วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ
ระดมเจ้าสัว
ผนึกกำลังสู้วิกฤตศก.
บิ๊กเนมปท.เข้าร่วมวง
สภาฯเบรกบรรจุพรก.
รอความเห็นศาลรธน.
รัฐบาลเปิดทำเนียบฯศุกร์ 15 พฤษภาคม จัดเวที “ผู้ประกอบการพูดรัฐบาลฟัง” นายกฯ-รมต.ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนตรงจากเอกชนหวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน “เจ้าสัว” ระดับประเทศตบเท้าเข้าร่วมพรึ่บ ขณะที่สภาฯเบรก บรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รอศาลรธน.วินิจฉัยก่อน ด้านพรรคปชน.ชงญัตติด่วน ตั้งกมธ.วิสามัญเกาะติดพ.ร.ก.กู้เงินฯต้องการตรวจสอบให้โปร่งใสดักคอรบ.ถ้าไม่จ้องสอดไส้-ปกปิด ก็ไม่ควรขวาง
เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าช่วงเย็นวันพรุ่งนี้(15 พ.ค.)รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง”ซึ่งเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด
รบ.เปิดทำเนียบฯฟังเสียงภาคเอกชน
“เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟังซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐจะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ”น.ส.รัชดาย้ำ
น.ส.รัชดา กล่าวว่าเวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบโดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน10กลุ่มได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน3สถาบัน(กกร.)กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี
“เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆจะมีเวทีรับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน”โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำ
จับตาเจ้าสัวระดับชาติเข้าร่วมพรึ่บ
เมื่อถามว่าจะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมหมดหรือไม่ น.ส.รัชดากล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ
เมื่อถามว่านอกจากรัฐบาลรับฟังแล้วจะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่ น.ส.รัชดากล่าวว่าคงต้องมีการพูดคุย อธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีคงได้ชี้แจง แต่หลักๆคือรับฟัง อยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่
เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน
“โดยที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกรัฐมนตรีได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาล และเอกชน”
สภาฯเบรกบรรจุพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล.
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทและได้เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้การอนุมัติว่า ก่อนที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้นำ สส.เข้าชื่อจำนวน 135คน ซึ่งไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน สส.เพื่อขอให้ประธานสภาฯ ส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญว่าพ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 วรรค 1ดังนั้นจึงต้องรอการบรรจุพ.ร.ก.ฉบับนี้ เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยแล้วเสร็จ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173
ทั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 173 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน 60วัน นับแต่วันที่ได้รับเรื่องและให้ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งคำวินิจฉัยนั้นไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดใด ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172ให้พระราชกำหนดนั้นไม่มีผลใช้บังคับมาแต่ต้นซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่าพระราชกำหนดใดไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ หรือ ณ ปัจจุบันคือไม่น้อยกว่า 6 เสียง จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้งหมด 9 เสียง
จุลพันธ์แจ้งพรก.กู้เงินมีผลบังคับแล้ว
ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการประชุม ส.ส.พรรค นำโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงานในฐานะหัวหน้าพรรค นางมนพร เจริญศรี รองหัวหน้าพรรค และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค โดยนายจุลพันธ์แจ้งต่อที่ประชุมถึงร่างพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทว่า แม้ขณะนี้จะมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ แต่อำนาจบังคับของพรก.มีผลสำเร็จแล้ว ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเข้าใจว่าประธานรัฐสภาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้วจึงเป็นหน้าที่ของศาลในการวินิจฉัย หากศาลวินิจฉัยอย่างไรก็จะกลับมาที่รัฐสภาเพื่อให้สส.และสว.พิจารณาอนุมัติ ดังนั้นถือเป็นความร่วมมือของพรรคร่วมรัฐบาล ในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งการลงมติต้องมีความสามัคคีกันอยู่แล้ว
กำชับสส.อภิปรายหนุนพรก.กู้เงิน
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในส่วนของพ.ร.ก.นั้น มีความพยายามที่จะโอนเปลี่ยนแปลงงบประมาณส่วนหนึ่ง แต่ได้จำนวนน้อย แต่ก็มีกลไกดูงบประมาณตรงส่วนอื่น ซึ่งขณะนี้ค่อนข้างตึง และความเดือดร้อนของประชาชนถือเป็นเรื่องเร่งด่วน ทั้งการทำคนละครึ่ง และการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่ต้องรีบดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ต้องวนกลับมาที่สภาฯ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันประชุมและอภิปราย ติติง เสนอแนะในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ส่วนการลงมติหากรัฐบาลชี้แจงได้ครบถ้วน ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลเราก็พร้อมเดินไปด้วยกัน ในการอนุมัติพ.ร.ก. ทั้งนี้ ตนเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญคงใช้เวลาอันสั้นในการพิจารณาและคาดว่าคงใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ที่ร่างพ.ร.ก.จะกลับมาที่สภาฯ
ด้านนางมนพร กล่าวว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาพรรคฝ่ายค้านได้ยื่นเรื่องคัดค้าน พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านและขณะนี้ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ในอดีตจะต้องรอคำวินิจฉัยประมาณ 20วัน ซึ่งต้องรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเช่นไร เพื่อให้ประธานสภาฯ นำกลับมาบรรจุเป็นระเบียบวาระ พรรคเพื่อไทยได้รับการจัดสรรเวลาอภิปราย 40 นาที โดยจะมีสส.เข้าชื่ออภิปราย 6คน โดยกรอบอภิปราย เราจะต้องเห็นด้วยกับพ.ร.ก.ดังกล่าว การอภิปรายจะต้องชี้แจงให้เห็นถึงประโยชน์ในการใช้งบอย่างคุ้มค่าท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ โดยเงิน 2 แสนล้านบาทแรก จะเป็นงบเพื่อเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ และอีก 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน
‘เท้ง’รับโปรดเกล้าฯ“ผู้นำฝ่ายค้านฯ”
ช่วงเช้า ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรได้จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12
ภายหลังพิธีฯเสร็จสิ้นนายณัฐพงษ์แถลงว่าขอบคุณเพื่อนสมาชิก ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สภาทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมในงานพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันนี้ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร
ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกเป็นสส.
ขอให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชน ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชนในการให้ข้อเสนอแนะ และตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่างๆให้ปราศจากการถูกครอบงำ และแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตนเองจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน โดยเร็วที่สุดเพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภามีความครบถ้วนสมบูรณ์
ยันลุยแก้รธน.ตามเจตนารมณ์ปชช.
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และรัฐสภา ในฐานะองค์กร ที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา
เมื่อถามว่าจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อไหร่นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยเร็วที่สุด คือการแสดงความจริงใจจากฝั่งรัฐบาล แต่ในส่วนของกฎหมายที่เลยกำหนด 60 วันมาแล้ว เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นจะริเริ่มกระบวนการในส่วนนี้ด้วย ยืนยันว่าทพวกเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า จะทำโดยเร็วที่สุด และหากมีการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน คงได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการจะเร่งกระบวนการและยื่นเข้าสู่สภาโดยเร็วที่สุด
ทวงถามรัฐบาล ตีตกกม.หลายฉบับ
เมื่อถามว่าในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้(15พ.ค.)พรรคประชาชนจะใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นายณัฐพงษ์ตอบว่ามีและในวันพรุ่งนี้ จะมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่รัฐบาลยังไม่ได้ส่งคืนกลับมา และคงจะใช้เป็นเวทีที่เราจะได้ทวงถามรัฐบาลว่า กฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ เหตุใดรัฐบาลถึงตีตก ไม่นำกลับมาพิจารณาต่อ หลังจากที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้ว
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะต้องไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะสูตรของกรรมการยกร่าง และความไม่ชัดเจนในการแก้ไขหมวดหนึ่ง และหมวดสองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่าคงมีการหารือกันอยู่แล้ว แต่รายละเอียดขอให้เป็นโอกาสต่อไป
ปชน.ชงตั้งกมธ.เกาะติดพ.ร.ก.กู้เงิน
เวลา13.00น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรแถลงถึงการยื่นญัตติด่วนเพื่อขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญติดตามการใช้เงินตามพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาทว่า ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรแล้ว เพื่อส่งข้อความไปยังรัฐบาลให้เห็นด้วยกับการตั้งกมธ.ฯ จากนี้คงต้องรอให้มีการตรวจสอบ และบรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาฯ คาดว่าน่าจะเป็นสัปดาห์หน้า ส่วนเหตุผลที่บอกว่าต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อนแล้วค่อยตั้งกมธ.ฯนั้น ตนคิดว่าฟังไม่ค่อยขึ้น อย่าลืมว่ากระบวนการงบประมาณปกติ สภาฯมีอำนาจพิจารณาตั้งแต่ชั้นที่ส่งร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯเข้ามาพิจารณาด้วยซ้ำ เรามีอำนาจกลั่นกรองรายละเอียดโครงการต่างๆมีอำนาจอนุมัติ ติดตามการใช้จ่ายงบฯ
ต้องการตรวจสอบให้โปร่งใส
ยืนยันว่าสภาฯมีอำนาจในกระบวนการตรวจสอบงบฯทั้งหมดพ.ร.ก.กู้เงินฯนี้ก็เช่นกัน ไม่มีเหตุผลที่ต้องรอให้มีการใช้จ่ายเงินก่อน ส่วนที่ไม่นำเข้ากมธ.สามัญ ให้ตรวจสอบ โดยเฉพาะกมธ.ติดตามงบฯที่ฝั่งฝ่ายค้านก็ได้โควตาประธานกมธ.ฯนั้นเพราะกมธ.วิสามัญมีตัวแทนที่ครบองค์ประกอบมากกว่ามีตัวแทนจากฝั่งคณะรัฐมนตรีมาอยู่ด้วย เราต้องการพิจารณาให้โปร่งใส รอบคอบมากที่สุด หากพูดด้วยหลักการเมือง การที่นำเข้ากมธ.สามัญอาจบอกว่าประธานกมธ.อาจมาจากฝั่งฝ่ายค้านด้วยซ้ำ แต่เราต้องการให้องค์ประกอบครบถ้วน ที่มาจากฝ่ายบริหารด้วย
“ในสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศในปัจจุบัน สถานการณ์การคลังที่เราไม่ได้มีพื้นที่เหลือเยอะ การออกพ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้านบาทขึ้นมาในสถานการณ์แบบนี้ ต้องใช้จ่ายอย่างตรงเป้าตรงจุดที่สุด ดังนั้นการมีกมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้โดยเฉพาะก็เป็นสิ่งที่จำเป็น” นายณัฐพงษ์ กล่าว
ดักคอถ้าไม่จ้องสอดไส้ก็ไม่ควรขวาง
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้จากคำชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลังในที่ประชุมสภาฯเมื่อช่วงเช้าระบุว่าขณะนี้คณะกรรมการกลั่นกรองแผนงานโครงการเริ่มเดินหน้าทำงานแล้วและน่าจะส่งไปยังคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาอนุมัติให้มีการใช้เงินเร็วที่สุดภายใน 1 - 2 สัปดาห์นี้
ฝ่ายค้านยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มีเหตุผลความจำเป็นอื่นใด หากไม่ได้ตั้งใจสอดไส้ หรือปกปิดไม่ให้สภาฯทำหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างโปร่งใส ก็ไม่น่ามาขวางในการตั้งกมธ.วิสามัญชุดนี้ ที่ผ่านมาในอดีต พ.ร.ก.ต่างๆที่เกี่ยวกับการกู้เงิน เช่น ในช่วงโควิด สภาฯก็ตั้งกมธ.วิสามัญฯขึ้นมาตรวจสอบการใช้จ่ายเช่นเดียวกัน ถือเป็นหน้าที่พวกเราในสภาฯช่วยกันตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะในการใช้จ่ายงบฯให้มีการเยียวยาตรงเป้าที่สุด และกลั่นกรองโครงการต่างๆให้มีความโปร่งใส
เสรีฯล่าชื่อฝ่ายค้านยื่นศาลฟัน’หนู-นก’
ที่รัฐสภา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวสส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย กล่าวว่าตนเตรียมยื่นคำร้องถึงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัยว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกรณีประพฤติผิด ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 160 (4) (5) ให้ความเป็นรัฐมนตรีจึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ประกอบมาตรา 82 หรือไม่ จากกรณีถือครองที่ดินเขากระโดงซึ่งยังผิดกฎหมาย
ขณะนี้ตนได้จัดทำข้อเท็จจริงรวบรวมพยานหลักข้อกฎหมายเสร็จสิ้นแล้วแต่เนื่องจากข้อมูลหลักฐานมีมากจึงได้นำเรื่องที่ดินเขากระโดงยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อน วันนี้ตนจะมีการหารือร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยรวมพลังในการเข้าชื่อยื่นคำร้อง
“เพราะฉะนั้นพฤติกรรมเหล่านี้นอกจากไม่ซื่อสัตย์สุจริต ฝ่าฝืนจริยธรรมมาตรา 160(4) (5) เป็นเหตุให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีทั้งสิ้น ตาม ตามมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และวรรคสาม ส่วนนายไชยชนก เป็นดวงใจของใคร เข้ามาเป็นรมว.ดีอีนอกจากไม่คืนที่ดินแล้ว ยังรายงานบัญชีทรัพย์สินว่าเป็นผู้บริหารสนามแข่งรถ สนามฟุตบอลต่างๆผิดกหมายทั้งนั้น เลยต้องถอดถอนด้วย” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าว
จ่อส่งป.ป.ช.ฟันซ้ำพ่วงปลัดมท.-อธิบดีที่ดิน
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ กล่าวว่าในเรื่องนี้ ตนก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีกับนายอนุทิน นายไชยชนก ตลอดจน ปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมที่ดิน เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามมาตรา 157และพ.ร.ป.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต มาตรา 172 โดยในส่วนของนายไชยชนก อาจจะโดนเรื่องการบุกรุกตามกฎหมายที่ดินด้วย บุกรุกทั้งปีทั้งชาติ ยอมความไม่ได้
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า หลังเสร็จสิ้นเรื่องนี้ ตนเตรียมจะเดินทางลงพื้นที่ไปจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะประชาชนเพื่อแจ้งความให้ตำรวจดำเนินคดีกับตระกูลชิดชอบทั้งหมด กรณีบุกรุกที่ดินเขากระโดง และหากผู้ว่าการรถไฟฯคนใหม่ ยังนิ่งเฉยก็จะโดนด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี