533.jpg
หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์  อนุทินสั่งปปง.  ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์ อนุทินสั่งปปง. ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หนาวทั้งภูเก็ต-สุราษฎร์

อนุทินสั่งปปง.

ลุยสอบเส้นทางเงินขรก.

ฟันเอี่ยวต่างชาติยึดเกาะ

กร้าวต้องกำจัดให้สิ้นซาก

นายกฯเอาจริงปราบนอมินีต่างชาติ-รุกที่สาธารณะ สั่งอธิบดีปกครองตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอในพื้นที่ภูเก็ต-สุราษฎร์ พร้อมใช้กลไก ปปง. ไล่เช็คเส้นทางการเงินข้าราชการ ฝ่ายปกครอง และตำรวจเป็นกรณีพิเศษ หากพบการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบให้ดำเนินการเอาผิดอย่างเด็ดขาด และได้เรียก ผบ.ตร.ถกแก้ปัญหานอมินีต่างชาติ รุกหาดฟรีดอม เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดการให้สิ้นซาก ขณะผู้การสุราษฎร์ฯ เปิดผลปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว 25 คดี จับกุมเจ้าของบริษัทการบัญชี 2 ราย เตรียมขยายผลตรวจสอบอีก 187 บริษัท

ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์หลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย พร้อมคณะรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามปัญหานอมินีต่างชาติ การรุกพื้นที่สาธารณะ และการประกอบกิจการผิดกฎหมาย ในพื้นที่หาดฟรีดอม จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา


สั่งตรวจสอบนายอำเภอ-ฝ่ายปกครอง

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ระหว่างการลงพื้นที่ดังกล่าว นายอนุทิน ได้เรียก นายนฤชา  โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เข้าพบเป็นการด่วน พร้อมสั่งการให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอำเภอ และฝ่ายปกครองในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี ว่าเหตุใดจึงปล่อยให้เกิดปัญหานอมินีต่างชาติ การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่ได้

ทั้งนี้ ภายหลังนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ ได้พบเห็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า รวมถึงได้รับข้อมูลร้องเรียนจากประชาชนว่า มีข้าราชการหลายระดับ ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ และหน่วยงานอื่น เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือปล่อยปละละเลยต่อการกระทำผิดดังกล่าว

ใช้กลไกป.ป.ง.เช็คเส้นทางการเงิน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับให้อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. อีกตำแหน่ง ใช้กลไกของ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินของข้าราชการฝ่ายปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นกรณีพิเศษ หากพบมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายนอมินีต่างชาติ หรือการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ให้ดำเนินการทางกฎหมายและทางวินัยอย่างเด็ดขาด

สำหรับการสั่งการครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณชัดเจนของรัฐบาล ต้องการรื้อกลไกอิทธิพลและขบวนการผิดกฎหมายในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ใช้อิทธิพลของกลุ่มทุนสีเทาเพิ่มมากขึ้น

เรียกผบ.ตร.เข้าพบที่ทำเนียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 14 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าพบบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชม.ครึ่ง

หลังเสร็จสิ้นการหารือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยให้รถไปรับที่ด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้าก่อนจะเดินทางออกไป

สั่งปราบต่างชาติทำผิดก.ม.ให้สิ้นซาก

ขณะที่ พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า วันนี้นายกฯ ได้เรียกหน่วยงานมากำชับเรื่องการปราบปรามชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมาย ทั้งหาดฟรีดอม ที่ จ.ภูเก็ต และเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งนายกฯ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กฎหมายในการจัดการ และดูแลสิ่งที่ไม่ถูกต้องที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหาดฟรีดอม และเกาะพะงัน ที่มีนอมินีต่างชาติ ซึ่งการทำงานจะนำโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. รวมถึงทีมงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ช่วยกันปราบปรามอย่างจริงจัง โดยนายกฯ ย้ำว่าจะต้องจัดการให้สิ้นซาก

เมื่อถามว่า มีการหารือถึงมาตรการด้านวีซ่าด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ ยอมรับว่ามีบ้าง เพราะถือเป็นนโยบายภาพใหญ่ในการแก้ไขปัญหา ซึ่งขณะนี้นายกฯ กำลังดำเนินการอยู่

เมื่อถามว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เสนอข้อเสนออะไรหรือไม่ พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ ผบ.ตร. และ รอง ผบ.ตร. มีการพูดคุยรายละเอียดกันอยู่ตลอด

ตร.สรุปผลทลายนอมินีเกาะพงัน

ทางด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าปฏิบัติการ “ทลายนอมินีต่างด้าวเกาะพะงัน” ว่า ตามนโยบายรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะมาตรการ เอ็กซ์เรย์พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยและลงทุนจำนวนมาก ซึ่งเกาะพะงันถือเป็นพื้นที่เป้าหมายสำคัญ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนตรวจสอบพบบริษัทนิติบุคคลบนเกาะพะงันทั้งหมด 3,754 ราย และพบว่ามีบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นถึง 2,381 ราย เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 2 ราย และออกหมายจับอีก 3 ราย พร้อมตรวจยึดโฉนดที่ดิน 37 แปลง มูลค่ากว่า 150 ล้านบาท

เร่งขยายผลเส้นทางการเงิน

โดยหลังจากนี้จะเร่งสืบสวนขยายผลเส้นทางการเงิน รวมถึงตรวจสอบผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง การที่ชาวต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยสามารถทำได้ หากดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมาย เช่น การถือหุ้นต้องไม่เกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาที่พบคือการใช้ “นอมินี” หรือการให้คนไทยถือหุ้นแทน เพื่ออำพรางการถือครองธุรกิจและทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ ซึ่งเข้าข่ายผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบเชิงลึกถึงรูปแบบการถือหุ้นไขว้กันของบริษัทต่างๆ ว่าเข้าข่ายการอำพรางหรือไม่ โดยพบลักษณะใช้คนไทยกลุ่มเดิมถือหุ้นหรือเป็นกรรมการในหลายบริษัท สลับกันไปมา จนอาจเข้าข่ายเป็น “บริษัทม้า” หรือบริษัทนอมินี สำหรับประเด็นที่อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐหรือสำนักงานกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้องนั้น

ตรวจสอบจนท.รัฐรู้เห็นหรือไม่

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุดสืบสวนกำลังตรวจสอบว่า บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “รู้หรือควรรู้” หรือไม่ ว่าการจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการช่วยปกปิดอำพรางให้ชาวต่างชาติเข้ามาครอบงำธุรกิจในไทย โดยเฉพาะกรณีสำนักงานกฎหมายหรือทนายความที่รับดำเนินการจัดตั้งบริษัท ซึ่งจะต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานอย่างละเอียดส่วนคนไทยที่เข้าไปถือหุ้นแทน หากพบว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือหรือสนับสนุนการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 2 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวยืนยันว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งปราบปรามกลุ่มทุนต่างชาติที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี เพื่อป้องกันการครอบงำธุรกิจและถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย

ตร.สุราษฎร์ลุยสางคดีนิมินี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยถึงผลการปฏิบัติการปราบปรามนอมินีเกาะพะงัน ว่า ผลการตรวจค้นบริษัทต้นน้ำ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาสำนักงานกฎหมายและการบัญชีจำนวน 6 บริษัท พร้อมตรวจยึดเอกสาร 788 รายการ, คอมพิวเตอร์ 7 เครื่อง, ตราประทับบริษัทต่างๆ 245 บริษัท และเชิญตัวผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวนปากคำ 13คน ตรวจค้นบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นบริษัทนอมินี 24 บริษัท ตรวจสอบยึดเอกสารสิทธิที่ดิน 36 แปลง เนื้อที่ 51 ไร่ 2 งาน มูลค่า 150 ล้านบาท ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดิน ได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับบริษัทนิติบุคคล หรือผู้มีอำนาจ ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน, ครอบครองที่ดินโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย 24 คดี และแจ้งข้อหาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และเป็นบุคคลต่างด้าวประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต 1 คดี

รวบผู้ต้องหาชาวไทย2ราย

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จับกุม ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ 2 ราย คือ น.ส.มีนา และ นายประทาน ในข้อหา เป็นผู้มีสัญชาติไทย ร่วมกันให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่คนไทยยังไม่มีความพร้อมที่จะแข่งขันในการประกอบกิจการกับคนต่างด้าวตามที่กำหนดไว้ในบัญชีสามโดยที่คนต่างด้าวนั้นมิได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าว หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในบริษัทจำกัดเพื่อให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวพ.ศ. 2542

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะพะงัน ได้สืบสวนขยายผลจนทราบว่า น.ส.มีนา ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทหนึ่งในพะงัน และนายประทาน เป็นน้องชาย มีชื่อเข้าไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทจำกัดต่างๆ จำนวน 187 บริษัท แยกเป็น น.ส.มีนา 144 บริษัท นายประทาน 43 บริษัท และต่อมาตำรวจสืบสวนจนสามารถจับกุมบริษัทนิติบุคคลของชาวต่างชาติที่ทั้ง 2 เป็นกรรมการ และจับกุม น.ส.มีนา ดำเนินคดีไปแล้ว 8 คดี ศาลมีคำสั่งพิพากษาแล้ว 2 คดี อยู่ระหว่าง การพิจารณาของศาล 2 คดี และชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี แล้วล่าสุดถูกออกหมายจับในคดีให้การช่วยเหลือกรณีจับกุมร้านอาหารของชาวอิตาลี

รับเป็นคดีอาญาไว้สอบสวนแล้ว25คดี

พล.ต.ต. สุวัฒน์ กล่าวด้วยว่า ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้มีการแต่งตั้งคณะ ทำงานสืบสวนจับกุมการประกอบธุรกิจโดยผิดกฎหมายของชาวต่างด้าว โดยมีผลปฏิบัติ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567- ปัจจุบัน รวม 39 คดี ในจำนวนที่ศาลพิพากษาแล้ว 3 คดี อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล 1 คดี อยู่ชั้นพนักงานอัยการ 4 คดี และอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน 31 คดี และในการเปิดแผนปฏิบัติการปราบปรามนอมินี เมื่อวันที่13 พ.ค. มีการร้องทุกข์กล่าวโทษและรับเป็นคดีอาญา 25 คดี และจะต้องมีการขยายผลบริษัทต้องสงสัยอีกจำนวน 187 บริษัท

แม้ว่าที่ผ่านมาก็บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีจะมีการแต่งคณะพนักงานสอบสวน เพื่อคลี่คลายคดีส่วนนี้อยู่แล้วแต่กำลังพนักงานสอบสวนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ จึงได้ทำบันทึกเสนอ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจภูธรภาค 8 ให้แต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนอมีนี เพื่อสนับสนุนการทำงานของตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานีให้สามารถสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับบริษัทนอมินี ให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพและเกิดความเป็นธรรม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top