533.jpg
นายกฯลุยเกาะพะงัน  ปราบนอมินี  DSIหมายหัว34บริษัท

นายกฯลุยเกาะพะงัน ปราบนอมินี DSIหมายหัว34บริษัท

วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายกฯลุยเกาะพะงัน

ปราบนอมินี

DSIหมายหัว34บริษัท

พบธุรกิจอู้ฟู่มูลค่า100ล.

ขยายผลสอบเชิงลึกทุกมิติ

ตร.ตื่นสั่งเอกซเรย์ทุกพื้นที่

กวาดล้างขุดรากถอนโคน

นายกฯดีเดย์บุกเกาะพะงันลุยนอมินีต่างชาติยึดพื้นที่พร้อมมอบหมาย “พาณิชย์-ยุติธรรม” ประสานสภาทนาย-บัญชีหลังพบบางคนชี้โพรงทำธุรกิจ ด้านดีเอสไอเร่งตรวจสอบ 34 บริษัทส่อเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้าพบมีสินทรัพย์รวมกว่า 100 ล้านบาท ขยายผลคุ้ยเชิงลึกทุกมิติ ด้านตร.สั่งด่วนทุกพื้นที่เอกซเรย์ ระดม กวาดล้างแบบขุกรากถอนโคน

เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางดีเอสไอก็ได้มีการมอบหมายให้กองคดีความมั่นคงตั้งเรื่องสืบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีบริษัทหรือนิติบุคคลที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานข้อมูลจำนวนบริษัท 34 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก


พ.ต.ต.ยุทธนา กล่าวว่า ล่าสุดก็พบว่ามีบริษัทจำนวนประมาณ 20 แห่งจากทั้งหมด 34 แห่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะต้องขยายผลดูรายละเอียดในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 20 แห่งดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใดบ้าง และแต่ละรายถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร หรือถือหุ้นจริงหรือไม่ เพราะว่าพนักงานสืบสวนดีเอสไอก็จะต้องนำไปเปรียบเทียบว่าผู้ถือหุ้นรายนั้นสมฐานานุรูป หรือว่าระหว่างที่ดำเนินกิจการนั้น บริษัทฯ ได้มีการเปลี่ยนผ่านมือผู้ถือหุ้นจากรายใดไปสู่รายใดบ้างหรือไม่

“กล่าวโดยรวมคือการพิสูจน์ว่าบุคคลถือหุ้นด้วยตัวเองจริง หรือแค่ไปถือหุ้นเเทนคนต่างด้าว ซึ่งวิธีพิสูจน์ก็จะมีขั้นตอนของพนักงานสืบสวนอยู่แล้ว และต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่สุด”พ.ต.ต.ยุทธนากล่าว

พร้อมระบุว่า สำหรับบริษัททั้ง 20 แห่ง ที่พนักงานสืบสวนดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลนั้น ข้อมูลเบื้องต้นก็พบว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการหลากหลายประเภท แต่ก็ต้องใช้ตรวจสอบด้วยว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจต้องห้ามที่ถูกบัญญัติไว้ภายในบัญชีท้ายของพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากพบความผิดปกติของบริษัทรายใดมีการใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้าก็จะได้มีการประมวลเรื่องรับเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนดำเนินคดีอาญาตามพฤติการณ์ความผิดต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 13 พ.ค.นี้ นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะเดินทางลงไปพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อรับฟังปัญหาและตรวจสอบการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินี

หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีชาวต่างชาติบางกลุ่มรวมตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของประเทศ และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่รวมทั้งการบุกรุกชายหาดและที่ดินสาธารณะ หลังจากก่อนหน้านี้ลงพื้นที่จ.ภูเก็ตมาแล้ว

ข่าวแจ้งว่า เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีดีเอสไอ ได้หารือร่วมกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินีในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี

โดยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินี เบื้องต้นจะเริ่มจากการตรวจสอบที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงรุก โดยได้นำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์และจำแนกระดับความเสี่ยงเป็นสูง กลาง และต่ำ เพื่อวางแผนตรวจสอบอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และจะได้มีการขยายผลตรวจสอบนอมินีครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่น เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และหัวหินต่อไป

ขณะที่ข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใน จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย

โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)

จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน

ด้านน.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากที่นายกฯ มีนโยบายสั่งปราบปรามนอมินี มีข้อมูลรายงานมาว่า พบผู้ประกอบวิชาชีพทนายและผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีบางรายที่ให้คำแนะนำหรือดำเนินการให้มีการหลีกเลี่ยงกฎหมาย พูดง่ายๆมีสองอาชีพนี้ที่บางคนใช้ความรู้ความสามารถไปในทางที่ผิด ทำให้เกิดช่องในการทำธุรกิจนอมินีได้

“เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรี จึงมอบหมายให้รมว.ยุติธรรม และรมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับสภาทนายความและสภาวิชาชีพบัญชี เพื่อพิจารณาดำเนินการด้านจรรยาบรรณต่อผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง พร้อมสั่งการให้สำนักงาน ปปง.ตรวจสอบเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การป้องกันและปราบปรามนอมินีเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม”น.ส.รัชดากล่าว

และว่า วันที่ 13 พ.ค.นี้ นายกรัฐมนตรี มีกำหนดการลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต เพื่อติดตามสถานการณ์และสั่งการการปราบปรามนอมินีในพื้นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ เป็นการย้ำว่า รัฐบาลเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ จะไม่ปล่อยให้กลุ่มผิดกฎหมายเข้ามาแย่งอาชีพ หรือสร้างผลกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทยอย่างเด็ดขาด

ด้าน พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร. สั่งการด่วนให้ตรวจสอบและปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ป้องปรามปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบหลบหนีเข้าเมือง การใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือแอบแฝงเข้าเมืองเพื่อกระทำผิดกฎหมาย ตลอดจนการทำงานของคนต่างด้าวที่ผิดกฎหมายหรือประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนอมินี ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ผบ.ตร.สั่งการมาตรการ 3 ระยะ ได้แก่ 1.มาตรการเร่งด่วน 3 เดือน เอกซเรย์ระดม กวาดล้างมารตรการที่2 ขุดราก ถอนโคนขับเคลื่อนการปฏิบัติ 6-9 เดือน และมาตรการที่3 ระยะ 1-2 ปีโดยจะให้ทุกหน่วยตรวจสอบคนต่างด้าวในพื้นที่รับผิดชอบ จัดทำฐานข้อมูล กำหนดกลุ่มคนต่างด้าวที่พฤติการณ์ที่เกี่ยวกับยาเสพติด อาชญากรรม และภัยความมั่นคง ทั้งนี้ หากประชาชนพบเบาะแสคนต่างด้าวที่น่าสงสัยว่าจะกระทำความผิดกฎหมาย ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ทางสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 191 หรือ 1599 หรือสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนนายวัชระ เพชรทองอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมตัวแทนกลุ่มประชาชนไปยื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ผ่านนายจุมพฏ วรรณฉัตรสิริ ผู้ว่าฯสุราษฎร์ธานีความว่าขอให้แก้ไขปัญหาชาวอิสราเอลตั้งถิ่นฐานบนเกาะพะงัน ตามที่มีประชาชนในพื้นที่เกาะพะงัน ร้องเรียนปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติชาวอิสราเอลเข้ามาปักหลักตั้งรกรากกว้านซื้อที่ดิน สร้างบ้าน เปิดกิจการและสร้างปัญหาในพื้นที่ ตลอดจนกระทำผิดกฎหมายอย่างไม่เกรงกลัว จึงขอให้สั่งการแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top