วันเสาร์ ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569
“ดร.ณัฏฐ์” สวดหมัด “ปิยบุตร” บิดเบือนข้อเท็จจริง “คดีจริยธรรม อดีต 44 สส.ก้าวไกล” ไม่ใช่นิติสงคราม แต่ใช้อำนาจเกินขอบเขต-ล้มล้างการปกครอง
วันที่ 4 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า ระบุว่า กรณี 44 สส.ก้าวไกลที่พิจารณาร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไม่มีอะไรฝ่าฝืนจริยธรรม แต่เป็นนิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก นั้น
ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ระบุว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล ใช้อคติทางการเมือง เป็นอารมณ์ทางการเมืองอยู่เหนือเหตุผลข้อกฎหมาย ขัดต่อคำวินิจฉัยชี้ขาด ของ ปปช.และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 3/2567 ในคดีล้มล้างการปกครองฯ เพราะเสร็จเด็ดขาดและผูกพันทุกองค์กร ไม่อยู่กับร่องกับรอย บิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้พี่น้องประชาชนสับสนในข้อเท็จจริง
นายปิยบุตรฯ เคยเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอนวิชารัฐธรรมนูญ แต่ด้วยความเคารพในฐานะครูบาอาจารย์ มุมมองกฎหมายมหาชนอาจแตกต่างกัน ส่วนตนเรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บรรยายพิเศษด้านกฎหมายมหาชน - รัฐธรรมนูญ สถาบันชั้นนำของรัฐหลายแห่ง มานานหลายปี ไม่เป็นสองรองใคร มวยถูกคู่ ที่รู้เท่าทันเหลี่ยมชั้นเชิงของนายปิยบุตรฯ หากเผยแพร่ความรู้แก่สาธารณะ ต้องยึดหลักความถูกต้องและยึดหลักกฎหมาย มิใช่ ความถูกใจของผู้สนับสนุนของฝ่ายตน หรือ คาดคะเน ทำให้ข้อเท็จจริงไม่ถูกต้องและถูกบิดเบือนให้ผิดไปจากความเป็นจริง
จริยธรรมนักการเมือง ปรากฎในรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 219 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มาตรฐานจริยธรรมของตุลาการรัฐธรรมนูญ และผู้ตำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 โดยมาตรฐานจริยธรรมให้ใช้บังคับแก่ สส. , สว.และคณะรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 วรรคสองด้วย
ส่วนโทษในคดีจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิในการเลือกตั้ง จะถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดไป ปรากฏในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. มาตรา 81 วรรคสอง
พูดภาษาชาวบ้าน คือ คดีจริยธรรม ใช้บังคับ องค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เจ้านหน้าที่ของรัฐตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ รวมถึง สส. สว.และคณะรัฐมนตรี นับแต่การดำรงตำแหน่งเป็นต้นไป หากฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นอำนาจ ปปช.ไต่สวน และเป็นอำนาจศาลฎีกาพิจารณาพิพากษา อัตราโทษของ คดีจริยธรรมร้ายแรง “ไม่มีโทษอาญา” แต่เป็นโทษการเมือง “ถูกตัดสิทธิการเมืองตลอดไป” หรือ ถูกประหารชีวิตทางการเมือง
หากย้อนไป คดี อดีต 44 พรรคก้าวไกล หรือจำนวน “10 สส.พรรคประชาชน” สืบเนื่องจาก คดีล้มล้างการปกครองฯ กรณี อดีต 44 สส.ก้าวไกล ที่ได้ลงชื่อญัตติในร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และใช้เป็นนโยบายในการหาเสียงของพรรคก้าวไกล ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยระบุชัดว่า “เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้เสื่อมโทรมหรืออ่อนแอลง แม้ผลไม่ได้เกิดทันที แต่มีเจตนาเล็งเห็นผลได้ว่า ผลนั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน” เป็นการลดทอนพระเกียรติพระมหากษัตริย์ พฤติการณ์เป็นการล้มล้างการปกครองฯ นำไปสู่การยุบพรรคก้าวไกล โดยผู้ร้องได้หยิบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2567 ไปยื่นต่อ ปปช.ให้ไต่สวนในคดีจริยธรรมร้ายแรง โดย ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดกับ อดีต 44 สส.ก้าวไกล
ปกติ ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจหน้าที่ในการตรากฎหมาย ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยการทำหน้าที่ต้องอยู่ภายในกรอบของกฎหมายและต้องกระทำโดยสุจริต ถึงรัฐธรรมนูญคุ้มครองในการทำหน้าที่ สส. แต่การทำหน้าที่ สส.ของอดีต 44 พรรคก้าวไกล จงใจใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขตและไม่สุจริต ทั้งนโยบายแก้ไข มาตรา 112 พรรคก้าวไกล - นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น นำไปรณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้ง 2566 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่า เป็นพฤติการณ์ใช้สิทธิหรือเสรีภาพเป็นการล้มล้างการปกครองฯ ตรงนี้ ชัดเจนว่า เป็นการทำหน้าที่เกินกรอบของกฎหมายและเกินอำนาจหน้าที่ โดยมีเจตนาเล็งเห็นได้ว่า การลงชื่อในร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กระทบโครงสร้างระบอบการปกครอง เพราะพระกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างระบอบการปกครองไทย
นายปิยบุตรฯ ระบุว่า “การกระทำของ 44 สส.ก้าวไกล ไม่ผิดจริยธรรม แต่เป็น นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก สั่งสอนนักการว่า อ่าสะเออะมาทำเรื่องนี้อีก”โดยพยายามโยงถึง ถูกจับ “กิโยติน”ตัดคอประหารชีวิตทางการเมือง ตรงนี้ เป็นความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริง
ต้องอธิบายคำว่า “นิติสงคราม” คือ การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการโจมตี ทำลายล้างพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อกำจัดให้ออกจากสนามการเมือง หรือให้ลดพลังอำนาจในทางการเมือง
แต่กรณี ปปช.วินิจฉัยชี้มูลความผิดร้ายแรงในคดีจริยธรรม กับอดีต 44 สส.พรรคก้าวไกล โทษ คือ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 ประกอบ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง(1) ,วรรคสี่ ประกอบ พรป.ปปช. คดีจริยธรรม เป็นกลไกที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อนที่ อดีต สส.44 ของพรรคก้าวไกลเข้าสู่อำนาจในปี 2566 มิใช่ เป็นการตัดทอนกำลังหรือใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อทำลาย สส.พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชน ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แต่เป็นการกระทำส่วนตัวล้วนๆ
ส่วนนายปิยบุตรฯ ระบุว่า นิติสงครามสั่งสอนนิติสงครามและนิติสงครามล้อมคอก น่าจะอ่านนิยายน้ำเน่ามาเยอะ ไม่ได้เป็นการใช้นิติสงครามทำลายล้างทางการเมือง ทั้งกลไก กฎหมาย หาก ปปช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน หากมีพยานหลักฐานใหม่ ย่อมนำไปหักล้างทำลายน้ำหนัก ข้อมูล ปปช.พิสูจน์ตนเองในกระบวนการยุติธรรมได้
ส่วนกรณี ไอซ์ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อวยยศ ยกความดีความชอบของ 10 สส.พรรคประชาชน ผลงานของแต่ละคน มาเทียบกับ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส.และ สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นอคติส่วนตัวของนางสาวรักชนกฯ เป็นคู่ขัดแย้งในคดีอาญา ต้องแยกจากกัน สส.พรรคประชาชนจำนวน 10 คนที่ถูกดำเนินคดีจริยธรรม หากแพ้คดีจะถูกประหารชีวิตทางการเมือง ไม่อาจมาเล่นการเมืองได้อีก เพราะการทำหน้าที่ สส.ของแต่ละคน เป็นไปอำนาจหน้าที่ ตามที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรยกทวงบุญคุณกับประชาชนเพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมายเพราะจริยธรรมสูงกว่าความรับผิดชอบทางการเมือง
ส่วน “กิโยติน” เป็นอุปกรณ์ประหารชีวิตด้วยการตัดศรีษะ ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหารชีวิตในฝรั่งเศสช่วงปฏิวัติ คศ.1792 เพื่อความเสมอภาคและมนุษยธรรม จนกระทั่งยกเลิกโทษประหารชีวิต ในปี คศ.1981 ไม่สามารถเทียบเคียงกับคดีจริยธรรมในไทยได้ เพราะคำว่า เครื่องประหารกิโยตินในฝรั่งเศส กับกรณีศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 235 วรรคสี่ เป็นบทลงโทษเฉพาะตามกฎหมาย ดังนั้น โทษถูกตัดสิทธิกับเครื่องประหาร จึงไม่อาจเปรียบเทียบกันได้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี