วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน มีอำนาจออก “พรก.กู้เงิน” ผลกระทบพลังงาน เป็นกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน เป็นภัยความมั่งคงในทางเศรษฐกิจ จำนวนเงินถือทั้งฉบับ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัย ภายใน 60 วัน
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม หรือ ดร.ณัฏฐ์ นักกฎหมายมหาชน กล่าวว่า การตรากฎหมายของฝ่ายบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี เป็นพระราชกำหนด หรือ พรก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 โดย พรก.ที่ออกโดยฝ่ายบริหาร ไม่ว่าจะชื่อต่อท้ายด้วยอะไร ถือเป็นอำนาจและกระบวนการตรากฎหมายของคณะรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 172 เป็นกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ โดยมีเงื่อนใขในการตรา พรก. เมื่อคณะรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้
ผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เห็นว่า เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ สามารถตรา พรก. ได้
ปัญหาพลังงานขาดแคลน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ เป็นปัญหาความต่อเนื่อง ถือเป็นความเดือดร้อยของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ย่อมมีผลทางตรงและทางอ้อม ทำให้สินค้าอุปโภค บริโภค มีราคาสูงขึ้น ปัญหาเงินเฟ้อขยับ ทำให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอกับรายจ่าย เป็นเรื่องกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ การขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้กระบบต่อต้นทุนการผลิต ทำให้อุปทานการผลิตเพิ่มราคาสูงขึ้นไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน การตราพระราชกำหนด (พรก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 โดยให้อำนาจกระทรวงการคคลังกู้เงินมาใช้แก้ปัญหาพลังงาน ถือเป็นความจำเป็น
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงราคาสูง หากรัฐบาลไม่เข้ามาแก้ไข ย่อมลุกลาม ย่อมเป็นห่วงโซ่อุปทาน รายรับของประชาชนไม่พอรายจ่ายเพราะหมดเงินไปกับซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไปเติมรถจักรยานยนต์ รถยนต์ หรือรถบรรทุก ทั้งการใช้ยานพาหนะ ต้องใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาสูงตามกลไกภาวะสงครามตะวันออกกลาง ถือเป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วนไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ถือเป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
กรณีที่ฝ่ายค้านนำเไปเปรียบเทียบกับ วิกฤติความร้ายแรงในวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารล้ม หรือวิกฤตืโตควิด 19 สามารถนำไปเทียบเคียงกันไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงต่างกัน แม้ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ด้วยความเข็มแข็งตรวจสอบฝ่ายรัฐบาล แต่การตราพระราชกำหนด(พรก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า พรก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท กับ พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ในประเด็นหนี้สาธารณะคงค้างภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งเพดานสูงสุดไว่ไม่เกินร่อยละ 70 ของ GDP แยกต่างหากจากกัน ถือเป็นคนละส่วนกัน แม้จะมีผลผูกพันกับประชากรทุกคน โดยเฉลี่ยต่อหัวประชากรที่เกิดใหม่ด้วยก็ตาม
แต่การที่จะพิจารณาว่า เงินกู้ส่วนสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ อีก 2 แสนล้านบาท ไม่ใช่จำเป็นเร่งด่วน นั้น อาจสงสัยได้ แต่ในการบริหารจัดการของรัฐบาล ต้องดำเนินงานต่อเนื่องจากกรณีฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ แต่กระบวนการพระราชกำหนดกู้เงิน ต้องพิจารณาเนื้อหาทั้งฉบับ มิใช่ว่าจะแยกแต่ละรายการว่า ส่วนนี้เร่งด่วน ส่วนนี้ไม่เร่งด่วน เป็นการตีความเข้าข้างตนเอง เมื่อพระราชกำหนดกู้เงินประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาแล้ว รัฐบาลจะต้องนำไปขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาโดยเร่งด่วน
กรณี สส.ฝ่ายค้าน เห็นว่า พรก.กู้เงินไม่เป็นไปตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยรวบรวมรายชื่อ สส.จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้า หรือจำนวน 100 คน ยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นไปยังศาลรัฐธรรมนูญภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับความเห็นเพื่อวินิจฉัย โดยมาตรา 173 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้รอการพิจารณา พรก.นั้นไว้ก่อน จนกว่าจะได้รับแจ้งการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนที่ถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาพิจารณาระยะเวลาเท่าไหร่ ดร.ณัฏฐ์ อธิบายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 173 วรรคสอง บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง และให้ศาลรัฐธรรมนูญแจ้งคำวินิจฉัยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรทราบ
โดยพี่น้องประชาชนมีความสงสัยว่า เมื่อพระราชกำหนดออกโดยคณะรัฐมนตรี เหตุใดต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นชอบอีกครั้ง ซึ่งเป็นเงื่อนไขของกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหารที่นำไปใช้ชั่วคราว โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสาม บัญญัติโดยไม่ชักช้า ในระหว่างสมัยประชุมจะต้องนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการให้เรียกประชุม และต้องนำมาให้รัฐสภา หากไม่อนุมัติหรือสภาผู้แทนราษฎรอนุมัติแต่วุฒิสภาไม่อนุมัติ และสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน สส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรให้ พรก. นั้นตกไป แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบต่อกิจการที่ได้ป็นไปในระหว่างที่ใช้ พรก.นั้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี