533.jpg
สอบผ่านหรือสอบตก? สรุปผลงาน 4 ปี ชัชชาติ ก่อนวัดใจคนกรุงฯ ในคูหาเลือกตั้ง

สอบผ่านหรือสอบตก? สรุปผลงาน 4 ปี ชัชชาติ ก่อนวัดใจคนกรุงฯ ในคูหาเลือกตั้ง

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 08.49 น.

     22 พฤษภาคม 2565 ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ชนะการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครด้วยคะแนน 1,386,215 เสียง สูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งระดับนี้ของไทย ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองกว่าสามเท่า

แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคะแนน คือสิ่งที่ชัชชาติสัญญาไว้ก่อนหน้านั้นคือ นโยบาย 216 ข้อ ครอบคลุม 9 ด้าน ภายใต้วิสัยทัศน์เดียวคือ "กรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน"


วันนี้ เวลาผ่านมาครบ 4 ปีแล้ว ถึงเวลาตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นจริงไหม? น่าอยู่สำหรับใคร? และสิ่งที่ชัชชาติสัญญาไว้ กลายเป็นความจริงได้มากแค่ไหน?

 

สัญญาอะไรไว้บ้าง?

 

     สิ่งที่ทำให้ชัชชาติแตกต่างจากนักการเมืองไทยทั่วไปไม่ใช่เพียงเสน่ห์ส่วนตัวหรือมีอินเทอร์เน็ต แต่คือ ความเป็นระบบของนโยบาย ชัชชาติเปิดเว็บไซต์ chadchart.com ให้ประชาชนเข้าไปอ่านรายละเอียดนโยบายทุกข้อ ทุกข้อมีที่มา มีตัวชี้วัด มีกรอบเวลา ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู

กรอบหลักที่ชัชชาติประกาศคือ 9 ด้าน 9 ดี ได้แก่ เดินทางดี ปลอดภัยดี โครงสร้างดี สุขภาพดี สิ่งแวดล้อมดี เศรษฐกิจดี สร้างสรรค์ดี เรียนดี และบริหารจัดการดี และเน้นย้ำถึง 3 เรื่องใหญ่เสมอคือ

คุณภาพชีวิตรายวันของคนกรุง: ฝุ่น PM2.5 ที่สูดเข้าไปทุกเช้า น้ำที่ท่วมซ้ำซากทุกปี ทางเท้าที่เดินไม่ได้ ขยะที่จัดการไม่ดี ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ประสิทธิภาพของระบบราชการ: กทม. ที่ล่าช้า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีทุจริต ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ

โอกาสทางเศรษฐกิจ: เมืองที่เอื้อให้คนทำมาหากิน ตั้งธุรกิจ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองแห่งอนาคต

 

สิ่งที่ทำได้ และทำได้จริง

 

Traffy Fondue ระบบที่เปลี่ยนวิธีร้องเรียนปัญหา

หากจะเลือกสิ่งหนึ่งที่เป็นมรดกสำคัญที่สุดของยุคชัชชาติ หลายคนอาจชี้ไปที่แอปพลิเคชัน Traffy Fondue ระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแอปที่เชื่อมโดยตรงกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ตัวเลขครบ 3 ปี มีประชาชนร้องเรียนปัญหาผ่านระบบเกือบ 935,000 เรื่อง แก้ไขได้แล้วกว่า 757,000 เรื่อง เฉลี่ยเรื่องละ 1.9 วัน และประชาชนมีความพึงพอใจ 81%

ก่อนยุคชัชชาติ การร้องเรียนปัญหากับ กทม. หมายถึงการโทรศัพท์ไปที่สายด่วน เขียนจดหมาย หรือไปยื่นเรื่องที่สำนักงานเขต ซึ่งส่วนใหญ่จะหายไปในกองเอกสาร Traffy Fondue เปลี่ยนสิ่งนี้ให้กลายเป็นการแจ้งผ่านโทรศัพท์มือถือ มีสถานะให้ติดตาม มีภาพประกอบ และที่สำคัญมีความรับผิดชอบที่ชัดเจน

พื้นที่สีเขียวและสวน 15 นาที

นโยบายปลูกต้นไม้ล้านต้นและสวน 15 นาทีเป็นหนึ่งในนโยบายที่ทำได้เกินเป้า ตัวเลขสามปีชี้ว่าปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 1.8 ล้านต้น และพัฒนาสวน 15 นาทีที่ได้มาตรฐานเกือบ 200 แห่งทั่วกรุงเทพฯ

สิ่งที่ทำให้นโยบายนี้น่าสนใจคือมันอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่ กทม. ทำเองทั้งหมด นี่คือโมเดลที่ชัชชาติพูดถึงตลอดว่า "เมืองไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยคนคนเดียวหรือหน่วยงานเดียว"

ลดขยะ ผลลัพธ์ที่วัดได้

นโยบาย "ไม่เทรวม" ซึ่งส่งเสริมการคัดแยกขยะก่อนทิ้ง สามารถลดปริมาณขยะได้กว่า 12% หรือกว่า 1,000 ตันต่อวัน เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด ปริมาณขยะเฉลี่ยลดจาก 10,500 ตันต่อวันในปี 2562 เหลือ 9,200 ตันต่อวัน ประหยัดงบประมาณได้กว่า 1,200 ล้านบาท

ทางเท้าและความเป็นระเบียบ

ตลอด 3-4 ปี กทม. ปรับปรุงทางเท้าไปแล้วกว่า 1,100 กิโลเมตร จัดระเบียบหาบเร่แผงลอยนอกจุดผ่อนผันกว่า 446 จุดทั่วกรุงเทพฯ ส่งผลให้ผู้ค้าลดลงกว่า 5,300 ราย

 

สิ่งที่ยังทำไม่ถึงเป้า

 

น้ำท่วม คืบหน้า แต่ยังไม่จบ

แก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมไปแล้ว 516 จุด จากทั้งหมด 737 จุด หรือประมาณ 70% ฟังดูดี แต่ความจริงคือ ทุกฤดูฝนกรุงเทพฯ ยังคงมีภาพน้ำท่วมถนนสายหลักให้เห็นอยู่เสมอ โดยเฉพาะในพื้นที่ชั้นนอกที่ระบบระบายน้ำยังเป็นปัญหา

ขนส่งสาธารณะ ปลายทางที่ยังไกล

ชัชชาติพูดถึงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนตั้งแต่วันแรก แต่ 4 ปีต่อมา ปัญหาที่หนักหนาที่สุดของระบบขนส่งกรุงเทพฯ ยังคงอยู่ นั่นคือ หนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

หนี้สายสีเขียวที่ กทม. ค้างอยู่กับบริษัท BTS มีมูลค่าหลักหมื่นล้านบาท เป็นปัญหาที่ชัชชาติเสนอไปยังรัฐบาลกลางแต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้การขยายโครงข่ายรถไฟฟ้าและการปรับราคาค่าโดยสารให้เป็นธรรมยังคงเป็นเรื่องยาก

โดยสิ่งที่ กทม. ทำได้ในช่วงนี้จึงเป็นแค่การปรับปรุงรายละเอียด เช่น สร้างศาลารอรถเมล์ใหม่กว่า 100 แห่ง เพิ่ม Bike Sharing ปรับปรุงทางเดิน ซึ่งดีกว่าไม่ทำ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาใหญ่ที่ประชาชนรอคอย

ห้องเรียนดิจิทัล เริ่มแล้ว แต่ยังช้า

โครงการ Digital Classroom ที่นำแล็ปท็อปเข้าห้องเรียนโรงเรียน กทม. ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่การขยายผลที่ล่าช้ากว่าที่หวัง — นำร่องเพียง 17 โรงในปีแรก ๆ แล้วค่อย ๆ ขยาย — ทำให้เด็กนักเรียน กทม. หลายแสนคนยังต้องรอการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

 

ภาพสะท้อนความ (ไม่) โปร่งใสและความปลอดภัย

 

แม้ผลงานหลายด้านจะดูจับต้องได้ แต่ในวาระ 4 ปีนี้ก็มีเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่นของคนกรุงเทพฯ อย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นความไม่โปร่งใสและความปลอดภัยที่บั่นทอนคำสัญญา   “การบริหารด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้”

 

ปมทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม.

แม้ตัวชัชชาติจะมีภาพลักษณ์ที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ แต่ในช่วงปี 2567-2568 เกิดกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายที่ราคาสูงเกินจริง จนนำไปสู่การตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงข้าราชการ กทม. ถึง 14 ราย โดยมีหน่วยงานอย่าง ป.ป.ช. และ สตง. เข้ามาร่วมตรวจสอบเส้นทางการเงิน

แม้ผู้ว่าฯ จะเป็นคนสั่งสอบด้วยตัวเอง แต่เหตุการณ์นี้ก็อาจสะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตใน กทม. ยังไม่ได้หายไปไหน และที่สำคัญคือ จนถึง ณ ปัจจุบัน กระบวนการตรวจสอบและการเอาผิดทางกฎหมายก็ยังคงไม่แล้วเสร็จและยังไม่มีข้อสรุปชี้ขาดออกมา สิ่งนี้จึงกลายเป็นรอยด่างสำคัญที่ทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในยุคนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โศกนาฏกรรมกลางเมือง - รถไฟชนรถเมล์

นอกจากเรื่องความโปร่งใสแล้ว "ความปลอดภัย" ยังเป็นอีกหนึ่งคำถามตัวโต ล่าสุดกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวานนี้ (16 พ.ค. 2569) ที่ขบวนรถไฟสินค้าพุ่งชนรถเมล์โดยสาร ขสมก. สาย 206 บริเวณจุดตัดแยกอโศก-เพชรบุรี จนเกิดเพลิงไหม้และมีผู้เสียชีวิตเบื้องต้นถึง 8 ราย แม้พื้นที่รางรถไฟและไม้กั้นจะอยู่ในความรับผิดชอบของการรถไฟฯ แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกลางจุดตัดถนนสายหลักของกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวในการบูรณาการระบบความปลอดภัย สัญญาณไฟจราจร และการบริหารจัดการพื้นที่เมืองอย่างร้ายแรง

 

เสียงจากคนกรุง ตัวเลขบอกอะไร?

 

ผลสำรวจของนิด้าโพลเกี่ยวกับการทำงานครบ 3 ปีครึ่งของชัชชาติ สะท้อนภาพการรับรู้ของประชาชนที่น่าสนใจ โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่าง 46.55% ระบุว่า "ค่อนข้างพอใจ" กับผลงานที่ผ่านมา

เมื่อเจาะลึกลงไป ด้านที่ประชาชนให้คะแนนผ่าน ได้แก่ ความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ การจัดการร้องเรียน และการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ส่วนด้านที่ยังไม่พอใจ ได้แก่ การแก้ปัญหาจราจร น้ำท่วม และค่าครองชีพ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ชัชชาติให้คะแนนตัวเองอยู่ที่ 5 เต็ม 10 ตลอดการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนความตรงไปตรงมาที่หาได้ยากในวงการการเมืองไทย แต่ก็เป็นการยอมรับกลายๆ ว่ายังมีอีกครึ่งหนึ่งที่เขายังทำไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้

 

บทพิสูจน์ที่กำลังจะมาถึง

 

4 ปีผ่านไป กรุงเทพฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน บางอย่างดีขึ้นจนสัมผัสได้จริง บางอย่างยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตก และบางอย่างก็ดีขึ้นสำหรับคนกลุ่มหนึ่งแต่กลับสร้างผลกระทบให้คนอีกกลุ่ม

คำสัญญา "เมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน" นั้น อาจเป็นเป้าหมายที่ใหญ่เกินกว่าระยะเวลา 4 ปี และเกินกว่าอำนาจของผู้ว่าฯ เพียงคนเดียว ภายใต้โครงสร้างการกระจายอำนาจที่ยังมีข้อจำกัด เมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนจริง ๆ จำเป็นต้องมีระบบขนส่งที่เข้าถึงง่ายและราคาถูก มีที่อยู่อาศัยที่สอดคล้องกับค่าครองชีพ และมีการกระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม ซึ่งหลายเรื่องยังต้องอาศัยกลไกจากรัฐบาลกลางเข้ามาช่วยปลดล็อก

ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบว่า "กรุงเทพฯ น่าอยู่ขึ้นแล้วหรือยัง?" อาจไม่ได้วัดกันที่หน้ากระดาษนโยบายหรือสถิติผลงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความรู้สึกและคุณภาพชีวิตในทุกๆ วันของคนกรุงเทพฯ

ดังนั้น สิ่งที่ต้องจับตาดูต่อไปคือ สถานการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งใหม่ที่กำลังจะมาถึง ว่าทิศทางและบรรยากาศทางการเมืองจะออกมาในรูปแบบใด และที่สำคัญที่สุดคือ คนกรุงเทพฯ จะยังพร้อมเทคะแนนเสียง ให้ "โอกาส" ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ กลับมาสานต่องานในวาระที่สองหรือไม่ นี่คือบทพิสูจน์ที่แท้จริง ซึ่งชาวกรุงเทพฯ จะเป็นผู้ให้คำตอบด้วยตัวเองในคูหาเลือกตั้ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top