533.jpg
ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

ถือว่าดีกว่าคาด เอกนิติ ปลื้มตัวเลขจีดีพีโต 2.8% เร่งอัดงบรับมือ วิกฤตปากท้อง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.41 น.

จากกรณีที่สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 เมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) ว่า เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวที่ระดับ 2.8% โดยเม็ดเงินลงทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวอย่างร้อนแรงถึง 10.1% นับเป็นการเติบโตในอัตราเลขสองหลักครั้งแรกในรอบ 11 ปี ผลักดันให้ภาพรวมการลงทุนทั้งประเทศทะยานขึ้นไปแตะ 9.9% อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังคงส่งสัญญาณเฝ้าระวังมรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่กำลังไล่หลังมา โดยเฉพาะวิกฤตค่าครองชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อปากท้องประชาชนในระยะต่อไป

ล่าสุดวันนี้ 19 พฤษภาคม 2569 นาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงตัวเลขจีดีพีดังกล่าวว่าของ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในไตรมาสที่ 1 ว่า เป็นผลสัมฤทธิ์จากการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ให้ผลระยะยาว หรือ Quick Big Win รวมถึงการใช้ระบบช่องทางด่วนอย่าง BOI Fast Pass ที่เข้ามาทลายข้อจำกัดและเร่งรัดให้เม็ดเงินลงทุนต่าง ๆ ไหลเข้าสู่ระบบได้เร็วขึ้น จนส่งผลให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody's ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยไปในทิศทางบวก เนื่องจากเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนขนาดใหญ่ที่เคยซบเซาไปนาน นอกจากนี้ภาคการส่งออกในไตรมาสแรกยังได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้ประกอบการเร่งระบายสินค้าออกไปก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มมาตรการภาษี 301 ในช่วงปลายปีนี้


เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

แฟ้มภาพ

ถึงกระนั้น รมว.คลัง ยอมรับว่าตัวเลขที่ออกมาเปรียบเสมือนภาพในกระจกหลังที่ผ่านไปแล้ว แต่สถานการณ์บนถนนข้างหน้ายังมีความผันผวนสูง เนื่องจากสถิติดังกล่าวยังไม่ได้คำนวณผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและสงครามในช่วงเดือนมีนาคมเข้ามาอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งในเวลานั้นรัฐบาลยังสามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรเอาไว้ได้

นายเอกนิติ ยังได้กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า วิกฤตการณ์ในปัจจุบันไม่ได้เหมือนกับวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ระบบจีดีพีติดลบ หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2552 ที่ภาคส่งออกพังทลาย แต่ครั้งนี้คือ วิกฤตปากท้อง ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจภาพรวมอาจดูดี แต่ความเดือดร้อนจะแสดงออกผ่านค่าครองชีพและเงินเฟ้อ รัฐบาลจึงต้องเดินหน้ามาตรการเยียวยาควบคู่กับการประคับประคองเครื่องยนต์การลงทุน เพื่อขยายขีดความสามารถของประเทศในระยะยาวต่อไป

เอกนิติ

แฟ้มภาพ

อนึ่งเมื่อวานนี้ (18 พ.ค. 2569) นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยปี 69 สศช. คาดว่าจะขยายตัวตามเดิม คือ ช่วง 1.5 - 2.5% (ค่ากลางการประมาณการ 2%) มีปัจจัยสนับสนุน คือ 1.การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภค และการลงทุนภาคเอกชน 2.การเพิ่มขึ้นของกรอบงบประมาณภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุน รวมทั้งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ 3.การขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออก ในขณะเดียวกันยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ 1.ความยืดเยื้อของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง 2.ความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก 3.ภาระหนี้สินครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และคุณภาพสินเชื่อ SMEs ด้อยลง และ 4.ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรง และกระทบต่อภาคการเกษตรมากขึ้น

สศช. ได้เสนอแนะประเด็นการบริหารนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เหลือของปี 69 ดังนี้ 1.บริหารจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น 2.ขับเคลื่อนการลงทุนภาคเอกชน 3.รักษาแรงส่งภาคส่งออก เตรียมพร้อมรับมือมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหรัฐ และเร่งเจรจา FTA กับคู่ค้าใหม่ๆ 4.เร่งรัดการเบิกจ่ายภาครัฐ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ให้ไม่ต่ำกว่า 90.7% 5.ดูแลภาคเกษตร และบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือปรากฏการณ์ “ซุปเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งปีหลัง และ 6.แก้ปัญหาหนี้สินและสินเชื่อ เร่งปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนเชิงรุกและช่วย SMEs ให้เข้าถึงสภาพคล่อง

นายดนุชา ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "กรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเบิกจ่ายมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย 1.7-2 แสนล้านบาท กระตุ้น GDP ปีนี้เพิ่มขึ้นได้อีก 0.4% แต่การกู้เงินที่ส่วนหนึ่งจะนำมาใช้ช่วยลดค่าครองชีพจากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาจไม่ทำให้เงินเฟ้อปีนี้ชะลอตัวลง โดยคาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ว่าจะเร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 2-3% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้เพียง 0.2%"

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top