วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
กมธ.วุฒิลากไส้พรรคส้ม
จี้ยุติก้าวล่วง
เตือนเข้าข่ายผิดม.112
ชี้คำพูดเท้งหมายถึงใคร
ไอติมปลุกปั่น21ล้านเสียง
กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.เดือด จวกยับ“พรรคส้ม-เท้ง-ปิยบุตร”ปั้นวาทกรรม ก้าวล่วงองคมนตรี กระทบชิ่งลามสถาบันฯ ฉะพฤติกรรม“ตีวัวกระทบคราด” หวังสั่นคลอนความเชื่อมั่น ขู่เตือนเข้าข่ายผิด ม.112ซ้ำซาก ขณะที่‘ไอติม’อ้าง ปลุก 21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ลุยแก้รัฐธรรมนูญ ส่วน’ภราดร”ตอกเจ็บยันมีแต่พรรคสีน้ำเงินที่โตมาจากพรรคส้ม ยันเป็นเอเจนท์ของประชาชน “สิริพงศ์”เย้ยแค่หากิมมิกทางการเมือง
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญการพิทักษ์ และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำกมธ.แถลงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อความที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าเสนอให้ยกเลิกการแต่งตั้งคณะองคมนตรีภายหลังปรากฏภาพ 9 องคมนตรีประชุมร่วมกับกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ(บกปภ.ช.)ที่เห็นว่าเป็นการขัดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และผิดประเพณีการปกครองของประเทศไทย
กมธ.พิทักษ์สถาบันฯสว.ซัด‘เท้ง-ปิยบุตร’
โดยพล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ในฐานะรองประธานกมธ.ฯกล่าวประกาศจุดยืนของกมธ.ว่าจากกรณีที่พรรคประชาชนมีการนำภาพองคมนตรี 9 คนที่เข้าร่วมประชุมฯ กับบกปภ.ช.พร้อมกับโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กพรรคฯว่ารัฐบาลกำลังกำลังทำการมิบังควรและละเมิดหลักประชาประชาธิปไตยฯนอกจากนั้นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ยังให้สัมภาษณ์ว่าบุคคลที่เป็นนายกรัฐมนตรีนอกจากจะไม่ควรห้อยโหน หรือดึงฟ้าต่ำแล้ว ต้องใช้อำนาจของตัวเองทุกช่องทางเพื่อดันฟ้าให้สูงขึ้นรวมถึงกรณีของนายปิยบุตรที่ให้ยกเลิกคณะองคมนตรีพร้อมระบุอีกว่าเรื่องทั้งหมดขัดต่อหลักการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 10 ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจในการแต่งตั้งคณะองคมนตรีและมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ และอ้างถึงมาตรา 11 การเลือก การแต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและมาตรา 12 องคมนตรีจะต้องไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และข้าราชการในพระองค์ และองคมนตรียังปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ในพระราชกรณียกิจต่าง ๆและติดตามความคืบหน้าโครงการที่พระมหากษัตริย์ช่วยเหลือพสกนิกร เพื่อรายงานต่อพระมหากษัตริย์ และองคมนตรีเป็นโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณ
ปั้นวาทกรรมก้าวล่วง‘องคมนตรี’
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า การประชุมเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมติดตามการรับมือสาธารณภัย โดยมีคณะองคมนตรีเข้าร่วมสังเกตการณ์ และดำเนินการตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า พฤติกรรมดังกล่าวของพรรคประชาชน และแกนนำ เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ โดยพยายามสร้างความเข้าใจผิดต่อบทบาทขององคมนตรี มีเจตนา หรือประสงค์ต่อผลที่จะกระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเป็นพฤติกรรมเดิมต่อเนื่อง ตั้งแต่พรรคก้าวไกล ที่เสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112ที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคดีว่าเป็นการลดสถานะและการคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ และชี้ว่า เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์นำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ
ไล่บี้พรรคส้มแสดงความรับผิดชอบ
“ดังนั้นกมธ.พิทักษ์เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงขอเรียกร้องไปยังพรรคประชาชน ให้แสดงความรับผิดชอบไม่นำสถาบันมาโจมตี หรือใช้ทางการเมือง ยุยง ปลุกปั่นสร้างความเข้าใจผิด และความแตกแยกระหว่างประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ กมธ.จะพิจารณาดำเนินการกับบุคคลดังกล่าวข้างต้นและพรรคประชาชนต่อไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและศูนย์รวมของชาติไทยสืบไป“ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
กล่าวหาระบอบสีน้ำเงินปชช.รู้หมายถึงใคร
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษกล่าวอีกว่าภายหลังจากที่คณะองคมนตรีได้ร่วมประชุมกับบกปภ.ช.มีการกล่าวว่า รัฐบาลอยู่ภายใต้การชี้นำขององคมนตรี ไม่ใช่การปรึกษาหารือหรือการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และอ้างถึงโพสต์เฟซบุ๊กของนายณัฐพงษ์ที่โพสต์รำลึก 12ปีเหตุการณ์รัฐประหารปี2557ซึ่งมีข้อความที่ระบุว่า “ภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและวุฒิสภา พร้อมที่จะใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบิดเบือน เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนไม่ได้ ผู้มีอำนาจในระบอบสีน้ำเงินไม่จำเป็นต้องตัดสินใจ เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนใหญ่เพราะไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน แต่มีความมุ่งหมายกินร่วมประเทศทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ“ข้อความดังกล่าว
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษระบุอีกว่าตนในฐานะประธานกมธ.องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประพฤติมิชอบและการเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา เห็นว่ามีการเน้นย้ำเรื่องระบอบสีน้ำเงิน กินรวบประเทศไทยซึ่งแสดงภายหลังหลังจากที่คณะองคมนตรีร่วมประชุมกับ บกปภ.ช.หากตีความแล้วคำว่า ระบอบหมายถึงการคงมีอยู่ และการอยู่ต่อไป สีน้ำเงินคือ สีแถบธงชาติไทย ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปทราบอย่างดีว่าหมายถึงองค์พระมหากษัตริย์ และการกล่าวว่า กินรวบประเทศไทยหมายถึงพฤติกรรมการผูกขาด หรือการใช้โอกาสเอามาเป็นผลประโยชน์ของตนทั้งการเมือง และเศรษฐกิจ เข้าใจได้ว่าเป็นความพยายามสร้างวาทกรรม พยายามทำให้สถาบันฯ ดูสั่นคลอนในสายประชาชนใช่หรือไม่
ขู่เตือนเข้าข่ายผิดม.112ซ้ำซาก
“การนำการทำหน้าที่ขององคมนตรีที่อยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ตามโครงการของพระมหากษัตริย์ การโจมตีกล่าวหา ไม่มีมูลค่าซ้ำซ้อน การบริหารงานของรัฐบาลสิ้นเปลืองงบประมาณหรือไม่ เป็นการตีวัวกระทบคราดหรือไม่ว่า ต้องการสื่อถึงใคร วิญญูชนย่อมเข้าใจได้โดยรู้ดีว่า วาทกรรมนั้น อาจกระทบกับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นความพยายามใช้วาทกรรมทำให้สถาบันสั่นคลอนในสายตาประชาชน ต้องการให้บ้านเมืองปั่นป่วนหรือไม่ ทำให้คนไทยแตกแยกต่อไปหรือไม่” พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ ระบถ
พฤติกรรม‘ตีวัวกระทบคราด’
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ไม่ใช่การวิจารณ์ตามปกติ แต่เป็นความพยายามในการลดความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อเสาหลักของบ้านเมืองและการโยงสี โยงคนรอบสถาบัน ปล่อยให้สังคมตีความกันเอง แบบมีนัยยะซ่อนเร้น เชื่อได้ว่าเป็นการหมิ่นสถาบันหรือไม่ เป็นการ ตีวัวกระทบคราด เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดมาตรา112โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจผิดต่อองคมนตรีว่ามีการเข้าแทรกแซง สั่งการรัฐบาลการกระทำไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีการแสดงความเห็นนำไปสู่การสร้างกระแสสังคมที่วิจารณ์องคมนตรี เพื่อให้ประชาชนไม่ยอมรับองคมนตรีนำไปสู่การเสนอข้อเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรีเป็นการเสนอที่ก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นการแสดงเจตนาที่ส่งผลกระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน เรียกร้องให้องค์กรอิสระ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาพฤติกรรมดังกล่าว ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
“พฤติการณ์ดังกล่าวของแกนนำพรรคประชาชน อาจจะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดี 44สส.ที่อยู่ในชั้นศาลฎีกาและศาลฯไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งศาลฯมีคำสั่งเงื่อนไขข้อห้ามการกระทำซ้ำเอาไว้”พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าว
‘พริษฐ์’กางชำแหละ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ที่รัฐสภา นายพริษฐ์วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน)ให้สัมภาษณ์ถึงความหมายของ”ระบอบสีน้ำเงิน”ว่าหมายถึงกลุ่มการเมืองที่อาศัยช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งเปิดช่องให้กระบวนการเลือก สว.เป็นการเลือกกันเองและไม่ยึดโยงกับประชาชน ทำให้กลุ่มการเมืองสามารถเข้ามาแทรกแซงและควบคุมเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้เมื่อสามารถควบคุมวุฒิสภาได้ กลุ่มการเมืองดังกล่าวจะสามารถควบคุมการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหมดนำไปสู่การผูกขาดอำนาจครอบคลุมทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติและองค์กรอิสระ
ปลุก21ล้านเสียงลุกขึ้นสู้ทำรธน.ใหม่
เมื่อถามว่าระบอบสีน้ำเงินจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยากขึ้นหรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความท้าทายแน่นอน และตัวแปรสำคัญที่จะทำให้เรื่องนี้สำเร็จได้ก็คือประชาชน ทั้ง 21 ล้านเสียงจากการทำประชามติ ที่ต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะต้องการหลุดจากกลุ่มการเมืองที่เกิดจากการฮั้วกันทั้งกระดานแบบนี้ และต้องการจะหลุดจากกลไกการตรวจสอบที่อ่อนแอ จึงหวังว่าเสียงของประชาชนจะเป็นแรงส่ง ให้เราสามารถนำพาประเทศหลุดออกจากรัฐธรรมนูญ 60 และการเมืองแบบนี้ได้
เมื่อถามว่า เสียงของประชาชน 21ล้านเสียงจะสามารถสู้กับระบอบสีน้ำเงินในรัฐสภาได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าเสียงของประชาชนจะแปลมาเป็น 3 ด้านคือ1.ทำให้มีตัวแทนของพรรคประชาชนมาอยู่ในสภา และทำให้ตนมายืนในสภาในฐานะฝ่ายค้านเราจะตอบแทนสิ่งที่ประชาชนให้ด้วยการตรวจสอบกระบวนการดังกล่าว 2.เชื่อว่าเสียงประชามติ 21ล้านเสียงจะผูกมัดทุกฝ่ายว่าจะต้องเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และ 3. เสียงประชาชน 21ล้านเสียงยังมี ความหมายต่อการทำประชามติรอบ2 เพราะหากพรรคภูมิใจไทย จะอาศัยเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เพื่อผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 256ให้เป็นไปตามร่างของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเราได้วิจารณ์ไปแล้วว่าร่างดังกล่าวสุ่มเสี่ยงที่จะผูกขาดและกินรวบ ทำให้อำนาจในการชี้ขาดเนื้อหาไปตกอยู่กับ สว.
ท้า’หนู‘รับผิดชอบถ้าร่างภท.ถูกคว่ำ
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่าหากเป็นแบบนั้นจนรัฐสภาให้ความเห็นชอบและเข้าสู่กระบวนการทำประชามติ แล้วประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่เห็นด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบอย่างไรเพราะหากดูตามหลักมาตรฐานสากล เมื่อใดก็ตามที่มีการจัดทำประชามติ แล้วรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าอยู่ข้างไหน เมื่อผลประชามติออกมาไม่ตามนั้น เราก็มักจะเห็นนายกฯแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เช่นการทำประชามติในประเทศอังกฤษว่าจะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ซึ่งผลออกมาตรงกันข้ามกับรัฐบาลไม่เกิน 3 วันนายกฯก็ลาออก แสดงความรับผิดชอบ
เมื่อถามว่าหากในอนาคตเป็นเช่นนั้นจะมีโอกาสได้เห็นการทำประชามติรอบ2 และการรณรงค์ไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นายพริษฐ์กล่าวว่า อย่าเพิ่งด่วนสรุปเรื่องนั้น เพราะขณะนี้เราเตรียมการเข้าสู่การแก้ไขในวาระที่1เป้าหมายคือทำอย่างไรให้ร่างมีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคประชาชนและผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 เพื่อไปหาข้อสรุปร่วมกันในชั้นกรรมาธิการ ซึ่งตนยืนยันว่าเสียงของประชาชนมีความหมาย
“ถ้าหากพรรคภูมิใจไทยตัดสินใจว่าจะใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา เพื่อให้ร่างปลายทางเหมือนกับร่างของพรรคภูมิใจไทยทุกประการ ผมคิดว่าพรรคประชาชนเห็นด้วยกับร่างนั้นได้ยาก แล้วผมคิดว่าหากประชาชนโหวตไม่เห็นชอบ คาดหวังว่ารัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน” นายพริษฐ์ กล่าว
ไม่มีระบอบสีน้ำเงิน/มีแต่พรรคน้ำเงิน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นเอเย่นต์ของระบอบสีน้ำเงินว่าการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งมาล้วนเป็นเอเย่นต์ทั้งนั้น เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจเลือกเข้ามาและพรรคภูมิใจไทยก็เป็นเอเย่นต์ของพี่น้องประชาชนที่ผ่านการเลือกตั้ง นำเสนอนโยบายและถูกใจจนได้รับเลือกเข้ามา เป็นเอเย่นต์ของพวกเขาเช่นเดียวกับพรรคเพื่อไทย พรรคประชาชนก็เป็นเอเย่นต์ของคนที่กากบาทเลือกเข้ามา เพื่อทำภารกิจตามที่ได้สัญญากับประชาชน
นายภราดรยังกล่าวถึงระบอบสีน้ำเงินว่าตนไม่ทราบว่าหมายถึงอะไร แต่พรรคภูมิใจไทยมีสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์และพวกเราก็ถูกเรียกว่า พรรค สีน้ำเงิน ดังนั้นยอมรับว่าเป็นพรรคสีน้ำเงิน เติบโตขึ้นจากการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.
โตจากพรรคส้มหนุนตั้งรัฐบาล
“ก่อนหน้านั้นพรรคสีน้ำเงินโตขึ้นจากพรรคสีส้ม พรรคภูมิใจไทยมีเพียง 70 เสียง ไม่สามารถที่จะจัดตั้งรัฐบาลได้ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งเกิดขึ้นจากการสนับสนุนของพรรคสีส้ม ทำให้พวกผมได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ถึง 4 เดือน ตามMOA โดยใช้ทุกวินาทีขับเคลื่อนนโยบายที่ได้สัญญากับประชาชน ทั้งกับพรรคประชาชน และพี่น้องประชาชน โดยใช้ระยะเวลาสองเดือนกว่าๆ จนกระทั่งสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนในการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. จนเกิดการเติบโตขึ้นของพรรคสีน้ำเงิน จนได้รับเสียงสนับสนุน 192 เสียง”
ลั่นเป็นเอเจนท์ของประชาชน
เมื่อถามว่า การที่พรรคประชาชนเคลื่อนไหวเช่นนี้ต้องการอะไร นายภราดรกล่าวว่า เป็นการสร้างวาทกรรม และดิสเครดิตรัฐบาล ตนจึงอยากเชิญชวนให้กลับมาทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดสร้าง วาทกรรม ท่านเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ท้วงติงอย่างมีเหตุมีผลโดยใช้กลไกของสภา มาท้วงติง ไม่ใช่จู่ๆ มาสร้างวาทกรรมใหม่ เป็นระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งตนก็ไม่เข้าใจว่าระบอบสีน้ำเงินคืออะไร ดังนั้น ตนขอย้ำอีกครั้งว่าขณะนี้มีแต่ พรรคสีน้ำเงิน
เมื่อถามว่า จะเรียกร้องให้หัวหน้าพรรคประชาชนออกมาระบุให้ชัดหรือไม่ว่าใครคือตัวการของระบอบสีน้ำเงิน นายภราดรกล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบ และได้ย้ำแล้วว่า เอเย่นต์ของพรรคการเมืองคือพี่น้องประชาชน เพื่อขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จตามเจตนาที่พวกเขาได้เลือกเราเข้ามา
“สิริพงศ์”เย้ย”เท้ง”แค่กิมมิกทางการเมือง
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)ผู้นำฝ่ายค้านฯระบุว่าสังคมการเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบอบสีน้ำเงินจะกระทบกับรัฐบาลหรือไม่ว่า ตนก็ไม่คิดที่เขาพูดอย่างนี้ปกติอยู่แล้ว คิดว่าก็น่าจะเป็นกิมมิกทางการเมือง เพราะเป็นปกติที่ฝ่ายค้านก็ต้องค้านและต้องหากิมมิกอะไรมา กลไกต่อสู้ทางความคิดก็เป็นเรื่องธรรมดา ส่วนที่บอกว่าระบอบสีน้ำเงินครองประเทศนั้น ไม่ได้จะทำให้พรรคภท.รู้สึกเสียหายเพราะพรรคภท.รอบนี้มาจากการเลือกตั้งและประชาชนเลือกเรามาเป็นอันดับหนึ่ง ส่วนเขาจะตีความแบบไหนก็แล้วแต่ เป็นธรรมดาที่คนชอบ ถ้าสมมุติว่าเขาชนะ เขาก็บอกว่าประชาชนเลือกเขามา ถ้าคนอื่นชนะเขาก็บอกว่าโกงเขามา มันก็ธรรมดา
เมื่อถามว่าพรรคภท.มองว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีนัยอะไรใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่าไม่ได้มีนัยอะไร ซึ่งตนคิดว่าเรื่องที่เขาเอามาพูดเอามาโยงกันเยอะไปหน่อยเพราะบางเรื่องเป็นเรื่องที่เขาปฏิบัติกันมาเป็นปกติ ไม่ได้มีเรื่องอะไรที่จะต้องเอามาเป็นประเด็น ส่วนตัวตน
‘อนุชา’ชู5นโยบายสู้ศึกชิงผู้ว่ากทม.
บ่ายวันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)นายอนุชา บูรพชัยศรี ว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.)พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวเปิดตัววิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การพัฒนากรุงเทพมหานคร ภายใต้แคมเปญ“เมืองฟ้าอมร... and more”ว่าวันนี้คือกรุงเทพฯ 50 เขต ซึ่งพื้นที่กายภาพ ความเป็นอยู่ เศรษฐกิจไม่เหมือนกันเลย กรุงเทพฯ ชั้นในก็จะมีปัญหาแบบหนึ่งจึงต้องการชีวิตอีกแบบหนึ่ง เราจึงพยายามออกแบบเพื่อให้ครอบคลุมให้มากที่สุด จากพูดคุยกันมาทั้งหมดเราเห็นปัญหาและเราเห็นในสิ่งที่คิดว่าเราสามารถเดินหน้า เพื่อรณรงค์จากนี้ไปเพื่อให้ชาวกรุงเทพฯพิจารณาพรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอตัวเข้ามาทำงาน ผ่านแนวคิด “And More” ที่วางนโยบาย 5 ด้าน คือ
เดินทางสะดวก-เมืองสะอาด
1.การเดินทางสะดวก โดยมุ่งแก้ปัญหาการเดินทางที่ขาดความเชื่อมโยง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดันให้รถเมล์ขสมก.โอนย้ายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกทม.โดยตรงเพื่อให้การออกแบบเส้นทางเดินรถและรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทั้งหมด พร้อมจัดทำระบบ Feeder อย่างเป็นรูปธรรม นำรถ Shuttle Bus พลังงานไฟฟ้า (EV)มาใช้รับส่งประชาชนจากตรอกซอกซอยหรือหมู่บ้านเข้าสู่ระบบขนส่งหลัก2. เมืองสะอาด โดยปรับเปลี่ยนระบบกำจัดขยะของ กทม.โดยศูนย์กำจัดขยะหลักเช่นอ่อนนุช หนองแขม สายไหม) จะต้องถูกยกระดับเป็นระบบปิด100% ควบคุมกลิ่นและน้ำเสียได้มาตรฐาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) เพื่อลดการฝังกลบและกระจายศูนย์จัดการขยะไปยังโซนกรุงเทพฯเหนือและตะวันออก
ใช้ชีวิตสบาย-มีรายได้เพิ่ม-ตรวจสอบได้
3. ใช้ชีวิตสบายทั้งร่างกายและจิตใจ โดยจะเพิ่มบ้านพักผู้สูงอายุ เพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และต่อยอดระบบ Fast Track ที่ให้สิทธิการทำฟันสำหรับผู้สูงอายุใช้บริการได้เร็วขึ้น ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขของ กทม.ให้เป็นคลินิกชุมชนที่รักษาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้จริง นำระบบ Telemedicine และการส่งยาถึงบ้านมาใช้เพื่อลดความแออัดของโรงพยาบาลใหญ่4. มีรายได้มากขึ้น คือผลักดันการเพิ่มรายได้ให้แก่ กทม. เพื่อนำมาพัฒนาเมือง เช่น การจัดเก็บภาษีที่พัก (Hotel Tax) จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ พร้อมทั้งสร้างโครงการจ้างงานทุกช่วงวัยโดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุวัยเกษียณกลับเข้ามาทำงานในฐานะอาสาสมัครเพื่อสร้างรายได้เสริม พร้อมยกระดับกทม.สู่ Smart City ปรับปรุงระเบียบการขออนุญาตต่างๆให้รวดเร็วเอื้อต่อการประกอบธุรกิจสนับสนุนเกษตรชานเมืองสร้างรายได้และ 5.ตรวจสอบได้หมด คือ ยึดมั่นในอุดมการณ์การเมืองสุจริตของพรรคประชาธิปัตย์โดยจะนำแพลตฟอร์ม“ส่องรัฐ”มาประยุกต์ใช้กับกทม.เพื่อเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณของท้องถิ่นให้ประชาชนตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน พร้อมทั้งพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยพิบัติฝุ่น PM 2.5 และสภาพการจราจรแบบ Real-time
พระปกเกล้าเปิดชื่อเรียนTopFrom001
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสถาบันพระปกเกล้าได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการเมืองเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคต รุ่นที่ 1 (TopFrom001) จำนวน 63 คน พร้อมรายชื่อสำรอง 17 คน ซึ่งมีชื่อผู้ผ่านคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์หลายรายที่น่าสนใจ เริ่มต้นในส่วนของทายาทนักการเมืองและนักการเมือง
นักการเมือง-ลูกคนดังพาเหรดพรึ่บ
อาทิ นายคณาพจน์ โจมฤทธิ์ หรือ เอิง ที่ปรึกษาทางการเมืองพรรคเพื่อไทย เพื่อนสนิท“อดีตนายกฯอิงค์”แพทองธาร ชินวัตร นายกุลเชษฐ์ เสงี่ยมพงษ์ นักวิเคราะห์ บริษัทบีซีพีจี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีตรมว.ต่างประเทศ สมัยรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกฯและรัฐบาลน.ส.แพทองธาร นายจุติพันธุ์ มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) บุตรชายของ นายสุพันธฺ มงคลสุธี อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และอดีตประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจของพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.)
โดยยังมีชื่อนายสรวง สิทธิสมาน ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนไทยจีน บุตรชายของนายคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสว. นายอาชวิน อยู่บำรุง หรือ กาโม่ บุตรชายนายวัน อยู่บำรุง อดีตสส.กทม. นายสกลภัทร ประยูรรัตน์ กรรมการบริหารบริษัทกฎหมายและธุรกิจอินเตอร์คอนซัลแตนท์จำกัดบุตรชายพ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ อดีตเลขาธิการป.ป.ง.,น.ส.สุจิตรา พรหมเลิศ ปลัดอำเภอปากเกร็ดจ.นนทบุรี บุตรสาวของนายฉัตรชัย พรหมเลิศ หรือ ‘ปลัดฉิ่ง’อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูนพรรคประชาชน ว่าที่พ.ต.ท.ณัฐวุฒิ กลิ่นเกษร สารวัตรกองกำกับการ4 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บุตรชายของพล.ต.ท.เรวัตร กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดและอดีตรักษาการผบช.น.เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีในส่วนคนดังวงการบันเทิง อาทิ“เต”ตะวัน วิหครัตน์ ศิลปินนักแสดง บริษัทจีเอ็มเอ็มทีวี จำกัด รายต่อมาคือ“สกาย”วงศ์รวี นทีธร นักแสดงและนายแบบชาวไทย อดีตสังกัดจีทีเอชและนาดาวบางกอก ปัจจุบันเป็นนักแสดง บริษัท จีเอ็มเอ็ม ทีวี จำกัดและชนิตา ศรีดาเกษเครธอร์น เจ้าของมุงกุฎ Mrs.World 2025
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี