วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
พฤติกรรมตีวัวกระทบคราด! กมธ.พิทักษ์สถาบันฯ สว. ถึงกับเดือด ซัด พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร ปั้น วาทกรรม ก้าวล่วง องคมนตรี กระทบชิ่งลาม สถาบันฯ หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112 ซ้ำซาก โยงคดี 44 สส. หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไล่บี้แสดงความรับผิดชอบ ชี้ข้อกล่าวหา ระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศ ปชช.รู้หมายถึงใคร
เมื่อวันที่ 26 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.ฯ แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า เสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรี ภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรี ประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย
ทั้งนี้ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ กล่าวประกาศจุดยืนของ กมธ.ฯว่า จากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คน ที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช. พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่า รัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควร และละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯ นอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยังให้สัมภาษณ์ว่า บุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้น รวมถึงกรณีของนายปิยบุตร ที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรี พร้อมระบุอีกว่า เรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรี และมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย และมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฎิบัติหน้าที่แทนพระองค์ ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆ และติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่า เป็นการลดสถานะ และการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
“ดังนั้นกมธ.ฯพิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบ ไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชน และสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.ฯจะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้น และพรรคประชาชนต่อไป เพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับ บกปภ.ช มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือ หรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ ที่โพสต์รำลึก 12 ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557 ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า ”ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบ หรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่ เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ ข้อความดังกล่าว ตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริจ ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่า มีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทย ซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช. หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่า หมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่า เป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่
“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรี ที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมือง และการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่า เป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา 112 โดยเฉพาะ การสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่า มีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรี เป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44 สส. ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกา และศาลฯ ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯ มีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี