วันอังคาร ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
‘อภิสิทธิ์’ ฟันเปรี้ยง ’ระบอบสีน้ำเงิน‘ ไม่ต่าง ’ระบอบทักษิณ‘ พฤติกรรมก็เหมือนเดิม หากฝ่ายบริหารใช้อำนาจ ‘เกินขอบเขต—องค์กรอิสระถูกแทรกแซง’ กระตุกเตือนรัฐอย่าย้อนยุคกลับไปหา ‘ใบเสร็จโกง’ เซ็ง ‘ป.ป.ช.’ ปล่อยคดี ‘ศักดิ์สยาม’ หลุด ค้านสายตาสังคม ย้ำแก้ รธน. ต้องไม่ตัดประชาชน ย้ำ ‘ประชาธิปัตย์ 80 ปี’ ไม่ได้ผูกกับ ‘ตัวบุคคล’
วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยง เจอกัน” เพจหมาเฝ้าบ้าน ดำเนินรายการโดย สมจิตต์ นวเครือสุนทร ถึงสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะวิวาทะเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า ตนไม่ประสงค์จะนิยามว่าเป็นระบอบสีใด แต่หากย้อนกลับไปดูสิ่งที่เคยถูกเรียกว่า “ระบอบทักษิณ” แล้วถอดชื่อนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกไป พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือปัญหาว่าฝ่ายบริหารใช้อำนาจเกินขอบเขตได้หรือไม่ และองค์กรที่ควรเป็นอิสระถูกตั้งคำถามว่าอยู่ภายใต้อาณัติ หรือเป็นเครือข่ายเดียวกับผู้มีอำนาจฝ่ายบริหารหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นคดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากมีการฮั้ว สว. จริง จะไม่ใช่เพียงปัญหาของกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นหนทางไปสู่การแทรกแซงองค์กรตรวจสอบ เนื่องจากองค์กรอิสระจำนวนมากมีที่มาผ่านกลไกวุฒิสภา และหากองค์กรเหล่านี้ถูกตั้งคำถามว่าเชื่อมโยงกับฝ่ายบริหาร ย่อมทำให้ผู้มีอำนาจบริหารไม่สามารถถูกตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาการตรวจสอบการทุจริตว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมลอยนวล แต่คือการใช้มาตรฐานไม่เท่ากัน โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองมักไม่มีปัญหา แต่เมื่อเป็นฝ่ายเดียวกันเองหรือฝ่ายที่มีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ มักเกิดความรู้สึกในสังคมว่าไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องการคือความมั่นใจว่าองค์กรที่ใช้อำนาจรัฐ และองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบ จะทำงานอย่างเที่ยงธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของเครือข่ายฝ่ายบริหาร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในประเด็นบทบาทของ ป.ป.ช. ในฐานะผู้เคยมีส่วนผลักดันให้เกิดองค์กรตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. ตนรู้สึกผิดหวังที่วันนี้องค์กรอิสระหลายแห่งถูกตั้งคำถามเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยบางคดีที่มีคำวินิจฉัยออกมา ค้านสายตา ประชาชน ยกตัวอย่างกรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ทางพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเพียงพอที่จะชี้ประเด็นผลประโยชน์ขัดกัน ตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 126 เพราะประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ามีการแทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ แต่คือการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งกำกับดูแลกระทรวง กลับมีความเกี่ยวข้องกับนิติบุคคลที่รับงานจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงนั้น
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กฎหมายผลประโยชน์ขัดกันเป็นกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันตั้งแต่ต้น ไม่ต้องรอพิสูจน์ว่ามีการแทรกแซงหรือไม่ เพราะเพียงการอยู่ในสถานะที่สามารถให้คุณให้โทษแก่หน่วยงานที่ตนมีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ก็เป็นปัญหาแล้ว
เมื่อถามถึงกรณีเลขาธิการ ป.ป.ช. ระบุว่าสังคมป่วย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า สังคมป่วยเป็นโรคเกลียดการโกง และอยากให้เชื้อนี้ติดกลับไปที่เลขาธิการ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช. เพื่อให้ประเทศไทยเลิกเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงท่าทีของรัฐต่อรายงานการทุจริตและข้อมูลจากภาคเอกชนหรือภาคประชาชนว่า รัฐบาลไม่ควรทำให้ผู้ที่ออกมาเปิดข้อมูลหรือช่วยตรวจสอบรู้สึกเหมือนถูกข่มขู่ ถูกต่อว่า หรือถูกตั้งคำถามว่าเป็นฝ่ายผิดเสียเอง การเรียกร้องให้ทุกอย่างต้องเป็นคดีหรือมีหลักฐานแบบ “ใบเสร็จ” ก่อน จึงจะยอมรับว่ามีปัญหา เป็นแนวคิดที่ย้อนกลับไปสู่ยุคเดิม ทั้งที่การทุจริตระดับผู้ใหญ่จำนวนมากไม่สามารถหาหลักฐานแบบตรงไปตรงมาได้ง่าย โดยเห็นว่า ข้อมูล เครื่องมือ และเครือข่ายตรวจสอบจากภาคประชาชนควรได้รับการสนับสนุน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ปัญหาทุจริตถูกเปิดเผยและนำไปสู่การแก้ไข
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ของพรรคประชาธิปัตย์ว่า เป็นเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แล้วใช้ AI วิเคราะห์ความเสี่ยงของโครงการต่าง ๆ ว่ามีพิรุธ ความไม่คุ้มค่า หรือสัญญาณผิดปกติที่ควรตรวจสอบเพิ่มเติมหรือไม่ พร้อมระบุว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมายหรือเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่ยังขาดความแน่วแน่ในการใช้กฎหมาย โดยยกตัวอย่างกรณีทุนเทาว่า กฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ “คนของเราไม่ใช้กฎหมาย”
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า พรรคประชาธิปัตย์เริ่มใช้แพลตฟอร์มตรวจสอบโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ก่อน เพราะระยะหลังหน่วยงานรัฐจำนวนมากนำคำว่า AI ไปผูกกับโครงการของตนเอง โดยพบว่ามีโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI กว่าพันโครงการ วงเงินรวมกว่า 4 พันล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลยังไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนว่า ต้องการนำ AI ไปใช้เพื่ออะไร จะใช้เพื่อพัฒนาหน่วยงานรัฐ ยกระดับบุคลากร ปรับปรุงบริการประชาชน หรือใช้วิเคราะห์นโยบาย เมื่อทิศทางไม่ชัด โครงการจำนวนมากจึงเสี่ยงกลายเป็นการเกาะกระแสเทคโนโลยีเพื่อของบประมาณ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในโครงการ AI ภาครัฐ พบว่ามูลค่าโครงการจำนวนมากกระจุกอยู่ในบริษัทเพียงไม่กี่ราย โดยเฉพาะกรณีที่ 85% ของมูลค่าโครงการอยู่ในแวดวงบริษัทเพียง 3 แห่ง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าบริษัทเหล่านั้นทำผิด แต่เป็น “ธงแดง” ที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง สำหรับโครงการ AI Passport วงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ที่มีแนวคิดให้ประชาชน 5 ล้านคนใช้ AI แบบพรีเมียม ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร คัดเลือกอย่างไร ได้ประโยชน์ต่อส่วนรวมจริงหรือไม่ และเมื่อใช้งานได้เพียงปีเดียว ปีต่อไปจะต้องตั้งงบใหม่อีกหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในประเด็นรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดทำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว และกำลังขอเสียงจาก สส. พรรคอื่นเพื่อให้สามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ โดยจุดสำคัญคือไม่เห็นด้วยกับการตัดประชาชนออกจากกระบวนการเลือก สสร. พรรคประชาธิปัตย์เสนอให้ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการหยั่งเสียงอิเล็กทรอนิกส์ เลือก สสร. จากจังหวัดของตนเอง จังหวัดละ 3 คน จากนั้นให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 80 คน โดยกำหนดให้ สส. และ สว. แต่ละคนเลือกได้เพียง 1 คน เพื่อป้องกันเสียงข้างมากรวบอำนาจเลือกคนของตนเองทั้งหมด นอกจากนี้ ยังเสนอให้มี สสร. อีก 20 คนจากผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและรัฐศาสตร์ เพื่อช่วยให้การร่างรัฐธรรมนูญมีความรัดกุม พร้อมเสนอให้การผ่านร่างรัฐธรรมนูญต้องใช้เสียง 3 ใน 5 เพื่อคุ้มครองเสียงข้างน้อย
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า บทเรียนจากรัฐธรรมนูญปี 2540, 2550 และ 2560 ชี้ให้เห็นว่า หากกติกาถูกออกแบบเพื่อเอื้อคนบางกลุ่มมากเกินไป และกลไกตรวจสอบถ่วงดุลไม่ทำงาน จะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อระบบการเมือง และอาจนำไปสู่วงจรปัญหาเดิม
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงทิศทางพรรคประชาธิปัตย์หลังครบรอบ 80 ปีว่า พรรคกำลังทยอยเปิดกิจกรรมและโครงการต่าง ๆ เพื่อสะท้อนว่าพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ควรเป็นอย่างไรในอนาคต ทั้งการใช้เทคโนโลยี การสร้างการมีส่วนร่วม และการเชื่อมโยงคนจากรุ่นสู่รุ่น ยอมรับว่า พรรคมี สส. เพียง 21 คน แต่ยืนยันว่าบทบาทตรวจสอบของพรรคยัง “เสียงดังพอสมควร” ทั้งเรื่องทุนเทา นโยบายรัฐบาล เงินกู้ 4 แสนล้าน และแลนด์บริดจ์
เมื่อถามว่าตนเป็นเดอะแบกของพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธ พร้อมย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่มาได้ 80 ปี เพราะไม่ได้ผูกกับตัวบุคคล และวันนี้คนที่ช่วยกันแบกพรรคคือ ทุกคนในสภากับกรรมการบริหารพรรค
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี