วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เมื่อไม่นานมานี้ สังคมไทยได้เกิดข้อถกเถียงและตั้งคำถามตัวโตๆ ขึ้นอีกครั้ง จากกรณีข่าวการจับกุมผู้ที่อ้างตัวเป็น "อาจารย์แก้กรรม" ชื่อดัง ซึ่งตกเป็นประเด็นอื้อฉาวและถูกกล่าวหาว่าอาศัยความเชื่อของประชาชนเป็นช่องทางแสวงหาผลประโยชน์ ภาพล่าสุดที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อคือผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวด้วยวงเงินประกันศาลจำนวน 150,000 บาท ภาพการเดินออกจากศาลเพื่อไปต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ได้สร้างข้อคำถามให้กับหลายฝ่ายว่า ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปทางกฎหมายสำหรับข้อพิพาทที่มีความทับซ้อนกับเสื้อคลุมของ "ความเชื่อ" ลักษณะนี้ จะมีบรรทัดฐานออกมาอย่างไร
วันนี้ 'แนวหน้าออนไลน์' จะขอพาท่านผู้อ่านย้อนรอย 8 แฟ้มคดีดังระดับตำนาน ที่เคยสั่นคลอนศรัทธาของสังคมไทยจนพังทลาย เพื่อร่วมกันถอดบทเรียนว่า แท้จริงแล้วอาชญากรรมในคราบนักบุญไม่เคยเลือนหายไปไหน เพียงแต่ผลัดเปลี่ยนรูปโฉมใหม่ให้แนบเนียนไปกับยุคสมัยเท่านั้นเอง"

1. พระยันตระ อมโร วิกฤตศรัทธาแห่งยุค 90
ในช่วงปี พ.ศ. 2537 สะเทือนวงการพุทธศาสนาและสังคมไทยเพราะ "พระยันตระ อมโร" หรือ
นายวินัย ละอองสุวรรณ ที่ทำให้ความศรัทธานั้นพังทลายลง โดยอดีตภิกษุรูปงามผู้มีน้ำเสียงนุ่มนวลและวาทศิลป์ในการเทศนาที่จับใจ มีผู้คนเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้นหลามทั่วประเทศ ถึงขั้นที่มีคำกล่าวขานว่าผู้คนแย่งกันเพื่อขอ "ดื่มน้ำล้างเท้า" ของท่านเพื่อความเป็นสิริมงคล
แต่เมื่อมีสีกาออกมาเปิดโปงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม นำไปสู่การขุดคุ้ยเรื่องราวการล่วงละเมิดทางเพศจนถึงขั้นมีบุตรด้วยกัน นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารและบัตรเครดิต ซึ่งขัดต่อสมณสารูปอย่างร้ายแรง มติมหาเถรสมาคมในเวลานั้นจึงสั่งให้ท่านสละสมณเพศ ทว่าเจ้าตัวปฏิเสธที่จะเปล่งวาจาสึก และเลือกที่จะหันไปสวมจีวรสีเขียวแทน
ก่อนที่ท้ายที่สุดจะตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศไปใช้ชีวิตเป็นฆราวาสที่สหรัฐอเมริกา จนกระทั่งคดีความหมดอายุความลง (20 ปี) ในปี 2557 และได้มีรายงานการเสียชีวิตที่รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 ในวัย 73 ปี ปิดตำนานอดีตพระเกจิผู้เคยมีคนศรัทธามากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย

2. พระภาวนาพุทโธ รอยด่างพร้อยและน้ำตาของผู้บริสุทธิ์
ถัดมาในปี พ.ศ. 2538 กับคดีของ "พระภาวนาพุทโธ" หรือ นายจำลอง คนซื่อ อดีตพระเกจิอาจารย์ชื่อดังระดับประเทศที่มีผู้คนให้ความเคารพกราบไหว้ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการฉวยโอกาสจากผู้ที่ด้อยโอกาสทางสังคมอย่างชัดเจนที่สุด
อดีตพระภาวนาพุทโธได้อาศัยความศรัทธาของชาวบ้าน และใช้ข้ออ้างอันเป็นกุศลเรื่องการ "ทำบุญบวชเรียน" เป็นฉากหน้า ล่อลวงเด็กหญิงชาวเขาที่เดินทางมาพักอาศัยเพื่อศึกษาเล่าเรียนที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐม ไปกระทำการล่วงละเมิดทางเพศอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปี กระบวนการต่อสู้คดีในชั้นศาลดำเนินไปอย่างยาวนาน ท่ามกลางความเจ็บปวดของเหยื่อ
จนกระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดในปี 2547 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 50 ปีเต็ม คดีนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันอย่างชัดเจนว่า ผ้าเหลืองและสถานะทางศาสนา ไม่อาจปกปิดหรือเป็นเกราะกำบังให้กับอาชญากรรมที่กระทำต่อเด็กและสตรีได้ อย่างไรก็ตาม จำเลยได้รับการลดหย่อนโทษตามวาระโอกาสต่างๆ อย่างต่อเนื่อง และได้รับการปล่อยตัวไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจากรายการ เรื่องลับมาก
3. อดีตเณรแอ จอมขมังเวทกับมนต์ดำลวงโลก
กระโดดมาในปี พ.ศ. 2548 สังคมได้รู้จักกับชื่อของ "เณรแอ" หรือ นายหาญ รักษาจิตร์ ผู้ที่อ้างตนว่าเป็นผู้มีวิชาอาคมแก่กล้า เป็นจอมขมังเวทที่สามารถทำเสน่ห์ยาแฝด ปลุกเสกกุมารทอง และเชี่ยวชาญด้านคุณไสย
รูปแบบการหลอกลวงของอดีตเณรแอ คือการเล่นกับ "ความกลัว" และ "ความปรารถนา" ของมนุษย์ โดยเฉพาะในเรื่องของความรักและความสัมพันธ์ เขาใช้ข้ออ้างเรื่องการ "ทำพิธีแก้กรรม" และ "การถอนคุณไสย" มาเป็นอุบายในการหลอกลวงหญิงสาวที่กำลังมีความทุกข์หรือมีปัญหาครอบครัว ให้มาร่วมประเวณีโดยอ้างว่าเป็นการแก้เคล็ด รวมถึงหลอกลวงเอาทรัพย์สินและเงินทองจากผู้เสียหายไปเป็นจำนวนมาก
ศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุกรวมเป็นเวลาถึง 100 ปี (แต่ตามประมวลกฎหมายอาญารับโทษสูงสุด 20 ปี) ต่อมาเขาได้รับพระราชทานอภัยโทษและถูกปล่อยตัวในปี 2558 แม้จะเคยผ่านการรับโทษมาแล้ว แต่ชื่อของเขาก็ยังคงวนเวียนและมีพื้นที่อยู่ในวงการสายมูเตลูและสื่อสังคมออนไลน์ตราบจนถึงปัจจุบัน

4. อดีตเณรคำ พุทธพาณิชย์และการหลบหนีข้ามทวีป
ในปี พ.ศ. 2556 เกิดคดีที่เรียกได้ว่าเป็นที่ซับซ้อนที่สุดคดีหนึ่ง นั่นคือกรณีของ "อดีตเณรคำ" หรือ
นายวิรพล สุขผล อดีตประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ "พุทธพาณิชย์" ที่นำเอาความเชื่อมาแปลงเป็นเม็ดเงินมหาศาล
อดีตเณรคำสร้างเรื่องราวอ้างนิมิตว่าตนเองได้พบและสนทนากับพระอินทร์ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนโดยอ้างว่าจะนำไปสร้างพระแก้วมรกตองค์ใหญ่ แต่ในความเป็นจริง เงินบริจาคเหล่านั้นกลับถูกนำไปใช้ปรนเปรอชีวิตที่หรูหราฟู่ฟ่าผิดวิสัยของสมณะ ไม่ว่าจะเป็นการนั่งเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว การใช้กระเป๋าแบรนด์เนม หรือการครอบครองรถหรูหลายคัน
เมื่อข่าวฉาวถูกตีแผ่ เขาได้ตัดสินใจหลบหนีออกนอกประเทศไปยังสหรัฐอเมริกา ทำให้ทางการไทยต้องใช้ความพยายามและเวลาหลายปีในการประสานงานเพื่อขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน จนสำเร็จในปี 2560 นำไปสู่การดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และพรากผู้เยาว์ ศาลพิพากษาจำคุกรวม 114 ปี (รับโทษจริงสูงสุด 20 ปีตามกฎหมาย) พร้อมสั่งยึดทรัพย์สินกว่า 43 ล้านบาท ปัจจุบันเขายังคงชดใช้กรรมอยู่ในเรือนจำ

5. ลัทธิพระบิดา ศรัทธาที่ท้าทายสุขอนามัย
ในเดือนพฤษภาคม 2565 เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังบุกตรวจสอบสำนักแห่งหนึ่งในอำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ นำไปสู่การจับกุม นายทวี หนันลา ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้นำความเชื่อและอ้างตนเป็น "พระบิดา" ของทุกศาสนา
คดีนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสังคม เมื่อมีรายงานจากเจ้าหน้าที่พบว่ามีการให้สาวกรับประทานสิ่งปฏิกูลของตนเอง ทั้งปัสสาวะ เสมหะ อุจจาระ และขี้ไคล โดยอ้างว่าเป็นยาวิเศษที่สามารถรักษาได้ทุกโรค สภาพความเป็นอยู่ภายในสำนักเต็มไปด้วยความสกปรก และพบศพมนุษย์ที่ถูกเก็บไว้รอการประกอบพิธีกรรมถึง 11 ศพ
แม้ว่าสำนักเดิมจะถูกเจ้าหน้าที่กวาดล้างและรื้อถอน แต่ภายหลังศาลได้อนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาด้วยวงเงิน 50,000 บาท ทำให้ปัจจุบันผู้นำกลุ่มพร้อมด้วยสาวกผู้ศรัทธาส่วนหนึ่ง ได้อพยพไปอยู่ในพื้นที่ส่วนบุคคลบริเวณรอยต่อจังหวัดเลยและขอนแก่น เพื่อรอผลการพิจารณาคดีและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลต่อไป
(2).jpg)
6. กลุ่มความเชื่อเชื่อมจิต ข้อพิพาทความเชื่อในยุคสังคมออนไลน์
ภาพสะท้อนของการปรับตัวของประเด็นความเชื่อให้เข้ากับยุคดิจิทัล กรณีกลุ่มความเชื่อเรื่อง "เชื่อมจิต" ซึ่งเป็นประเด็นร้อนแรงและได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางตลอดช่วงปี 2566 ถึง 2567
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กลุ่มผู้ปกครองอ้างว่าบุตรชายวัย 8 ขวบของตน เป็นร่างอวตารขององค์เทพ มีความสามารถพิเศษในการสอนธรรมะด้วยวิธีการ "เชื่อมจิต" ส่งผลให้เกิดการจัดกิจกรรม คอร์สอบรม และถูกตั้งข้อสังเกตจากสังคมถึงเรื่องการระดมทุน เมื่อสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบ ได้เกิดข้อพิพาทและการฟ้องร้องดำเนินคดีกันไปมาหลายศาล
ท้ายที่สุด ศาลเยาวชนและครอบครัวได้มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และสั่งห้ามผู้ปกครองนำเด็กมาทำกิจกรรมในลักษณะดังกล่าวอีก ในขณะที่ผู้ปกครองและทีมทนายความถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งคดีความทั้งหมดยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล โดยตามกฎหมายยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

7. คดีอดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง (ทิดแย้ม) จากเงินทำบุญมหาศาลสู่เครือข่ายเว็บพนัน
ช่วงพฤษภาคม 2568 อีกหนึ่งคดีที่เพิ่งมีบทสรุปและสร้างความสะเทือนใจให้กับพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง คือกรณีของ "ทิดแย้ม" หรือ นายแย้ม อินทร์กรุงเก่า อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม วัดดังระดับประเทศที่มีผู้ศรัทธาหลั่งไหลไปทำบุญอย่างมหาศาลในแต่ละปี
เหตุการณ์นี้แดงขึ้นเมื่อมีการตรวจสอบพบเส้นทางการเงินที่ผิดปกติ โดยพบว่าอดีตเจ้าอาวาสได้สั่งการให้โอนเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว ก่อนจะมีการโอนย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลใกล้ชิด ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ได้ขยายผลพบว่าเส้นทางการเงินเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บไซต์พนันออนไลน์รายใหญ่ การกระทำดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมและทำให้อดีตเจ้าอาวาสต้องสึกจากการเป็นพระเพื่อมาต่อสู้คดีในข้อหายักยอกทรัพย์
ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลได้มีคำพิพากษาตัดสินจำคุกทิดแย้มเป็นเวลาถึง 50 ปี ในความผิดฐานร่วมกันยักยอกเงินวัดซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2,000 ล้านบาท ส่วนกลุ่มผู้สมรู้ร่วมคิดและบุคคลที่รับโอนเงิน ถูกศาลตัดสินจำคุกคนละ 8 ปี

8. อดีตพระอลงกต (วัดพระบาทน้ำพุ) วิกฤตศรัทธาและข้อพิพาทเงินบริจาค
เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2568 เกิดกรณีการตรวจสอบการบริหารจัดการทรัพย์สินภายใน "วัดพระบาทน้ำพุ" จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงระดับประเทศจากการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี (HIV) มาอย่างยาวนานจนได้รับความศรัทธาและเงินบริจาคสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมหาศาลตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
เหตุการณ์เริ่มเมื่อมีกลุ่มผู้เสียหายเข้าแจ้งความเพื่อขอให้ตรวจสอบความโปร่งใสในการใช้เงินบริจาค รวมถึงตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการออกใบอนุโมทนาบัตรที่มีความผิดปกติ นำไปสู่การขยายผลตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งมีรายงานข่าวการตรวจสอบเส้นทางการเงินมูลค่านับพันล้านบาทที่อาจเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลใกล้ชิด ตลอดจนการเข้ายึดและอายัดทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งโฉนดที่ดินรวมกว่า 7,200 ไร่ รถยนต์นับ 60 คัน เงินสด และของมีค่าอื่นๆ อีกหลายรายการ
ท้ายที่สุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีได้มีหนังสือคำสั่งอนุญาตให้ พระราชวิสุทธิประชานาถ (อลงกต) ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันคดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ เพื่อทำความจริงให้กระจ่างและพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาล ซึ่งตามหลักกฎหมายแล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดยังคงถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึง
วัคซีนป้องกันวิกฤตศรัทธา
จากคดีอดีตพระยันตระในยุคสมัยที่ข่าวสารยังส่งถึงกันผ่านเพียงหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ มาจนถึงกรณีลัทธิเชื่อมจิตในยุคที่ข้อมูลข่าวสารวิ่งผ่านโซเชียลมีเดียด้วยความเร็วระดับ 5G หรือแม้แต่อาจารย์แก้กรรมคนล่าสุดที่เพิ่งได้รับการประกันตัวออกไป จะเห็นได้ว่า "แก่นแท้" ของการกระทำเหล่านี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปเลย นั่นคือการมองหาประโยชน์จาก "ความทุกข์" ของเพื่อนมนุษย์
กระบวนการยุติธรรมและกฎหมายบ้านเมือง อาจทำหน้าที่ของมันได้อย่างเต็มที่ในท้ายที่สุด บทลงโทษอาจส่งผู้กระทำผิดเข้าสู่เรือนจำได้ (แม้บางคดีอาจต้องใช้เวลาติดตามตัวกันยาวนานนับปี) แต่สิ่งที่กฎหมายไม่อาจชดเชย หรือเยียวยากลับคืนมาได้ คือ "ร่องรอยความเสียหาย" ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินที่สูญเสียไป ร่างกายที่ถูกล่วงละเมิด หรือแม้แต่สภาพจิตใจที่บอบช้ำของเหยื่อผู้ถูกหลอกลวง
ตราบใดที่มนุษย์ยังคงมีความอ่อนแอและมีความกลัว ผู้ที่หากินกับความเชื่อก็ยังคงมีพื้นที่ให้หยัดยืนเสมอ เครื่องรางป้องกันตัวที่ดีและทรงประสิทธิภาพที่สุดในยุคที่ศรัทธาถูกทำให้กลายเป็นสินค้า จึงไม่ใช่ของขลัง หรือบทสวดใดๆ หากแต่เป็น "สติ" และ "วิจารณญาณ" ที่เข้มแข็งของตัวเราเอง ในการแยกแยะระหว่างที่พึ่งทางใจ กับ หลุมพรางทางผลประโยชน์ เพื่อไม่ให้ตัวเราหรือคนที่เรารัก ต้องกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปในหน้าประวัติศาสตร์ความเชื่อที่พังทลาย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี