533.jpg
สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

สภายื้อพรก.กู้เงิน อ้างรอศาลวินิจฉัย

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สภายื้อพรก.กู้เงิน

อ้างรอศาลวินิจฉัย

 

“โสภณ” แจงย้ำรอ “ศาลรธน.” ชี้ขาด “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ก่อนบรรจุญัตติ ชี้พรรคส้มชงตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามการใช้เงิน ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน “ฝ่ายบริหาร” ยังไม่ได้ใช้เงิน คาดบรรจุวาระถกรธน.ช่วงมิ.ย. กำชับเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมสภา ด้าน‘อภิสิทธิ์’เผยสัปดาห์หน้ายื่นร่างแก้รธน.ติงร่าง’ภท.’แตกต่างประเด็นการมีส่วนร่วมปชช. โวมั่นใจ ปชป.พร้อมเต็มที่ ชิงเก้าอี้ ผู้ว่าฯกทม.-สก.เชื่อบุคลลากรพรรคตอบโจทก์โพลคนกรุง


เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาชนเสนอญัตติด่วนขอให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญตรวจสอบการใช้งบตาม พรบ.กู้เงิน 4แสนล้านบาท ว่า พรก.ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคำร้องโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นคำร้องของพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่ยื่นผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งศาลมีกรอบเวลาพิจารณาภายใน 60วัน ขั้นตอนที่เราฝ่ายนิติบัญญัติ เราว่าเราจะได้พิจารณาเมื่อศาลส่งผลกลับมาจะเป็นอย่างไร รอฟังศาลก่อน

‘โสภณ’รอศาลวินิจฉัยพรก.กู้เงิน

เมื่อถามว่าหมายถึงการตั้งกรรมาธิการวิสามัญติดตามใช้เงิน พรก.กู้เงิน 4แสนล้าน ต้องรอให้ศาลชี้ขาดก่อนถึงจะตั้งได้ใช่หรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า อาจจะมีคนแย้ง ว่าเขาดำเนินการแล้วเหตุใดไม่ตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ โดยเห็นว่าหากศาลมีคำชี้ขาดว่าไม่ยก ก็จะมีคนแย้งมาอีกว่าไม่ยกก็ตกไปกรรมาธิการชุดนี้ เราฝ่ายนิติบัญญัติมันไม่ได้เร่งด่วน เดี๋ยวนี้เท่าที่ทราบฝ่ายบริหารก็ยังไม่ได้ทำอะไร มีแต่ขบวนการยังไม่ได้ใช้เงิน การเร่งที่จะดำเนินการตรวจสอบเป็นเรื่องที่ดี ในการใช้ภาษีของประชาชนอย่างถูกต้อง แต่ว่าต้องอยู่ในโอกาสที่เป็นจังหวะที่เหมาะสม ไม่ขัดข้องหรอก แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงอยู่ที่สมาชิก ไม่ใช่อำนาจของตนอยู่ที่สภา ว่าจะตั้งกรรมาธิการหรือไม่ ผมมีหน้าที่ปฏิบัติตามมติของสภาเท่านั้นเอง

นายโสภณ กล่าวถึงการพิจารณาบรรจุวาระประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากที่พรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว ว่าเท่าที่รับทราบยังเห็นอีก 2-3 พรรคการเมืองจะยื่นเพิ่มเติมในสัปดาห์หน้า คาดว่าจะพิจารณาบรรจุไปพร้อมกันอาจจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายนนี้

กำชับเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมสภา

นายโสภณ ยังให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์น้ำฝนทะลักลงชั้นบี1 ในพื้นที่ห้องเก็บขยะจนพบภาพขยะลอยเกลื่อน เมื่อวันที่ 21พ.ค.ที่ผ่านมาว่า อาคารรัฐเป็นอาคารเปิดรับน้ำ ซึ่งคนมองว่าการก่อสร้างเป็นปัญหา แต่ตนไม่ได้บอกว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ จึงไปดูด้วยตา ซึ่งพบว่าฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ทำให้น้ำฝนไหลลงมาจากทางลงของรถยนต์จากชั้น1 ไหลลงมาชั้นบีหนึ่ง ขณะที่ท่อระบายน้ำนั้นมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน นอกจากนั้นตนยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบทุกชั้น โดยเฉพาะชั้น9 ที่เป็นพื้นที่เปิดรับน้ำ ขณะที่ท่อน้ำทิ้งมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดปัญหาว่าเมื่อมีฝนตกปริมาณมาก ท่อน้ำระบายไม่ทัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วม ดังนั้นตนได้สั่งให้แก้ไข ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น เพราะบางเรื่องนั้นออกแบบไม่เหมาะสม เช่น พื้นที่ทางหนีไฟที่ไม่มีหลังคา ทั้งนี้จะพยายามไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีก

“ผมได้กำชับเรื่องขยะ โดยประชุมร่วมกับฝ่ายบริหารของข้าราชกาสภาฯ ต่อไปจะใช้มาตรการคัดแยกขยะให้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ในวันประชุมสภาฯ และประชุมวุฒิสภา พบว่ามีปริมาณขยะจำนวนมาก ดังนั้นต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่การคัดแยกขยะ รวมถึงขอความร่วมมืออย่าทิ้งขยะ ซึ่งต่อไปจะเป็นมาตรการที่เข้มงวด” นายโสภณ กล่าว เมื่อถามถึงมาตรการประหยัดไฟของสภาฯ ได้ผลหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า ตนจะมีรายงานตัวเลขให้ทราบ โดยเปรียบเทียบการใช้ไฟก่อนออกมาตรการและหลังออกมาตรการ เบื้องต้นพบว่าสามารถลดค่าไฟได้

‘พริษฐ์’จับตาประธานสภาช่วยรบ.

นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพตส์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กพริษฐ์วัชรสินธุ -ไอติม -ParitWacharasindhuระบุว่า จับตาดูวันนี้ : ประธานสภาจะช่วยรัฐบาลหลบเลี่ยงการตรวจสอบโดยสภา ต่อกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท หรือไม่? วันนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ว่าประธานสภา จะทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง หรือจะมีส่วนในการช่วยรัฐบาลหลบเลี่ยงการตรวจสอบโดยสภา ต่อกรณี พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท (ซึ่ง ครม.ได้มีมติให้เดินหน้าใช้แล้วเงินแล้ว) อย่างที่ทราบกัน ทางพรรคประชาชน (และพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่น)ได้ยื่น ญัตติด่วน เพื่อเสนอให้สภามีการตั้ง กมธ. วิสามัญ เพื่อติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การใช้จ่ายงบประมาณตาม พรก.กู้เงิน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่สภาดำเนินการมาโดยตลอดสำหรับ พ.ร.ก. เงินกู้ ในอดีต และเป็นการดำเนินการที่ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

จะวินิจฉัยเป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่

เมื่อยื่นไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการที่ประธานสภาจะต้องวินิจฉัยว่าญัตติดังกล่าว เป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่า เป็นญัตติด่วน ญัตติดังกล่าวจะถูกบรรจุกันเข้ามาเป็นลำดับแรก และสภาจะได้พิจารณาญัตติในการตั้ง กมธ. พรก.กู้เงินสัปดาห์หน้า หากวินิจฉัยว่า ไม่เป็นญัตติด่วน ญัตติดังกล่าว ก็จะถูกบรรจุไปเข้าคิวตามปกติ ต่อท้ายอีกหลายสิบญัตติ และทำให้การเลื่อนขึ้นมาพิจารณาภายในสมัยประชุมนี้ เป็นไปไม่ได้ หากไม่ได้รับเสียงเห็นชอบจาก สส. รัฐบาล วันนี้เราจะได้เห็นวาระการประชุมสภาสัปดาห์หน้า ซึ่งจะบ่งบอกว่าตกลงแล้วประธานสภา จะวินิจฉัย ให้ญัตติตั้ง กมธ. พ.ร.ก. เงินกู้ เป็นญัตติด่วนหรือไม่

สำหรับผมแล้วหากประธานสภาไม่วินิจฉัยให้ญัตติดังกล่าวเป็นญัตติด่วน เราคงจำเป็นต้องถามอย่างจริงจังว่า ประธานสภาใช้หลักเกณฑ์อะไรในการวินิจฉัย ถ้าประธานสภาไม่วินิจฉัยให้ญัตติตั้ง กมธ.กู้เงิน เป็นเรื่องด่วน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ประธานสภากำลังใช้อำนาจของตนเองเพื่อช่วยรัฐบาลในการหนีการตรวจสอบของสภา มาร่วมกันติดตามวาระประชุมสภาสัปดาห์หน้าและผลการวินิจฉัยของประธานสภากันครับ

‘อภิสิทธิ์’เผยสัปดาห์หน้ายื่นร่างแขรธน.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มีจำนวนสส.ไม่พอที่จะยื่นร่างได้ จึงปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองอื่นที่มีจำนวนสมาชิกไม่พอเช่นเดียวกัน ขณะนี้ค่อนข้างจะตรงกันในเชิงของหลักการที่จะยื่นคือ 1.ต้องเป็นการสร้างกระบวนการให้ได้สภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากของพรรคภูมิใจไทยและ2.ต้องไม่มีการไปแก้ไขหมวด1หมวด2 ซึ่งจะแตกต่างจากร่างของพรรคประชาชน นอกจากนั้น เรามีความเห็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการในการคัดเลือก สสร.รวมถึงการเห็นชอบรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการจัดทำเสร็จ ซึ่งมีรายละเอียดและมีความแตกต่างกันบ้าง ระหว่างแต่ละพรรคที่คุยกันอยู่ในขณะนี้ แต่เชื่อว่าภายในสัปดาห์หน้าจะมีข้อยุติ จะสามารถเสนอเข้าไปได้ ตอนนี้ได้คุยกันว่าแต่ละพรรคก็จะไปทำข้อเสนอของตัวเองมา และจะมาตกลงกันในสัปดาห์หน้า

ชี้ฉบับ’ภท.’ประชาชนไม่มีส่วนร่วม

“ผมเห็นร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทย ก็เห็นได้ชัดว่าแตกต่างในเรื่องของขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เป็นเรื่องของการสมัครเข้ามาเฉยๆไม่มีกระบวนการของการมีส่วนร่วมที่กว้างขวางไปกว่านั้น นอกจากนั้นการเลือกตัว สสร.ก็จะมีปัญหา ซึ่งพยายามจะทำทั้งเรื่องหลัก สัดส่วน และจังหวัด ก็จะมีความสับสนอยู่” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

เมื่อถามถึงการเสนอร่างฯ ของพรรคภูมิใจไทยที่เสนอในนามพรรค ซึ่งตามปกติกฎหมายสำคัญ คณะรัฐมนตรี(ครม.)ต้องเป็นผู้เสนอนั้นมองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จำเป็น เป็นเรื่องของการจะกำหนดว่ารัฐบาลจะมีจุดยืนหรือไม่ ซึ่งเห็นได้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้เขียนในนโยบายตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ตนก็ไม่ได้แปลกใจอะไร ที่ไม่มีร่างของครม. เพราะรัฐบาลไม่ประสงค์ที่จะทำเรื่องนี้ ก็ให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองไป ซึ่งก็เป็นจุดยืนที่มีได้ แต่คนจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วย ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่รัฐบาลก็บอกชัดตั้งแต่ต้นว่า ไม่ทำเรื่องนี้ จึงไม่เขียนในนโยบาย

เมื่อถามว่ารายละเอียดที่พูดคุยกับแต่ละพรรคการเมืองในการยื่นร่างฯนั้นจะเป็นคนละร่างฯ หรือร่างฯ เดียวกัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละฝ่าย จะไปยกร่างมาว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าสมมติว่าปรับเข้าหากันได้ ก็เสนอร่างเดียว แต่ถ้ามีความแตกต่างกัน อาจจะใช้วิธี เสนอคนละร่าง และช่วยกันเซ็นสนับสนุนเพื่อให้ สามารถเสนอเข้าไปได้ทุกร่างฯ โดยคาดว่าจะสามารถยื่นได้ในสัปดาห์หน้า

เลือกสสร.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์

เมื่อถามถึงการมีส่วนร่วมประชาชนจำเป็นหรือไม่จะต้องให้ ประชาชนเป็นผู้เลือก สสร. เพราะอาจจะเข้าข่าย ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แนวคิดของตน ขณะนี้คืออยากใช้วิธีการหยั่งเสียงทางอิเล็กทรอนิกส์แปลว่า ให้ประชาชนสามารถที่จะแสดงความเห็น เกี่ยวกับตัวสสร.ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่คิดระบบนี้ จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในวงกว้าง และเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องไปเลือกตั้ง วิธีนี้อาจจะเป็นความต่างที่พรรคคิดอยู่ขณะนี้ เข้าใจว่ายังไม่ตรงกับพรรคอื่น ซึ่งพรรคการเมืองที่ได้พูดคุยกัน แต่ละพรรคมีความคิดของตัวเอง เกี่ยวกับการที่จะได้มาของ สสร.เข้าใจว่าในส่วนของพรรคเพื่อไทย ก็เหมือนกับพรรคประชาชน ที่ต้องการให้เหมือนกับการเลือกตั้ง แต่ว่าเป็นการเลือกเกินจำนวนเข้ามา แต่ของพรรคประชาธิปัตย์คิดถึงเรื่องการไม่ให้เสียเวลา และเรื่องการมีค่าใช้จ่าย

องคาพยพพร้อมมากสู้เลือกตั้งกทม.

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีพรรคปชป.เปิดตัว นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้วว่า ขณะนี้ทั้ง นายอนุชา และนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคฯ ที่ดูแลพื้นที่กรุงเทพฯ ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หลังจากนี้น่าจะมีความชัดเจนในการนำเสนอนโยบายต่างๆ ที่พรรคมองว่า คนกรุงเทพฯ ควรจะมีทางเลือก และเป็นได้มากกว่าที่เป็นอยู่ ส่วนทีมผู้บริหารกทม.จะเปิดเมื่อตัวเมื่อไหร่นั้น ก็จะดูจังหวะเวลาอีกทีหนึ่ง กรณีผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนกรุงเทพฯที่อยากได้สมาชิกสภากรุงเทพฯ (ส.ก.) ที่รู้พื้นที่จริง ประสานงานเก่ง แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ว่า ส่วนในแง่ตัวบุคคลนั้น พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ที่มีประสบการณ์ และเป็น สก.จำนวนหนึ่ง และระบบพรรคฯ ไม่ได้มีแค่บุคคลที่เป็น สก. หรือ อดีต สก. แต่มีคนที่ทำงานในพื้นที่ต่างๆ อาจเป็นสาขาพรรค หรือผู้ช่วยดำเนินงาน สส.และสก.

“ยืนยันพรรคปชป.มีความพร้อมมาก ไม่เฉพาะผู้สมัคร สก.หรือผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่องคาพยพของพรรคฯมีความพร้อม และให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาโดยตลอด เมื่อถามว่า พิจารณาจากคู่แข่งแล้ว ซึ่งมีทั้งอดีตผู้ว่าฯกทม.และอดีตสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัครด้วย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะช่วยให้คนกรุงเทพฯ มีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

2ดร.โจควงแขหาเสียงเขตบางซื่อ

วันเดียวกัน นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานครพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และ นายวรภพ วิริยะโรจน์ ทีมบริหาร กทม.ของพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียง ในถนนสายไม้ เขตบางซื่อ พร้อมกับ น.ส.ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก.เขตบางซื่อ โดยมี ดร.พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ร่วมลงพื้นที่หาเสียงในครั้งนี้ด้วย โดย นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ที่ถนนสายไม้ มีประวัติอันยาวนานในอดีต โดยเป็นแหล่งค้าไม้สำคัญในอดีต และปัจจุบันตนก็มองเห็นศักยภาพของถนนสายไม้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าส่งหรือค้าปลีก รวมถึงศักยภาพในการพัฒนาถนนให้มีจุดแลนด์มาร์กต่างๆ และเป็นย่านธุรกิจ รวมถึงย่านท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในด้านงานคราฟท์เกี่ยวกับไม้ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคประชาชนในการพัฒนาย่าน โดยให้คนในย่านเป็นผู้กำหนดทิศทางร่วมกัน

อวยเป็นวิศวกรต้องออกแบบเมือง

ผู้สื่อข่าวถามถึงการมาของดร.พิจิตต วันนี้ ดร.พิจิตต กล่าวว่าตนรู้จักกับนายชัยวัฒน์จากประวัติด้านส่วนตัว จึงได้พิจารณาว่า คุณสมบัติที่สำคัญและน่าสนใจในการเป็นผู้ว่าฯ กทม.คือการเป็นคนรุ่นใหม่ และเป็นวิศวกรที่ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งน่าสนใจ ว่าการเป็นวิศวกรมักนึกถึงเรื่องของการสร้างและออกแบบ ตนคิดว่า วิศวะคนนี้ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องของการซ่อมอย่างเดียว แต่กำลังคิดถึงเรื่องของการสร้างเมือง หาก กทม.ซ่อมเพียงอย่างเดียวก็จะไม่จบสิ้น แต่จำเป็นที่จะต้องสร้างระบบคิดใหม่ และพิจารณาเรื่องราวใหม่ทั้งหมด การสร้างเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางเศรษฐกิจของเมือง รวมไปถึงมุมมองของการสร้าง การป้องกันน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาจราจรเป็นระบบ ซึ่งแต่ละเรื่องไม่ใช่การคิดแยกกันไป แต่มีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน อย่างเรื่องของน้ำท่วมก็มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรง จากการที่ตนพูดคุยกับนายชัยวัฒน์เรื่องของการออกแบบ ตนจึงรู้สึกว่านายชัยวัฒน์มีความเข้าใจในเรื่องของการออกแบบใหม่ ที่ต้องมีการสร้างขึ้นมา โดยไม่ใช่การซ่อมเพียงอย่างเดียว ประการที่สอง จากการที่นายชัยวัฒน์ ทำงานอยู่ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย มาก่อน หากเรานั่งนึกถึงผู้บริหารของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ผ่านมาจะพบว่าแทบทุกคน จะคิดในมิติของเศรษฐกิจในระดับรากหญ้าประกอบกันไปเสมอ ไม่ได้คิดแค่เพียงเศรษฐกิจในระดับประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดถึงสถานภาพเศรษฐกิจของชุมชนเป็นหลัก

คนรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ร่วมมือกันทำงาน

“ผมจึงมองว่า คุณชัยวัฒน์ จึงมีทั้งสองอย่างรวมกัน คือการเป็นวิศวกร และประสบการณ์ในงานธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนี้ พรรคประชาชน ยังมีสิ่งที่ผมชื่นชมที่สุด คือความเชื่อในเรื่องของการกระจายอำนาจ ความเชื่อในเรื่องของการทำงานเป็นทีม ไม่มีพระเอกคนเดียว ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญ เพราะกรุงเทพมหานครใหญ่เกินกว่าที่จะมีพระเอกขี่ม้าขาวเพียงคนเดียว ซึ่งพรรคประชาชน มีทีมที่เข้าใจในการพัฒนาเมือง ที่ไม่ใช่แค่การซ่อม แต่สร้างความเชื่อในเรื่องของการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม เพราะข้าราชการ กทม.ไม่สามารถทำเองได้ทั้งหมด และพรรคประชาชน ยังเชื่อในเรื่องของความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนส่วนท้องถิ่น ที่จะเป็นของประเทศในวันหน้า วันนี้ประเทศใหญ่เกินกว่าที่จะมีแค่สภาหรือทำเนียบรัฐบาล แต่หากมีท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ความอยู่รอดของประชาชน และการพัฒนาอย่างถาวรจะดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ตรงกับความคิดของผม จึงเป็นสาเหตุที่ผมอาสาเข้ามาช่วยคุณชัยวัฒน์” ดร.พิจิตต กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวเสริมว่า นอกจาก ดร.พิจิตต และตน จะมีชื่อว่า “โจ” เหมือนกันแล้ว กลุ่มมดงานคือกลุ่มที่ได้รับความนิยมในการบริหารกรุงเทพมหานครในอดีต ทำให้มีโอกาสที่คนรุ่นใหม่จะมาผสมผสานประสบการณ์ของ ดร.พิจิตต ที่ลงพื้นที่ค้นหาปัญหา กทม.มาแล้ว จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์

นายกฯนำคณะเดินทางถึงฝรั่งเศสแล้ว

เวลา 07.55น.(ตามเวลาท้องถิ่นฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าไทย 5ชั่วโมง) วันที่ 22พฤษภาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม และ น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติปารีส-ออร์ลี กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส สำหรับภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรี ในการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ดังนี้ 1.วันศุกร์ที่ 22 พ.ค.มีกำหนดการพบหารือกับผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) เพื่อหารือส่งเสริมความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ พร้อมทั้งพบหารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก เพื่อต่อยอดความร่วมมือจากการหารือร่วมกัน ผลักดันบทบาทวัฒนธรรมไทยในเวทีโลก

เปิดหลายภารกิจถกภาครัฐ-เอกชน

2.วันเสาร์ที่ 23พ.ค.นายกฯจะเป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์ และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพบปะชุมชนไทย ณ วัดพุทธนานาชาติ หลังจากนั้น นายกฯจะพบหารือกับภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในฝรั่งเศส ในอุตสาหกรรมการผลิตและแปรรูปอาหาร การรีไซเคิล และการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์แบบยั่งยืนและธุรกิจร้านอาหาร 3.วันอาทิตย์ที่ 24 พ.ค. มีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ประจำภูมิภาคยุโรป พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีในบริบทภูมิภาคยุโรป

4.วันจันทร์ที่ 25พ.ค.ในช่วงเช้า นายกฯมีกำหนดการพบหารือกับสมาคมนายจ้างฝรั่งเศส (MEDEF International) หลังจากนั้น นายกฯจะพบหารือกับภาคเอกชนฝรั่งเศสในสาขาต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมวัสดุพื้นฐาน เครื่องมือแพทย์/ออปติคส์ การบินและอวกาศ ขณะที่ช่วงค่ำนายกฯจะเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองอาหารค่ำ โดยนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ พร้อมพบหารือเพื่อขับเคลื่อนความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส (Palais de l’Elysée) หลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายกฯและคณะจะเดินทางกลับประเทศไทยในวันอังคารที่ 26พ.ค.และจะเดินทางถึงประเทศไทยในช่วงเช้าของวันพุธที่ 27พ.ค.69

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top