วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
‘สุชาติ’ยัวะเดินชนนักข่าว
ลั่นรู้จักน้อยไป
หลังโดนจี้ปมโพลทุจริต
สุดท้ายวิ่งโร่ไหว้ขอโทษ
คปท.บุกยื่นทวงภาษีแม้ว
“สุชาติ”ยัวะเดินชนไหล่นักข่าวพูดไม่ดีกับสื่อ หลังปะทะคารมถูกจี้ถามปมไม่ตั้งคกก.ตรวจสอบกรมควบคุมมลพิษปมเรื่องสินบน เจ้าตัวนั่งไม่ติด ปรี่ออกจากห้องประชุมครม.เข้ายกมือไหว้พร้อมขอโทษนักข่าวรัวๆแจงมองคนละมุม เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ รับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน ด้านนักข่าวบอกไม่ติดใจ ขอมองข้ามเรื่องเล็กน้อยขณะที่ คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง จี้เร่งบังคับคดีเรียกภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ”ทักษิณ”1.7หมื่นล้าน ขู่ฟ้องล้มละลาย หากไม่ชำระ
เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ให้สัมภาษณ์ถึงผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร.และเพื่อนไม่ทน ระบุกรมควบคุมมลพิษเป็นหน่วยงานที่มี มูลค่าสินบน เฉลี่ยต่อครั้งสูงสุด อันดับ 1 อยู่ที่ 102,160 บาท
สุชาติลั่นปกป้องคนในสังกัด
โดยกล่าวว่าต้องเข้าใจว่าการทำโพลหรือการวิจารณ์สามารถทำได้หมด แต่ถ้าทำโพลแล้วมีผลกระทบ ทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงหรือเสียขวัญกำลังใจ โดยที่ไม่มีข้อมูล หลักฐาน ถามว่าจ่ายเพื่ออะไรและทุจริตแล้วได้อะไร คุณต้องการอะไรจากเขา สำหรับตนในฐานะหัวหน้าครอบครัว ก็ต้องปกป้อง ตนมีหน่วยงานที่ต้องควบคุมทั้งหมด 9 กรม เหมือนมีลูก 9 คน เราเลี้ยงลูกมา ทำไมเราจะไม่รู้ว่าลูกเราคนไหนเป็นอย่างไร การจะตีลูกเราต้องมีหลักฐาน ถ้าจะมาฟ้องลูก เราก็ต้องมีหลักฐานว่าลูกเราเกเรอย่างไร ถึงจะตีหรือลงโทษลูกเราได้ หรือถ้ามีการดำเนินคดีทางกฎหมาย ก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นกับกรมควบคุมมลพิษหลังจากเป็นข่าววันแรก ตนได้ให้อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้ชี้แจง
มอบปลัดทส.ประสานกกร.
“ผมในฐานะหัวหน้าครอบครัววันนี้ได้มอบให้พี่สาวคนโตคือ ปลัดกระทรวงซึ่งเป็นผู้ปกครองไปบริหารจัดการให้สังคมเคลียร์ และกระจ่าง โดยประสานกับทางกกร.ให้นำข้อมูล มาชี้แจงกับทางปลัดกระทรวง ทส.ตอนนี้ถือเป็นหน้าที่ปลัดกระทรวง เพราะเป็นผู้ปกครอง เป็นหัวหน้าราชการ นิสัยผม สไตล์ผมก็คือไม่ใช่ว่าไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ แต่ผมกำลังบอกว่าโพลที่ออกมาชี้ว่าคนนั้นทุจริต คนนี้ทุจริต แต่ถ้าโพลชี้นำว่า ครอบครัวของสื่อมวลชนหรือของใครเป็นครอบครัวที่ดี แย่ สื่อมวลชน จะรับได้หรือไม่ ไม่มีใครรับได้หรอก ต้องเอาหลักฐานมาดู นี่คือ สิ่งที่ผมจะยอมรับในความเป็นลูกผู้ชายของเรา ถ้าผิด ก็ต้องลงโทษ แต่ถ้ามีคนมาบอกว่า ลูกเราเป็นคนไม่ดี เกเร แล้วเราไปตีลูกเราเลย ลูกเราจะไม่เตลิดเปิดเปิงหรอ ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ต้องออกมาปกป้องลูกของเรา เราอยู่กับลูกทุกวัน มันไม่ใช่นิสัยอย่างนั้น เรารู้ว่า ลูกเราเป็นอย่างไร” นายสุชาติ กล่าว
ยันไม่เคยให้ท้ายขรก.ที่ไม่ดี
นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่เคยให้ท้ายข้าราชการที่ไม่ดี สังเกตได้ว่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตั้งกรรมการสอบ ให้ออกไม่รู้กี่คน ตั้งแต่ตนมาอยู่ เพียงไม่กี่เดือน เอาออกหมด ไม่ว่าใครทำผิด ใครที่ทำให้ทรัพยากรเสียหาย ร่วมมือกับนายทุน ตนเอาออกหมด ส่วนกรณีนายกฯตั้งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯเป็นคณะทำงานประสานทั้งหมด ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกว่า เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บั่นทอนจิตใจของคนทำงาน
กรมไม่มีหน้าที่ออกใบอนุญาต
ผู้สื่อข่าวถามว่า จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องฟ้องเพื่อเรียกหลักฐานมาดู นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่ได้บอกว่า ฟ้อง แต่อธิบดีได้บอกแล้วว่าได้ทำหนังสือเปิดผนึกไปขอหลักฐานที่ว่า มีการจ่ายเงินเพื่อต้องการอะไรจากกรมควบคุมมลพิษ เพราะกรม ไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกรมวิชาการไม่ได้มีหน้าที่ออกใบอนุญาต หรือให้คุณ ให้โทษที่จะให้เปิดโรงงานได้ มันไม่มี
ย้ำเป็นการเมืองบางกลุ่มฉกฉวย
เมื่อถามว่าพอมีข่าวนี้ออกมาควรจะเป็นหน้าที่ของกระทรวงที่จะตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า“มันเป็นเรื่องการเมือง กลายเป็นว่า มีนักการเมืองบางกลุ่มหยิบยกเรื่องนี้ มาเป็นประเด็นและขยายความว่า เราไม่ยอมรับ ซึ่งมันไม่ใช่ ต้องแยกประเด็นก่อน
“สมมุติมีโพลๆหนึ่งทำโพลว่า สส.พรรคใดที่มีคดีเยอะที่สุด แล้วถ้าผลออกมาว่า เป็นพรรคของคุณ คุณยอมรับหรือไม่ คุณก็ไม่ยอมรับ เพราะโพลไม่สามารถชี้ได้ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะมันเป็นการถามและให้ขีดคำตอบมันเป็นกูเกิล”
ข้องใจทำไมไม่ตั้งกก.ตรวจสอบ
เมื่อถามย้ำว่าในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ควรมีการตรวจสอบก่อนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า แน่นอน แต่อันดับแรก ตนได้ให้อธิบดีชี้แจงแล้ว ทุกกรมต้องออกมาปกป้องศักดิ์ศรี เมื่อวันหนึ่งลูกบอกว่าแม่เขาไม่ได้ทำ เราเลี้ยงลูกก็รู้ว่าลูกเราเป็นอย่างไร เราปกป้องลูกเราก่อน ถ้าปกป้องเสร็จก็ต้องบอกคนที่ว่า ลูกเราให้เอาหลักฐานมาหน่อย เดี๋ยวเราจะตีลูกเราเอง
เมื่อถามอีกว่าทำไมไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก่อน ทำไมถึงออกมาพูดว่า ไม่ยอมรับโพลดังกล่าวนายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงทส.ชี้แจงแล้ว เราเลี้ยงลูกมา 9คน ตนรู้ว่า ลูกเรานิสัยอย่างไร ถ้าลูกคุณนิสัยอย่างนี้ เมื่อรู้คุณก็ต้องตั้งกรรมการสอบ แต่คุณรู้ว่าลูกคุณไม่มีอำนาจอะไรเลย แล้วมาว่าลูกคุณว่า ขี้ขโมย คุณจะตีลูกคุณเลยหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจึงย้อนว่ามันคนละอย่างกัน รัฐมนตรีจะเอามาเปรียบเทียบอย่างนั้นไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการทำงาน นายสุชาติ ตอบว่า ถ้าคุณเป็นหัวหน้าหน่วย มีคนมาว่าลูกน้องคุณ คุณต้องปกป้องลูกน้องคุณก่อน
เหมือนไม่ยอมรับตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวรายเดิมจึงบอกว่าอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นแล้ว และบอกว่า ปกป้องลูกน้องก่อน แสดงว่า ไม่ใช่นักบริหารแล้ว มันต้องตรวจสอบ นายสุชาติ จึงตอบว่า ตอนนี้ปลัดกระทรวงตรวจสอบแล้ว
ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าปัญหาคือท่าทีของรัฐมนตรีที่ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับโพลเลยมันเหมือนกับว่ารัฐมนตรีไม่ยอมรับกระบวนการตรวจสอบ นายสุชาติ กล่าวว่า ถ้าเรารู้ว่า หน่วยงานเรา เป็นหน่วยงานวิชาการ ซึ่งหน่วยงานวิชาการ มันจะให้คุณให้โทษกับใครได้ การชี้แจงมันหมายความว่า เราทำผิดหรือ
กระทุ้งกกร.ต้องเปิดหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวรายเดิมถามอีกว่าสิ่งที่รัฐมนตรีพูดเหมือนว่าไม่เห็นด้วยกับกกร.นายสุชาติ จึงย้อนถามว่าแล้วคุณจะแนะนำอย่างไร ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่าไม่ได้แนะนำ เพียงแต่บอกว่า เรื่องนี้ควรมีการตรวจสอบก่อนแต่ถ้ามีข่าวปุ๊บ แล้วรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยเลย มันจะเป็นปัญหาว่า เราไม่ยอมรับกระบวนการ นายสุชาติ ตอบว่า ตนก็ให้อธิบดีชี้แจงก่อนให้คนออกมาชี้แจงทั้งหมดก่อน ตนมาพูดหลังจากที่กรมชี้แจงไปแล้ว ที่ไม่ออกมาชี้แจงก่อนเพราะตนไม่รู้อำนาจหน้าที่ทั้งหมดผู้สื่อข่าวรายเดิมยังถามย้ำว่า แต่การชี้แจงมันไม่ใช่การตรวจสอบ มันเหมือนเป็นการออกมาพูดเฉยๆ นายสุชาติ กล่าวว่า การตรวจสอบก็ต้องให้ กกร.เอาหลักฐานออกมาว่า ที่ทำโพลมาว่า รับเงินในข้อหาได้ใบอนุญาต หรือใบอะไร
ต่อสายปธ.หอการค้าฯขอหลักฐาน
ผู้สื่อข่าวจึงย้อนถามว่าสรุปว่า ท่านไม่ได้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ แสดงสีหน้าไม่พอใจอย่างมาก ก่อนชี้มือไปที่ผู้สื่อข่าวที่ถามว่า“ผมถาม ผมโทรไปถามพี่พจน์ (พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย) ให้เอาหลักฐานมา ผมโทรไปเอง ถามเขาดูว่าจริงมั้ย ผมเป็นคนชัดเจน”
เมื่อถามอีกว่าที่บอกว่าให้รายงานกับปลัดกระทรวงคือให้ตรวจสอบใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนให้ปลัดกระทรวงเรียกกกร.มาในวันนี้ให้เอาหลักฐานเอกสารมาดู ผู้สื่อข่าวจึงระบุว่า ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ ทำให้นายสุชาติ กล่าวย้ำว่า “ตั้งแต่วันแรกเลย ผมโทรหาพี่พจน์ ไปถามดูว่า โทรไปจริงมั้ย คนอย่างผมไม่มีถอยหรอก โทรถามเลย เอาหลักฐานมาพี่พจน์ รู้จักกันต้องรู้จักนิสัยกัน”
โยนให้สอบถามทางปลัดทส.
เมื่อถามว่าทางกกร.จะเอาหลักฐานไปให้ปลัดกระทรวงทส.วันนี้ใช่หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ ต้องคุยกับปลัดกระทรวงเอง เพราะมอบให้ปลัดกระทรวงไปแล้วเนื่องจากเป็นหัวหน้าส่วนราชการที่ต้องตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้ ตนเป็นหัวหน้าครอบครัว ปลัดกระทรวงเป็นผู้ปกครองหน้าที่ของปลัดกระทรวงไปว่าเอา เพราะตนไม่ได้เป็นคนตั้งข้าราชการซี 8 ซี 9 เป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวงและอธิบดีที่เป็นคนตั้ง ตนเป็นคนตั้งอธิบดีเสนอเข้าครม.ตนถึงรู้นิสัยว่าอธิบดีแต่ละคนเป็นอย่างไรแต่ถ้าเป็นข้าราชการข้างล่าง ปลัดกระทรวงก็ไปจัดการ ไปค้นหามา
‘เฮ้ง’ยั้วะเดินชนไหล่นักข่าว-พูดไม่ดี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังสัมภาษณ์เสร็จสิ้น สีหน้านายสุชาติแสดงออกถึงความไม่พอใจ และเดินแหวกวงสัมภาษณ์ตรงจุดที่ผู้สื่อข่าวรายที่จี้ถามหลายคำถามโดยระหว่างนั้นมีการเดินชนไหล่กับผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวด้วย ทำให้ผู้สื่อข่าวรายนั้นถึงกับพูดว่า“เดินชนกันอย่างนี้เลยหรอ”ขณะที่นายสุชาติได้หันมาพูดว่า“มึงรู้จักกูน้อยไป” ก่อนเปลี่ยนไปขึ้นทางตึกบัญชาการ 2 (เดิมขึ้นทางตึกบัญชาการ 1)
นั่งไม่ติดติดต่อขอโทษนักข่าว
ต่อมา เวลา11.45น.หลังจากนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนและปะทะคารมกัน เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 1.30 ชั่วโมง นายสุชาติ ให้ทีมงานประสานติดต่อไปยังสื่อมวลชนคนดังกล่าวเพื่อที่จะขอโทษและพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนที่นายสุชาติจะเดินลงมาจากห้องประชุมคณะรัฐมนตรี แม้การประชุมยังไม่เสร็จสิ้นเพื่อมาหานักข่าวคนดังกล่าวที่ห้องทำงานสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาล
ทันทีเจอหน้าไหว้ขอโทษรัวๆ
ทันทีที่มาถึงนายสุชาติได้ยกมือขึ้นไหว้ขอโทษกับนักข่าวคู่กรณี พร้อมบอกว่า“ขอโทษครับพี่”และจับมือพร้อมกับนั่งลงพูดคุยเคลียร์ใจนายสุชาติกล่าวว่า“ผมขอโทษ สิ่งที่พี่แนะนำ ผมน้อมรับไว้ต้องขอโทษอีกครั้ง เพราะเรามองกันคนละมุม”นักข่าวคนดังกล่าว ตอบไปว่า“ไม่เป็นไร ไม่ต้องขอโทษ ตอนแรกคิดว่ารัฐมนตรีจะเดินมาคุยเพราะทุกครั้งหลังสัมภาษณ์จะเป็นแบบนี้ที่สัมภาษณ์ในวงและออกมาคุยกันได้ อยากให้รัฐมนตรีอย่าไปติดใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ”
พูดไม่ดี‘เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ’
นายสุชาติกล่าวว่า“ต้องขอโทษ ด้วยความที่เรามีความตั้งใจในการทำงาน ตอนแรกเราก็ได้ให้แก้ไขปัญหา ชี้แจงในเรื่องที่ถูกต้อง และต้องขอโทษจริงๆที่พูดกับพี่ไม่ดี เราลูกผู้ชายต้องขอโทษ ขอให้ถือว่าผมเป็นน้องของพี่ สิ่งที่ผมพูดไป อาจจะมีข้อมูลอีกด้าน เราอาจจะฟังมาจากคนข้างนอกหมด เมื่อกี้นั่งประชุมครม.ก็คิดว่าลงมาขอโทษพี่ดีกว่า และได้ให้ทีมงานประสานมา ขอให้พี่ให้อภัย ผมก็แล้วกัน ก็ผิดพลาดกันได้ ยืนยันมีความตั้งใจ ผมมาย้อนฟังถึงคำถามของพี่ ก็รู้ว่าพี่หวังดี เราก็ไม่สบายใจ ต้องขอโทษพี่จริงๆด้วยความเคารพที่ผ่านมาสื่อมวลชนทุกท่าน ผมไม่เคยไม่ให้สัมภาษณ์ใครแต่บังเอิญว่าเรามุ่งหวังคาดหวังแบบนี้ อาจจะทำให้กระทบกระทั่งน้ำใจกันก็ขอโทษจริงๆ”
ยอมรับเจอเรื่องนี้เฟลเหมือนกัน
ก่อนที่นายสุชาติยกมือไหว้อีกครั้งและยกมือไหว้ไปที่สื่อมวลชนก่อนบอกว่า“ขอโทษสื่อมวลชนทุกคน”ขณะที่นักข่าวคนเดิมกล่าวว่า ตนไม่ได้ติดใจอะไร นายสุชาติกล่าวต่อว่า“ขอบคุณพี่ๆที่ให้คำแนะนำ ยอมรับว่า เราทำงานอยู่ มาเจอเรื่องนี้เราก็เฟลเหมือนกัน ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ก่อนยกมือไหว้อีกครั้งและจับมือกับนักข่าวคนดังกล่าวก่อนกลับขึ้นไปประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป
‘วิโรจน์’ได้ทีกรีด‘เฮ้ง’ฉุนสื่อ
ด้าน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก หลังเกิดเหตุการณ์ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แสดงอาการไม่พอใจสื่อมวลชนที่จี้ถามเรื่องกรมควบคุมมลพิษถูกระบุว่าเป็นหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนสูงสุด โดยนายวิโรจน์ ระบุว่า “ที่เขารู้จักคุณน้อยเกินไป เพราะเขาอาจจะไม่อยากรู้จักคนอย่างคุณก็ได้นะครับ ขอให้กำลังใจ กกร.และสื่อมวลชนที่กรุณาเกาะติดกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน โดยไม่หวั่นไหวต่อท่าทีของนายสุชาติ ชมกลิ่น ครับ”
‘เฮ้ง’แจ้งดำนินคดี’ไอซ์’โพสต์กล่าวหา
ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)ว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มอบอำนาจให้ทีมทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน, ประธานคณะ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงานงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 19.12 น. ในปมโพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริงและเป็นเท็จโดยกล่าวหาว่า ปม“คนชั่ว ครองเมือง - รับสินบน”ในข้อหาความผิดตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) (5), หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326, 328 โดยมีพ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบสำนวน ได้รับคำร้องทุกข์กล่าวโทษตามกฎหมายแล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ยันข้อมูลเท็จ บิดเบือนโจมตีการเมือง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯกล่าวว่าข้อมูลที่โพสต์บิดเบือนข้อเท็จจริง และเป็นข้อมูลเท็จ ปั่นกระแสมุ่งโจมตีทางการเมือง สร้างความเสียหาย เมื่อคดีอยู่ในอำนาจศาล ตนไม่ขอให้ความเห็นให้ไปสอบถามจากทีมทนายความตนเพราะเสียเวลาในการทำงาน ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ทุกอย่างชี้แจงได้ การปั่นกระแส มุ่งโจมตีทางการเมือง นำเรื่องสมัยที่ตนดำรงตำแหน่ง รมว.แรงงาน ในช่วงปี 2563-2566
ตนยืนยันว่าไม่เคยมีความประพฤติสันดานโกง หรือไปพัวพันรับสินบน ทั้งเป็นอำนาจหน้าที่ ปปช.ตรวจสอบ ตนพ้นตำแหน่งมาหลายปีแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยทุจริต และไม่ได้เป็นคนชั่วเรืองอำนาจ ครองเมือง เจตนาโพสต์ยึดโยงข้อมูลเก่า เป็นการจงใจให้เกิดความเสียหายกระทบเป็นวงกว้าง ตนใช้สิทธิฟ้องปกป้องสิทธิของตนเอง ไม่ได้ฟ้องปิดปาก ให้ไปอ่านสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง อย่ามั่ว ทำให้สังคมสับสน
คปท.บุกทำเนียบฯยื่นนายกฯ-คลัง
วันเดียวกัน ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และแนวร่วม ประมาณ 40 คน นำโดย นายพิชิต ไชยมงคล,นายนัสเซอร์ยีหมะ,น.ส.พวงทิพย์ บุญสนอง (ทนายมิ้นท์) และนางกรองแก้ว วัฒนกุล เดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง
เร่งบังคับเรียกภาษีฯแม้ว1.7หมื่นล.
โดยมีข้อเรียกร้อง 2 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย ขอให้เร่งรัดติดตามการจัดเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ของนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐ คณะผู้ชุมนุมระบุว่า ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 (คดีทางแพ่ง) ซึ่งยกฟ้องคดีที่นายทักษิณ ชินวัตร เป็นโจทก์ฟ้องกรมสรรพากร ส่งผลให้คำสั่งเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำนวนกว่า 17,600 ล้านบาท มีผลผูกพันทางกฎหมาย และต้องมีการชำระคืนแก่รัฐ
โดยเครือข่ายฯระบุว่าหลังศาลมีคำพิพากษาผ่านมากว่า 9 เดือน ยังไม่ปรากฏความคืบหน้าในการติดตามหนี้ภาษีดังกล่าวอย่างชัดเจน และแสดงความกังวลว่า หากปล่อยให้ล่วงเลยจนถึงช่วงกลางปี 2570ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดระยะเวลาบังคับชำระภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 อาจทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก จึงเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแล สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการบังคับคดีโดยด่วน หากพบว่าลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้ ให้ดำเนินการฟ้องล้มละลาย เพื่อไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติ และป้องกันการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
หากไม่ชำระขู่ฟ้องล้มละลาย
นอกจากนี้ในอีกประเด็น ทางเครือข่ายฯยังขอให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินการบังคับคดีภาษีดังกล่าวอย่างเคร่งครัดโดยระบุว่าปัจจุบันมีการบังคับชำระภาษีได้เพียงประมาณ 50 ล้านบาทเศษ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับยอดหนี้ทั้งหมด พร้อมย้ำให้ใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ในการเร่งรัดยึดทรัพย์และติดตามหนี้ ก่อนหมดอายุความในช่วงกลางปี 2570 และหากพบว่าทรัพย์สินไม่เพียงพอ ให้พิจารณาดำเนินการฟ้องล้มละลายโดยทันที
โสภณเซ็นยกเลิกขึ้นเงินเดือนผู้ช่วยสส.-สว.
ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา(ก.ร.)แถลงผลการประชุม ก.ร.ว่าที่ประชุมก.ร.มีมติให้ยกเลิกระเบียบรัฐสภาว่าด้วยการแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา สส. สว.และกรรมาธิการ (กมธ.)ของสภาฯ หรือวุฒิสภา (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2568 ที่ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา ลงนามอนุมัติขึ้นค่าตอบแทนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ผู้ช่วยดำเนินการของสส.และสว. ทั้งนี้เข้าใจว่าการอนุมัติดังกล่าวในตอนนั้นยังไม่มีวิกฤติทางเศรษฐกิจแต่สภาปัจจุบันในยุคของตนเห็นว่าการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าวไม่เหมาะสมโดยระเบียบดังกล่าวตนสามารถใช้อำนาจประธานรัฐสภายกเลิกได้และจะให้กลับไปใช้ค่าตอบแทนเดิมที่มีอยู่
ตั้งคณะกก.อิสระศึกษารายละเอียด
นายโสภณกล่าวอีกว่านอกจากนั้น มติก.ร.ยังได้ตั้งคณะกรรมการอิสระโดยมี พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี กรรมการ ก.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ฝ่ายสภาฯเป็นประธานกรรมการและมีผู้ทรงคุณวุฒิจากสส. และสว. รวมถึงผู้แทนจากหน่วยงานภายนอก อาทิ สำนักงบประมาณ ก.พ. กฤษฎีกา และมีบุคคลภายนอกที่มีความน่าเชื่อถือเป็นกรรมการร่วม เพื่อให้พิจารณาในรายละเอียดว่าควรยกเลิกผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ จำนวนผู้ช่วย ผู้ดำเนินการ ประจำตัว สส. สว. จำนวนกี่คนที่สามารถช่วยปฏิบัติงานได้ โดยไม่เป็นภาระ รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ โดยให้เวลาศึกษาภายใน 90 วัน โดยให้ทันเดือน ต.ค. นี้
“เพื่อสร้างความจริงให้ปรากฎต่อสิทธิที่มากมาย จึงตั้งกรรมการอิสระเพื่อพิจารณาและนำเสนอให้สังคมทราบว่า ต่อไปจะมีผู้ช่วยดำเนินงานของฝ่าย สส.สว. กี่คนตามความเหมาะสม ต่อการขับเคลื่อนงานของสส. หรือ สว.รวมถึงการพิจาณาสิทธิประโยชน์ของผู้ช่วยทำงานของ สส. สว. เช่นเงินเดือนที่เหมาะสม โดยผมกำชับให้นำมาตรฐานของประเทศอื่นที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาพิจารณาด้วย” นายโสภณ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี