19 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" โพสต์ข้อความระบุว่า จับตา ฟังคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์คดี ม.112 ของ “โตโต้ ปิยรัฐ” กรณีติดป้ายวิจารณ์ผูกขาดวัคซีนที่กาฬสินธุ์ หลังศาลชั้นต้นยกฟ้อง
พรุ่งนี้ (20 พ.ค. 2569) เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในคดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และอดีตนักกิจกรรมกลุ่ม WeVo ที่ถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกับพวกติดตั้งป้ายวิจารณ์การผูกขาดวัคซีนโควิด ที่ริมถนนในจังหวัดกาฬสินธุ์ และโพสต์ภาพป้ายในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2564
ตำรวจเข้าแจ้งข้อหาในเรือนจำ แต่ถูกออกหมายจับอีก ก่อนศาลไม่ให้ประกันตัวชั้นสอบสวน ถูกคุมขัง 33 วัน
คดีนี้มี พ.ต.ท.แสงเพ็ชร หอมสมบัติ รองผู้กํากับการสืบสวน สภ.ยางตลาด เป็นผู้กล่าวหา โดยปิยรัฐถูกคณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้าแจ้งข้อกล่าวหาขณะถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีของทีม We Volunteer เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2564 ขณะสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2564 ยังเข้มข้น
ข้อกล่าวหาระบุว่าปิยรัฐได้ร่วมกับพวก จัดทำป้ายไวนิลเพื่อติดประกาศวิพากษ์วิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาล แล้วใส่ข้อความที่เป็นการดูหมิ่น หมิ่นประมาท รัชกาลที่ 10 ไปติดตั้งไว้ที่ต้นไม้และเสาไฟ รวมทั้งซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติบนเกาะกลางถนน บนถนนสายอำเภอยางตลาด-จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 7 แผ่นเรียงกัน ต่อมา มีการถ่ายภาพนำไปโพสต์ในเฟซบุ๊กชื่อ “โตโต้ ปิยรัฐ -Piyarat Chongthep” และทวิตเตอร์ชื่อ “We Volunteer”
ต่อมา หลังจากศาลอนุญาตให้ประกันตัวในคดีที่เขาถูกคุมขังอยู่เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2564 ปิยรัฐได้ถูกตำรวจเข้าอายัดตัวตามหมายจับของศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ลงวันที่ 2 เม.ย. 2564 ก่อนส่งตัวไปยัง สภ.ยางตลาด เจ้าของคดี โดยมีข้อสังเกตว่าคณะพนักงานสอบสวนเข้าแจ้งข้อกล่าวหาปิยรัฐที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้ว ไม่น่าจะมีเหตุทางกฎหมายให้ตำรวจไปขอออกหมายจับ และไม่มีเหตุผลที่ศาลจะอนุญาตให้ออกหมายจับได้ อีกทั้งหมายจับดังกล่าวไม่มีการติ๊กระบุสาเหตุของการออกหมายจับใด ๆ
ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. 2564 คณะพนักงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำปิยรัฐอีกครั้ง อ้างว่ากระบวนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำในวันที่ 30 มี.ค. 2564 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ปิยรัฐไม่ยอมรับและไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ พนักงานสอบสวนเกรงว่ากระบวนการจะไม่ชอบ จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาอีกครั้ง
ปิยรัฐโต้แย้งว่า เหตุที่ไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ เนื่องจากหลังการสอบปากคำผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เจ้าหน้าที่ไม่ได้นำบันทึกคำให้การมาให้ตนอ่านและเซ็น แต่กลับนำแบบลายพิมพ์นิ้วมือมาและให้ตนพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่แจ้งใด ๆ เมื่อตนแจ้งผ่านวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ว่า ขออ่านบันทึกคำให้การก่อน แต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่า พนักงานสอบสวนนำเอกสารเดินทางกลับกาฬสินธุ์แล้ว ตนจึงไม่พิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารที่ไม่ทราบที่มาที่ไป
จากนั้น พนักงานสอบสวนได้ยื่นขอฝากขังปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ขณะทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ และคำร้องคัดค้านการขอฝากขัง ก่อนศาลให้มีการเบิกตัวปิยรัฐไปศาล และให้ไต่สวนคำร้องขอฝากขัง
หลังการไต่สวน ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขัง และไม่อนุญาตให้ประกันตัวปิยรัฐ โดยระบุว่า คดีที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาร้ายแรง มีอัตราโทษสูง ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอื่นอีกหลายคดี ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหา ทำให้ปิยรัฐถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำจังหวัดกาฬสินธุ์
หลังจากนั้น ทนายความยังพยายามยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ยกคำร้อง และพยายามยื่นประกันตัวอีก จนในการยื่นประกันตัวครั้งที่ 3 ศาลได้ให้ไต่สวนคำร้องขอประกันตัว จนวันที่ 5 พ.ค. 2564 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์จึงมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยเห็นว่าผู้ต้องหามีพฤติการณ์จะหลบหนี และไม่มีพฤติกรรมยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน แต่ให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในการติดตามตัว (กำไล EM) พร้อมกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการประกันตัว ทำให้ปิยรัฐได้รับการปล่อยตัวในคดีนี้ หลังถูกคุมขังไปรวม 33 วัน
ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. 2564 พนักงานอัยการจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้ยื่นฟ้องปิยรัฐต่อศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยในการประกันตัว ศาลเห็นว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ทั้งการใช้อุปกรณ์ EM เป็นภาระเกินสมควรแก่จำเลย จึงอนุญาตให้ปลด EM ได้ แต่เงื่อนไขอื่นในการปล่อยชั่วคราวให้คงเดิม รวมปิยรัฐต้องติดกำไล EM ไปทั้งหมด 52 วัน
ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดี เห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยร่วมติดต่อป้าย-โพสต์ข้อความ
คดีนี้เริ่มสืบพยานตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565 อัยการโจทก์นำพยานเข้าสืบรวม 21 ปาก ใช้เวลาสืบ 6 นัด แต่ฝ่ายจำเลยไม่มีพยานเข้าเบิกความเลยแม้แต่ปากเดียว เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้งดสืบพยานจําเลย หลังปิยรัฐขอเลื่อนสืบพยาน 6 ครั้ง จากเหตุติดภารกิจประชุมสภาฯ ไม่สามารถมาศาลได้ 4 ครั้ง และจากเหตุจำเป็นของทนายจำเลยอีกรวม 2 ครั้ง
แม้ต่อมา ปิยรัฐได้ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยยืนยันหลักฟังความสองฝ่าย ซึ่งควรให้โอกาสจําเลยได้นําพยานหลักฐานเข้าสืบต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ อันเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาประวิงคดี แต่ศาลก็ยกคำร้อง
โดยสรุปเนื้อหาการต่อสู้คดี จากการสืบสวนตำรวจและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ทราบว่า ใครเป็นผู้ติดตั้งป้ายข้อความที่เกาะกลางถนน แต่รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งลักษณะเหมือนรถที่ปิยรัฐใช้ ทั้งพบว่าเพจเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ที่โพสต์ภาพป้าย มีความเชื่อมโยงกับปิยรัฐ จึงเชื่อว่าปิยรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง
สำหรับความเห็นต่อข้อความบนป้ายนั้น พยานโจทก์มีความเห็นแตกต่างกัน ในส่วนประชาชนเห็นว่า เป็นเพียงข้อความไม่เหมาะสม ขณะพยานเจ้าหน้าที่เห็นว่ามีลักษณะหมิ่นประมาทกษัตริย์
ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกฟ้อง โดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำ ติดตั้ง และโพสต์ภาพป้าย อีกทั้งข้อความในป้ายไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 แต่ไม่สามารถนำพยานเข้าเบิกความได้ อย่างไรก็ตาม ทนายจำเลยได้ถามค้านพยานโจทก์ตามประเด็นดังกล่าวไว้
ต่อมาวันที่ 11 ต.ค. 2567 ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์พิพากษายกฟ้องคดี เห็นว่าไม่มีพยานโจทก์ยืนยันว่า เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุหรือยืนยันว่าเห็นจำเลยเป็นคนติดตั้งแผ่นป้ายดังกล่าว การจะรับฟังพยานหลักฐานที่มีเพียงว่า รถที่บรรทุกป้ายมาติดตั้งเป็นรถที่จำเลยเคยใช้ โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า จำเลยเดินทางมาร่วมติดตั้งป้ายในบริเวณที่เกิดเหตุ มาพิจารณาให้เป็นผลร้ายแก่จำเลยหาได้ไม่
ขณะเดียวกันก็ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่า เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ตามฟ้องดังกล่าวเป็นของจำเลย และจำเลยเป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าวเอง รวมทั้งขณะที่จำเลยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำ เฟซบุ๊กดังกล่าวก็ยังมีการโพสต์ข้อความอยู่ แสดงว่าคนที่โพสต์ในเพจดังกล่าวอาจเป็นคนอื่นก็เป็นได้
พยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยเป็นผู้ติดตั้งป้ายและโพสต์ภาพป้ายตามฟ้องเองหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย พิพากษายกฟ้อง แต่ให้ริบของกลางคือป้ายไวนิล 7 แผ่น และลวด 2 เส้น
ต่อมา อัยการศาลสูงจังหวัดกาฬสินธุ์ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา โดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาด้วย ทำให้ยังต้องจับตาคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป
ทั้งนี้ ปิยรัฐถูกกล่าวหาในคดีตามมาตรา 112 จำนวนทั้งหมด 3 คดี โดยในศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษา #ยกฟ้องทุกคดี นอกจากคดีที่จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังมีคดีจากการปราศรัยในการชุมนุม " เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง" ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีมีคำพิพากษายกฟ้อง และคดีจากการโพสต์วิจารณ์ตำรวจสลายวีโว่ขายกุ้ง พาดพิงการใช้ภาษีของสถาบันกษัตริย์ ที่ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์คดีในชั้นอุทธรณ์ต่อไป
อ่านบนเว็บไซต์ https://tlhr2014.com/archives/83639
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี