วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
คณะองคมนตรี ร่วมสังเกตการณ์ ประชุมบกป.ภช.พร้อมให้คำแนะนำ.-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้ง ปี 69 บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กําชับดูแลกลุ่มเปราะบางเยียวยาผลกระทบ สถานการณ์พื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ นายกฯ พร้อมน้อมนําพระราชกระแสรับสั่งในหลวง ยืนยันความร่วมมือบูรณาการ
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2569 ที่ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย คณะองคมนตรี ประกอบด้วย นายพลากร สุวรรณรัฐ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ พลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายา พลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท พลอากาศเอก จอม รุ่งสว่าง และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถามการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี 2569 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้น ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ทุกจังหวัด
ในการนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงที ทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วน โดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง
นอกจากมิติด้านการบริหารจัดการน้ำแล้ว ในด้านการเยียวยาและบรรเทาทุกข์ประชาชน คณะองคมนตรีได้ชื่นชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นกำลังหลักด่านหน้าในการเข้าถึงพื้นที่ พร้อมกำชับให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และขยายผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ครอบคลุมถึงทายาท พร้อมทั้งได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรที่ประสบเหตุอุทกภัยในพื้นที่พัทลุงและนครศรีธรรมราชว่า "อย่าให้ลูกหลานประชาชนของเราอดข้าวแม้แต่มื้อเดียว" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของโรงครัวพระราชทาน มาเป็นหลักยึดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานมีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือ จัดเตรียมอาหาร ชดเชยค่าเสียหาย และดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤตภัยได้อย่างรวดเร็วและไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติในวันนี้ ได้รับเกียรติอย่างสูงยิ่งจากคณะองคมนตรี ซึ่งรัฐบาลได้มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่มีความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น และปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว แต่จากการคาดการณ์พบว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเนื่องจากแนวโน้มการเผชิญกับสภาวะเอลนีโญ ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม 2569 และอาจจะต่อเนื่องจนถึงปลายปี ซึ่งจะทำให้หลายจังหวัดมีพื้นที่เสี่ยงและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง
“ในการนี้ ทุกหน่วยงานของรัฐบาลได้น้อมนำพระราชกระแสรับสั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานผ่านคณะองคมนตรี เมื่อปี พ.ศ. 2560 ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติในการเตรียมความพร้อมสถานการณ์จากภัยต่าง ๆ รวมถึงภัยแล้ง ได้แก่ 1) ติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง 2) ปรับแผนเผชิญเหตุเป็นประจำให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมถึงสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน และ 3) บูรณาการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างรวดเร็วทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปอีกว่า กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ปฏิบัติงานภายใต้กฎหมายและแผนว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้ง ด้วยการประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานด้านการพยากรณ์ หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ รวมถึงหน่วยงานทางวิชาการ เพื่อเฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศ วิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ในระดับพื้นที่ได้กำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เตรียมความพร้อมเรื่องการจัดทำแผนเผชิญเหตุภัยแล้ง ให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ สภาพความเสี่ยงภัยและความต้องการใช้น้ำต่างๆ ในพื้นที่ รวมถึงการประสานความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พร้อมช่วยเหลือประชาชน ทั้งเรื่องน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร พร้อมทั้งการใช้กลไกฝ่ายปกครองท้องถิ่นและท้องที่ร่วมสอดส่องดูแล สร้างการรับรู้ให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ แนวทางการให้ความช่วยเหลือ และช่องทางการขอรับการช่วยเหลือของภาครัฐ
นอกจากนี้ ในพื้นที่ที่ยังไม่เกิดสถานการณ์ ได้กำชับทุกจังหวัดดำเนินการป้องกันไว้ล่วงหน้า เช่น การสูบน้ำเข้าระบบประปาหมู่บ้าน การล้างบ่อบาดาล กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อเปิดทางน้ำ และเพิ่มปริมาณน้ำสำรองในพื้นที่ให้เพียงพอ สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง รัฐบาลได้สั่งการให้จังหวัดดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุ โดยให้ประสานการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดร่วมกับทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และเอกชน เพื่อเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร่งด่วน และให้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
“สาธารณภัยทั้งหมดที่กล่าว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นวงรอบเป็นประจำทุกปี และได้มีการถอดบทเรียน มีการวางแผนและปรับแผนการดำเนินการมีการก่อสร้างโครงการต่างๆ เพื่อทำให้เกิดการระบายน้ำที่ดี และมีการกักเก็บน้ำที่ดีเพิ่มมากขึ้น ในกรณีที่มีการประสบภัย รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเยียวยาให้กับพี่น้องประชาชนด้วยความรวดเร็ว ถึงแม้ว่าเงินที่เยียวยารายครัวเรือนจะเทียบไม่ได้กับความสูญเสียที่พี่น้องประชาชนได้รับ แต่รัฐบาลได้ให้การเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับการนำบทเรียนและประสบการณ์ต่างๆ ในการเผชิญเหตุเหล่านี้มาปรับปรุงแก้ไขและวางแผนในปีงบประมาณถัดไป ขอเรียนว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาภัยพิบัติทุกประเภท ทั้งอุทกภัย ภัยแล้ง และวิกฤตฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนเงินกว่า 40,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตาม การเยียวยาคือการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ รัฐบาลจึงได้บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนการใช้งบประมาณดังกล่าว มามุ่งเน้นการพัฒนาโครงการเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน อาทิ การสร้างทางระบายน้ำและแหล่งกักเก็บน้ำที่ถาวร เพื่อรองรับวัฏจักรของสาธารณภัยในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งจะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความมั่นคงให้แก่พี่น้องประชาชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติม
นายกรัฐมนตรี กล่าวในช่วงท้ายว่า ขอยืนยันถึงความร่วมมือในการบูรณาการทำงานว่า ทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติหรือภัยใด ๆ ทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจและระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความสามารถ และในวันนี้ตนในฐานะหัวหน้ารัฐบาลให้ความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการดำเนินงานด้านสาธารณภัย ตลอดจนการรับมือในภาวะวิกฤตอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความปลอดภัยสูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน โดยยึดหลักการสำคัญคือ ต้องดูแลประชาชนผู้ประสบภัยให้ได้รับความสะดวกสบาย มีอาหารและที่พักพิงอย่างเพียงพอ เสมือนได้พักอาศัยอยู่ในบ้านของตนเอง เพื่อไม่ให้พี่น้องประชาชนรู้สึกสิ้นหวังหรือถูกทอดทิ้ง ดังเช่นที่ได้แสดงให้เห็นแล้วจากสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดสงขลา รัฐบาลได้ทุ่มเทแก้ไขปัญหาอย่างเต็มกำลัง จนสามารถนำพาพี่น้องประชาชนก้าวผ่านวิกฤตการณ์มาได้ ความสำเร็จนี้ล้วนเกิดจากการบูรณาการความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และขอนำคำแนะนำ ความห่วงใย และแนวทางการปฏิบัติงานของคณะองคมนตรี ไปเป็นแนวทางขับเคลื่อนงานต่าง ๆ ตลอดจนเป็นขวัญและกำลังใจ พร้อมทำหน้าที่เพื่อ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ประชาชนอย่างเต็มความสามารถ
ด้าน นายธีรพัฒน์ ดัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า สำหรับการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรกลสาธารณภัยจากศูนย์ป้องกันฯ ทั้ง 18 เขตทั่วประเทศ ทั้งเครื่องสูบน้ำระยะไกล รถบรรทุกน้ำ รถขุดเจาะบ่อบาดาล รถขุดตักไฮดรอลิก และรถผลิตน้ำดื่ม เพื่อสนับสนุนภารกิจสูบน้ำเข้าแหล่งผลิตประปาหมู่บ้าน เจาะบ่อบาดาล แจกจ่ายน้ำให้ประชาชน กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตลอดจนทำฝายเปียกเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันไฟป่า พร้อมเดินหน้าโครงการ "มหาดไทยเติมน้ำ เติมสุข บำบัดทุกข์ คลายแล้ง ปี 2569" สูบน้ำกลับเข้าแหล่งน้ำใน 18 จังหวัด ปริมาณรวม 1,997,691 ลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมประชาชน 34,169 ครัวเรือน โดย ปภ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติได้บูรณาการข้อมูลจากดาวเทียมและข้อมูลสารสนเทศเพื่อประเมินสถานการณ์ และแจ้งให้ทั้ง 76 จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างครอบคลุมต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี