537.jpg
ปิยบุตร ขุด 'เหมา' กล่อม 'ด้อม' พลิกแพลงยุทธวิธี สร้าง'แนวร่วม'ล้ม'ศัตรูตัวเอก

ปิยบุตร ขุด 'เหมา' กล่อม 'ด้อม' พลิกแพลงยุทธวิธี สร้าง'แนวร่วม'ล้ม'ศัตรูตัวเอก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 10.40 น.

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เหมาเจ๋อตง : ว่าด้วย “แนวร่วมประชาชาติ“

ในช่วงที่จีนทำสงครามต่อต้านการรุกรานของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น พรรคคอมมิวนิสต์จีนตัดสินใจผนึกกำลังกับพรรคก๊กมินตั๋ง ผนึกกำลังกับนายทุนชาติ เพื่อรบกับญี่ปุ่น


ในช่วงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มต้นกระบวนการปฏิวัติ ประธานเหมาเจ๋อตงได้เสนอความคิดการสร้างแนวร่วมกับทุนชาติ และกระฎุมพีบางกลุ่ม

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับพรรคก๊กมินตั๋งต่อต้านญี่ปุ่นก็ดี

ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับทุนชาติ กระฎุมพีน้อย ปัญญาชน หรือคนที่สังกัดชนชั้นนายทุนมาก่อน ก็ดี

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุผลที่ว่า กำลังในเวลานั้นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องร่วมมือกับฝ่ายอื่น

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุผลที่ว่า แนวร่วมที่เข้ามาจะเปลี่ยนแปลงความคิด ยกระดับความคิด จนเป็นส่วนเนื้อเดียวกันกับพรรค

ดำเนินไปก็ด้วยเหตุที่ว่า ในท้ายที่สุด พรรคต้องเป็นตัวแทนของประโยชน์ของชาติ ของคนจีนทั้งหมดทั้งมวล

ความคิดเรื่อง “แนวร่วมประชาชาติ” ความคิดเรื่อง “ความขัดแย้งหลัก-ความขัดแย้งรอง” ความคิดเรื่อง “ร้อยบุปผาบานพร้อมพรัก ร้อยสำนักประชันเสียง“

งานเรื่อง “ว่าด้วยปฏิบัติ” ”ว่าด้วยความขัดแย้ง“ ”การจัดการความขัดแย้งในหมู่ประชาชนอย่างถูกต้อง” “ขจัดความคิดที่ผิดในพรรค” ”คัดค้านลัทธิเสรี“ ”การปรับปรุงท่วงทำนองของพรรค“ ”ความคิดที่ถูกต้องของคนเรามาจากไหน?“

ทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นพลิกแพลงในยุทธวิธีของเหมาเจ๋อตง อันเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของ ”ความคิดเหมาเจ๋อตง“

ในส่วนของความคิดเรื่อง ”แนวร่วมประชาชาติ“ นั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งของความคิดชี้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ดังปรากฏให้เห็นในงานของประธานเหมาหลายชิ้น

ในที่นี้ จะขอคัดมาบางส่วน นั่นคือ หัวข้อ ”แนวร่วมประชาชาติ“ ซึ่งอยู่ในรายงานชื่อ ”ว่าด้วยยุทธวิธีคัดค้านจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น“ ซึ่งเหมาเจ๋อตงได้นำเสนอต่อพรรคเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 1935 และต่อมาได้รวมไว้ใน “สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง เล่ม 1 (ตอนต้น)

ในฉบับที่รวมอยู่ในสรรนิพนธ์ ได้ทำเชิงอรรถอธิบายสถานการณ์ในช่วงเวลานั้นไว้ ดังนี้

“เรื่องนี้เป็นคำรายงานของสหายเหมาเจ๋อตุง ในที่ประชุมผู้เอาการเอางานของพรรคที่หว่าหยาวเป่าภาคเหนือส่านซีภายหลังการประชุมกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่หว่าหยาวเป่าเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1935.

การประชุมกรมการเมืองครั้งนี้เป็นการประชุมของศูนย์กลางครั้งสำคัญยิ่งครั้งหนึ่ง ที่ประชุมได้วิจารณ์ทรรศนะที่ผิดภายในพรรคที่เห็นว่าชนชั้นนายทุนชาติของจีนเป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมกับกรรมกรและชาวนาของจีนทำการต่อต้านญี่ปุ่น และได้กำหนดยุทธวิธีในการสร้างแนวร่วมประชาชาติโดยเจตนาแห่งมติของศูนย์กลาง

สหายเหมาเจ๋อตุงได้ให้อรรถาธิบายอย่างละเอียดถึงความเป็นไปได้และความสำคัญของการสร้างแนวร่วมกับชนชั้นนายทุนชาติอีกครั้งหนึ่งในเงื่อนไขที่ต่อต้านญี่ปุ่น โดยได้ชี้เน้นถึงบทบาทนำที่มีความหมายชี้ขาดของพรรคคอมมิวนิสต์และกองทัพแดงในแนวร่วมนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงลักษณะยาวนานของการปฏิวัติจีน และได้วิพากษ์ลัทธิปิดประตูซึ่งแสดงถึงความมีจิตใจคับแคบ และได้วิพากษ์โรคใจร้อนในการปฏิวัติซึ่งมีอยู่ในพรรคเป็นเวลายาวนานในอดีตอันเป็นมูลเหตุพื้นฐานที่ทำให้พรรคและกองทัพแดงประสบความเพลี่ยงพล้ำอย่างหนักในสมัยสงครามปฏิวัติภายในประเทศครั้งที่ 2.

ในขณะเดียวกัน สหายเหมาเจ๋อตุงก็ได้เรียกร้องให้ภายในพรรคสนใจบทเรียนทางประวัติศาสตร์ที่พวกลัทธิฉวยโอกาสเอียงขวาเฉินตู้ชิ่วได้นำการปฏิวัติไปสู่ความพ่ายแพ้ในปี 1927 และได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่เจียงไคเช็คจะต้องทำลายอิทธิพลปฏิวัติอย่างแน่นอน

ทั้งนี้จึงประกันให้พรรคเราสามารถรักษาความมีสติในสภาพแวดล้อมใหม่ และทำให้พลังปฏิวัติเลี่ยงจากความเสียหายในท่ามกลางการโกหกหลอกลวงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดและการจู่โจมด้วยกำลังอาวุธมากมายหลายครั้งของเจียงไดเช็คในการต่อมาได้

การประชุมขยายวงของกรมการเมืองซึ่งศูนย์กลางพรรคได้จัดให้มีขึ้นที่จุนยี่ มณฑลกุยจิว เมื่อเดือนมกราคม ปี 1935 ได้สถาปนาการนำของศูนย์กลางขึ้นใหม่โดยมีสหายเหมาเจ๋อตุงเป็นหัวหน้า และเปลี่ยนการนำแบบลัทธิฉวยโอกาสเอียง "ซ้าย" ในอดีตเสีย. อย่างไรก็ดี การประชุมครั้งนั้นได้จัดให้มีขึ้นในระหว่างที่กองทัพแดงเดินทัพทางไกล ฉะนั้น จึงได้มีมติเฉพาะในปัญหาการทหารที่เร่งด่วนที่สุดในเวลานั้น และในปัญหาการตั้งสำนักเลขาธิการของศูนย์กลางและคณะกรรมการทหารปฏิวัติของศูนย์กลางเท่านั้น ตราบเมื่อกองทัพแดงได้เดินทัพทางไกลไปถึงภาคเหนือส่านชีแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ที่ศูนย์กลางพรรคจะให้อรรถาธิบายในปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับยุทธวิธีทางการเมืองอย่างเป็นระบบ. ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับยุทธวิธีทางการเมืองดังกล่าว สหายเหมาเจ๋อตุงได้ทำการวิเคราะห์อย่างสมบูรณ์ในคำรายงานนี้”

ผมขอคัดบางตอนในหัวข้อ “แนวร่วมประชาชาติ” มาเผยแพร่ ดังนี้

[แนวร่วมประชาชาติ]

“เมื่อได้พิจารณาสถานการณ์ทั้งทางฝ่ายปฏิวัติและฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติแล้ว เราก็ง่ายที่จะอธิบายภาระหน้าที่ทางยุทธวิธีของพรรคได้.
ภาระหน้าที่ทางยุทธวิธีขั้นพื้นฐานของพรรคคืออะไร? ไม่ใช่อะไรอื่น คือจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวางขึ้นนั่นเอง.

[...]

ในที่นี้ ข้าพเจ้าจะขอกล่าวแต่ยุทธวิธีของแนวร่วมกับยุทธวิธีของลัทธิปิดประตู ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม.

ยุทธวิธีหนึ่งต้องการจะรับผู้คนพลรบจำนวนมากไว้ เพื่อล้อมและทำลายข้าศึก.

อีกยุทธวิธีหนึ่งอาศัยตัวเองแต่โดยลำพังทำ การรบอย่างดันทุรังกับข้าศึกที่เข้มแข็ง.

ฝ่ายแรกกล่าวว่า ถ้าไม่ประเมินอย่างพอเพียงในเรื่องที่การกระทำของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นที่จะให้ประเทศจีนกลายเป็นเมืองขึ้นนั้นสามารถแปรเปลี่ยนแนวปฏิวัติกับแนวปฏิปักษ์ปฏิวัติของจีนได้แล้ว ก็จะไม่สามารถประเมินอย่างพอเพียงในความเป็นไปได้ของการจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวาง.

ถ้าไม่ประเมินอย่างพอเพียงในจุดแข็งและจุดอ่อนของฝ่ายอิทธิพลปฏิปักษ์ปฏิวัติของญี่ปุ่น ฝ่ายอิทธิพลปฏิปักษ์ปฏิวัติของจีนและฝ่ายอิทธิพลปฏิวัติของจีนแล้ว ก็จะไม่สามารถประเมินอย่างพอ

เพียงในความจำเป็นของการจัดตั้งแนวร่วมปฏิวัติประชาชาติอันกว้างขวาง;

ก็จะไม่สามารถใช้วิธีการอันเด็ดเดี่ยวไปทำลายลัทธิปิดประตู;

ก็จะไม่สามารถใช้แนวร่วมเป็นอาวุธไปทำการจัดตั้งและสมัครสมานพลังมวลประชาชนเรือนแสนเรือนล้านและพลังฝ่ายมิตรที่ปฏิวัติทั้งปวงที่สามารถจะช่วงชิงได้ เพื่อรุดหน้าไปโจมตีเป้าหมายที่เป็นใจกลางที่สุดของเรา คือจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นและพวกขายชาติของจีนซึ่งเป็นสุนัขรับใช้ของมัน:

และก็จะไม่สามารถใช้ยุทธวิธีของตนเป็นอาวุธเข้ายิงเป้าหมายที่เป็นใจกลางที่สุดในขณะนี้, หากทำให้เป้าหมายกระจัดกระจายออกไป จนกระทั่งยิงไม่ถูกศัตรูตัวเอก แต่ศัตรูตัวรองหรือกระทั่งพันธมิตรของเรากลับตกเป็นเหยื่อกระสุนของเรา. นี่เรียกว่าไม่รู้จักเลือกตีข้าศึก และสิ้นเปลืองกระสุนโดยเปล่าประโยชน์

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถจะต้อนข้าศึกให้ไปอยู่ในที่มั่นอันคับแคบและโดดเดี่ยว

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ไม่สามารถจะดึงเอาบรรดาผู้ที่เข้าร่วมในค่ายศัตรูโดยถูกบังคับข่มขู่และบรรดาผู้ที่เมื่อก่อนเป็นศัตรูแต่เดี๋ยวนี้อาจเป็นมิตรให้ออกมาจากค่ายและแนวรบของศัตรูได้ทั้งหมด

ถ้าเป็นเช่นนี้ โดยความเป็นจริงแล้ว ก็เป็นการช่วย ศัตรู ทำให้การปฏิวัติหยุดอยู่กับที่ โดดเดี่ยว หดเล็กและลดสู่กระแสต่ำ: กระทั่งทำให้การปฏิวัติก้าวไปสู่วิถีทางแห่งความปราชัย

อีกฝ่ายหนึ่งกล่าวว่า คำวิจารณ์เหล่านี้ผิดทั้งสิ้น พลังปฏิวัติจะต้องบริสุทธิ์แล้วบริสุทธิ์อีก วิธีทางของการปฏิวัติจะต้องตรงดิ่งแล้วตรงดิ่อีก. มีแต่สิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์เท่านั้นที่ถูกต้อง.
ชนชั้นนายทุนชาติทั้งหมดเป็นฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติไปชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว สำหรับชาวนารวยนั้น จะอ่อนข้อให้แม้แต่นิดหนึ่งก็ไม่ได้.

สำหรับสหบาลกรรมกรสีเหลือง ก็มีแต่จะต่อสู้กับมันอย่างไม่คิดชีวิตเท่านั้น ถ้าใครจับมือกับไฉ้ถิงข่ายแล้ว ก็ต้องด่าให้ในทันทีที่จับมือกันว่า "ไอ้พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ"

มีอย่างที่ไหนที่แมวไม่ชอบของคาว และมีอย่างที่ไหนที่ขุนศึกไม่เป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ?

พวกปัญญาชนหรือ ก็มีลักษณะปฏิวัติเพียง ๓ วันเท่านั้น จึงเป็นอันตรายในการรับพวกนี้เข้ามา

เพราะฉะนั้น ข้อสรุปก็คือ ลัทธิปิดประตูเป็นของวิเศษแต่สิ่งเดียว ส่วนแนวร่วมเป็นยุทธวิธีของลัทธิฉวยโอกาส

สหายทั้งหลาย เหตุผลของแนวร่วมและเหตุผลของลัทธิปิดประตูอันไหนถูกต้องกันแน่? อันไหนกันแน่ที่ลัทธิมาร์กซ-เลนินเห็นพ้องด้วย?

ข้าพเจ้าขอตอบเด็ดขาดว่า เห็นพ้องด้วยกับแนวร่วม และคัดค้านลัทธิปิดประตู

ในหมู่คนเรามีเด็กอายุ ๓ ขวบ เด็กพวกนี้มีเหตุผลมากมายที่ถูกต้อง แต่ให้บริหารบ้านเมืองไม่ได้ เพราะพวกเขายังไม่เข้าใจเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องราวของบ้านเมือง. ลัทธิมาร์กซ-เลนินคัดค้านโรคไร้เดียงสาที่มีอยู่ในขบวนปฏิวัติ ความคิดเห็นของผู้คนที่ยืนยันในยุทธวิธีลัทธิปิดประตูนั้นก็เป็นโรคไร้เดียงสาชนิดหนึ่ง วิถีทางของการปฏิวัติก็เช่นเดียวกับวิถีทางที่สิ่งทั้งปวงในโลกเคลื่อนไหวอยู่ คืออย่างไรเสียก็เป็นวิถีทางที่คดเคี้ยว ไม่ใช่ตรงดิ่ง. แนวปฏิวัติและแนวปฏิปักษ์ปฏิวัติย่อมแปรเปลี่ยนได้ นี่ก็เช่นเดียวกับสิ่งทั้งปวงในโลกที่แปรเปลี่ยนได้

จักรพรรดินิยมญี่ปุ่นได้ตกลงใจจะแปรประเทศจีนทั้งประเทศให้เป็นเมืองขึ้นของมัน และพลังปฏิวัติของจีนในปัจจุบันก็ยังมีจุดอ่อนอันร้ายแรงอยู่ ข้อเท็จจริงพื้นฐานสองข้อนี้เป็นจุดเริ่มของยุทธวิธีอันใหม่ของพรรค นัยหนึ่งการจัดตั้งแนวร่วมอันกว้างขวาง

การจัดตั้งมวลประชาชนเรือนแสนเรือนล้านและจัดขบวนกำลังปฏิวัติอันใหญ่โตมโหฬาร เป็นสิ่งจำเป็นที่ฝ่ายปฏิวัติจะเข้าตีฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติในเวลานี้ มีแต่กำลังเช่นนี้เท่านั้นที่สามารถจะตี

จักรพรรดินิยมญี่ปุ่นและพวกทรยศชาติและขายชาติให้คว่ำลงได้ นี่เป็นสัจจะที่เห็นกันทุกคน.
เพราะฉะนั้น จึงมีแต่ยุทธวิธีแนวร่วมเท่านั้นที่เป็นยุทธวิธีลัทธิมาร์กซ-เลนิน. ส่วนยุทธวิธีปิดประตูเป็นยุทธวิธีของพวกเอกาโดดเดี่ยว. ลัทธิปิดประตูนั้นเป็นนโยบาย "ไล่นกกระจอกเข้าป่า ไล่ปลาไป

สู่น้ำลึก" ไล่เอา "เรือนแสนเรือนล้าน" และความ "ใหญ่โตมโหฬาร"ให้ไปอยู่ข้างศัตรู ซึ่งรังแต่จะทำให้ศัตรูไชโยโฟ่ฮิ้วด้วยความลิงโลด [...].“

เหมาเจ๋อตง, “ว่าด้วยยุทธวิธีคัดค้านจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น” ใน สรรนิพนธ์เหมาเจ๋อตุง เล่ม 1 (ตอนต้น), หน้า 303-311.
(สันนิษฐานว่า สรรนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุงทั้งหมดนี้ แปลภาษาไทยอย่างสวยสดงดงามหมดจด โดยคณะผู้แปลอันประกอบไปด้วย อัศนี พลจันทร, เริง เมฆไพบูลย์, เชาวน์ พงษ์พิชิต)
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top