายคอนเทนเนอร์ที่แหลมฉบัง ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80%ข้อจำกัดในเรื่องการขนจากเรือต่อรถ ต่อรถไฟ หรือรถบรรทุก มีความไม่แน่นอน”สว.ประพันธ์ กล่าว

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top